เป็นเสียงที่ทางโรงแรมและเจ้าหน้าที่ที่ห้องสัมนา เขาภูมิใจและตั้งใจที่จะเปิดให้แขกผู้มาเยือนได้ฟังและได้สัมผัสถึงความเป็นท้องถิ่นของเขา...

           บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ขอสะท้อนแง่มุมเล็ก ๆ ของการได้ไปฟังงานวิชาการงานหนึ่งที่จัดขึ้นที่ จ.ปัตตานี ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาครับ สำหรับผมแล้วนอกเหนือจากการได้เปิดมุมมองของตัวเราเองแล้ว ยังได้แง่คิดสำหรับการทำงานและการดำเนินชีวิตมาหลาย ๆ แง่มุมทีเดียวครับ ขอเริ่มบันทึกแรกด้วยแง่คิดแง่มุมนี้นะครับ...

 

          "เสียง" ที่ไม่อยากได้ยิน เป็นคำกล่าวของวิทยากรท่านหนึ่งจากกรุงเทพฯ ที่ลงไปร่วมงานวิชาการที่ปัตตานีเป็นครั้งแรก กล่าวถึงเสียงดนตรีบรรเลงเพลงพื้นถิ่นที่ทางโรงแรมแห่งหนึ่งเปิดให้ฟังตลอดการพักที่โรงแรมแห่งนั้น และก็เป็นเสียงในลักษณะเดียวกันกับที่ทางเจ้าหน้าที่เปิดให้ฟังก่อนเริ่มสัมนา... 

 

 

           โดยเป็นคำกล่าวที่สะท้อนถึงการพยายาม "ยัดเยียด" บางสิ่งบางอย่างที่ท่านวิทยากรท่านนี้ไม่อยากฟังหรือไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการที่จะฟัง ซึ่งสำหรับผมแล้ว "เสียง" นี้ อาจจะเป็นเสียงที่ทางโรงแรมและเจ้าหน้าที่ที่ห้องสัมนา เขาภูมิใจและตั้งใจที่จะเปิดให้แขกผู้มาเยือนได้ฟังและได้สัมผัสถึงความเป็นท้องถิ่นของเขาก็ได้นะครับ...

 

 

          ดังเช่นคำกล่าวของนักวิชาการในพื้นที่ท่านหนึ่งที่กล่าวสรุปไว้ในตอนท้ายของการสัมนาครับว่า คนในพื้นที่ฟังมาเยอะมาแล้ว สำหรับการมาสอน มาพูด และการมาให้วิชาการจากคนภายนอก ที่สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการคือให้คนภายนอกรับฟังคนในพื้นที่เสียงของคนในพื้นที่บ้าง...

 

          สำหรับผมแล้วผมเห็นด้วยกับนักวิชาการในพื้นที่ท่านนี้มาก ๆ ครับว่า การเป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยจากภายนอก ควรจะเข้ามาฟังเสียงของคนในพื้นที่ มารับรู้สภาพความเป็นจริงของคนในพื้นที่ให้มาก ๆ มาสะท้อนความรู้ความจริงที่เกิดขึ้นของคนในพื้นที่ แทนที่จะยึดติดกับความรู้ความจริงชุดเดิม ๆ ของตนเองนะครับ...

 

          สิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ คือที่นักวิชาการได้สะท้อน เสียงเล็ก ๆ เหล่านี้ของคนในพื้นที่ให้ดังขึ้น ดังขึ้น มากกว่าที่จะปิดรับหรือรำคาญเสียงเหล่านี้ เพียงเพราะเป็นเสียงที่ตัวเราไม่คุ้นชินหรือไม่อยากฟังนะครับ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ความรู้ความจริงที่สะท้อนขึ้นมาจากนักวิชาการก็คงเป็นความรู้ความจริงคนละชุดกันกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นะครับ...