วันอังคารที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ ณ ที่ทำงาน
กราบสวัสดีค่ะครู
หนูพยายามจะเขียนจดหมายให้เสร็จหลายฉบับหลายครั้ง แต่กำลังทางด้านดี มันไม่แรงพอที่จะกระชากความชั่วที่อยู่ในใจ แต่ ณ วันนี้ หนูเจอโจทย์เป็นโจทย์ใหญ่ กับการทำงาน ที่ทำงานหนูขอรับการรับรอง หนูเห็นพัฒนาการในตนเอง ไม่ใช่หนูเก่งที่ตอบใคร ๆ ได้ ไม่ใช่หนูเก่งที่สอบทุนต่าง ๆ ได้อีกต่อไปค่ะ แต่ที่ประทับใจกับตนเองในวันนี้ คือ หนูกล้ายอมรับความผิดพลาดของตนเองค่ะครู
มันน่าทึ่งมาก ๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หนูคงจะแถ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น ผลักมันออกไป
เหตุการณ์ ณ วันนี้ทำให้หนูนึกย้อนว่า
“ถ้าไม่เคยได้รับการฝึกฝนจากครู สิ่งแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น”
เรื่องมีอยู่ว่า สำนักงานหนูขอรับการรับรอง ๑๗๐๒๕ ซึ่งเป็นมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ หนูไม่ถูกเสนอชื่อ ตอนแรกก็เฉย ๆ แต่ด้วยสปิริต หนูก็เข้าร่วมการประชุม ขอสังเกตการณ์ ณ ขณะที่เขาประกาศชื่อคนอื่น ๆ แต่ไม่มีชื่อตนเอง แท้ที่จริงคือ เพิ่มได้ค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ด้วยความไม่ยอมคน ชอบแข่งขัน หนูคงกระโจนลง ณ ขณะนั้นแบบไม่แคร์สื่อ แต่วันนี้ แค่ดูความรู้สึกเสียใจในตนเอง แล้วก็ผ่านไปค่ะ
พอผู้มาตรวจประเมินขอตรวจประเมินพี่ ๆ ซึ่งในกระบวนการวิเคราะห์นั้นหนูได้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจวิเคราะห์ระลึกกับตนเองว่า
“ฟังเพื่อเรียนรู้”
ซึ่งอาจารย์ก็อนุญาต ตอนเช้าฟังไปเรื่อย ๆ ก็มีการถกกันมากมาย แต่หนูรู้สึกว่า อาจารย์ที่มาตรวจประเมินท่านมีวิธีถ่ายทอดให้สิ่งที่หนักอึ้ง ดูเบาบาง แต่เราก็รู้ในตนเองว่า
“จุดนี้ผิดร้ายแรงต้องเร่งแก้ไข”
เป็นการประเมินที่มีเสียงหัวเราะเป็นระยะ ๆ รู้สึกผ่อนคลายและก็ยอมรับค่ะ
จากพารามิเตอร์ ความเป็นกรด-ด่าง พี่จั่นเป็นคนขอรับ การละลายของยาเป็นพี่อ้อขอรับ การวิเคราะห์หาปริมาณยาพี่จั่นเป็นคนขอรับ แต่ในรายงานผลที่ส่งอาจารย์ พี่อ้อวิเคราะห์ กรด-ด่าง หนูวิเคราะห์หาปริมาณยา
ในความเป็นจริงพี่ ๆ เขาสามารถวิเคราะห์ได้ทุกอย่างค่ะ แต่หนูพึ่งมาทำไม่นาน อืมแบบกระปิดกระปอยด้วยค่ะ จากเดิมที่หนูไม่มีชื่อ กลายเป็นว่า เจอข้อบกพร่องจุดใหญ่ ๆ คือ หนูมาเซ็นได้ยังไง
จะว่าไปก่อนหน้าหนูเข้าไปนนทบุรี หนูก็มีชื่อค่ะ แต่ฉบับปัจจุบันไม่มีชื่อหนูเพราะไม่ได้ถูกเสนอชื่อหลายอย่างจึงตกหล่น
