อ.หยาดพิรุณ นาชัยสินธุ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง

ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้รับการไปบรรยายเรื่องสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เลยได้ทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ หน้าที่และเสรีภาพมากขึ้น จริงๆแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน เรื่องที่ควรรู้ แต่ถ้าเราไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ก็เหมือนกับว่าเราจะหลงลืมและเลือนหายไป เรียกว่า ธุระไม่ใช่ ซะอย่างนั้น เลยขอหยิบยกประเด็นที่ใกล้ตัวมาคุยกัน อย่างแรกคงเป็นเรื่องของหน้าที่ การเข้าใจความหมายของคำว่าหน้าที่ มีมากมายบางคนเข้าใจว่าคำว่าคือบทบาทที่ได้รับตามกฎหมาย อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่หน้าที่ที่เราคนไทยลืมไม่ได้คือหน้าที่ของการรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ควรลืมเป็นอย่าง ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า

“ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกันจะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ “

(พระราชทานแก่ คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2533)

ถ้าทุกคนเข้าใจและจดจำน่าจะเป็นความเข้าใจที่ถูกถ้วน ถ้าทุกคนมัวแต่คำนึงถึงหน้าที่ของตนเอง ไม่คิดถึงหน้าที่ของคนอื่นก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ต่อไปเป็นเรื่องของ สิทธิและเสรีภาพ สองคำนี้มักใช้คู่กันคือเมื่อให้สิทธิก็ต้องให้เสรีภาพในการปฏิบัติด้วย เช่นให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางช่องทางสื่อที่มีความหลากหลาย แต่เมื่อแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อกลับไม่ได้รับเสรีภาพในการกระจายข่าวสาร เช่นในกรณีของ คุณพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยเลือกช่องทางของการพูดผ่านงานประกาศรางวัลงานหนึ่ง แต่กลับเป็นประเด็นทางกฏหมายเนื่องจากการตีความของผู้ฟังที่มักไม่ฟังข้อความและตีความทางภาษาและเจตนาเข้าข้างตนเอง ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า การที่คุณพงษ์พัฒน์แสดงสิทธิของตนเองในการแสดงความคิดเห็นและมีเสรีภาพในการพูดโดยมิได้เป็นการเกินขอบเขตและกระทบหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น และภาษาที่ใช้ก็มีได้ล่วงละเมิดต่อสถาบันแต่อย่างใด น่าสงสารสังคมไทยที่ปัจจุบันต้องแบกรับปัญหามากมาย เมื่อมีปัญหาก็มักจะโทษว่าสังคมเป็นต้นเหตุ คงต้องยกพระบรมราโชวาทของพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจให้ทุกคนรู้จักสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพของตนเองและดำรงไว้ซึ่งประเทศชาติไทยเอาไว้คงอยู่สืบไป

ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็น ว่าไม่น่าที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่ แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย

 

(ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร 13 มีนาคม 2514)