ณ ตอนแรก อาจารย์ท่านจะให้พี่จั่นเป็นคน ทำการทดลองให้ดู (ใจหนูรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะเป็นคนวิเคราะห์ตัวอย่างล๊อตนี้ทั้งหมดเอง พี่จั่นไม่ได้ทำ แต่ท่านเป็นคนเขียนเอกสาร แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูด เพราะตนเองไม่ถูกเสนอชื่อขอการรับรอง)
แต่พอไป ๆ มา ๆ อาจารย์ท่านแนะว่า ควรจะเป็นหนู แว๊บแรกดีใจที่ได้ช่วยพี่จั่น (เพราะท่านเตรียมเรื่องนี้จนป่วย) แต่พอแว๊บถนัดมากังวล กลัวทำได้ไม่ดี แว๊บถัดมามีเสียงครูดังขึ้นมาว่า
“ทำเท่าที่ทำได้ และทำเต็มที่”
ใจรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หนูคงโกรธเคืองไม่พอใจ เพราะไม่ได้ตั้งตัว กลัวออกมาดูไม่ดี
ในรายงานผลก็มีหลายจุดที่ต้องแก้ไข เพราะหนูเป็นน้องที่ค่อนข้าง
“สอนยาก”
“ไม่ใช่พี่ไม่สอนนะคะ แต่หนูเป็นพวกสอนแล้ว ไม่จำ ถ้าไม่เจ็บเอง ก็ไม่จำ แบบต้องโดนกันจะ จะ”
ครั้งนี้หนูน้อมรับโอกาส เพราะตั้งแต่ทำงานมาจะหกปี ก็ยังไม่เคยได้ขอรับการรับรอง เพราะมักจะวิ่งรอก พอได้บุญหล่นทับแบบไม่ตั้งตัว มันยิ่งกว่าถูกหวยอีกค่ะ เป็นทุกขลาภ เพราะจะได้ความรู้แบบตรงจริต
วันนี้หนูยังอยู่เตรียมสภาวะของเครื่องค่ะครู พี่จั่นก็พยายามอยู่เอาใจช่วย แต่ท่านก็ ไม่ค่อยสบาย หนูจึงขอให้ท่านกลับก่อน เอกสารใดที่ควรจะปรับปรุงท่านก็แนะให้ลองทำพรุ่งนี้เลย ก็เลยได้โอกาสมานั่งอ่านใหม่
หนูมาทบทวนกับตนเอง กับเหตุการณ์ในวันนี้ หนูตื่นเต้นไหม ตื่นเต้นนะคะ กังวลไหม ก็กังวลนะคะ แต่หนูก็เห็นความดีใจ ความภูมิใจ ที่ได้ทำแทนพี่จั่น อย่างน้อยผ่อนแรงท่านบ้างก็ดี เพราะรู้สึกว่า
“ถ้าท่านต้องมาทำ ท่านคงเครียดเพราะตัวอย่างนี้ ท่านไม่ได้จับมาก่อนเลย”
แต่ถ้าเป็นหนู ก็มีความคุ้นเคยบ้าง
แต่ก็ทำแบบลูกทุ่ง ๆ ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันไป
แม้ตอนนี้ยังทำงานอยู่ บนพื้นฐานที่บอกตนเองว่า
“ทำให้ดีที่สุด เบียดเบียนตนเองให้น้อยที่สุด เบียนเบียนผู้อื่นให้น้อยที่สุด”
เหมือนหนูโดนสอบโดยไม่ได้ตั้งใจ สำหรับตนเองแล้วครั้งนี้เห็นพัฒนาการจากความผิดพลาดค่ะครู
ตอนที่เขียนรู้สึกซาบซึ้งใจ น้ำตาไหลกับเมตตาที่ครูให้มา
หนูนี่หนา จะรักครูก็ตอนมีสติ ตอนหลง ๆ ไป นี่ก็ยังโง่อยู่เจ้าค่ะ
ถามว่า
“หนูเชื่อครูไหม ตอนมีสติ มันยิ่งกว่าคำว่า หมดใจ”
“แต่ตอนขาดสติ มันก็โง่อย่างไม่น่าให้อภัยค่ะครู”
ใจนี้รู้สึกว่า “มีครูอยู่ภายในเสมอค่ะ ยิ่งเรียนรู้ชีวิต ก็ยิ่งเห็นว่า สิ่งที่ครูมอบให้ ล้ำค่าเหนือโลกจริง ๆค่ะ”
หนูไม่ได้ถอยหรอกค่ะครู
แต่ที่ผ่านมายอมรับกับตนเองว่า “แผ่ว”
อย่างที่บอกครู “มันเลิกไม่ได้ เพราะก็ยังลุกขึ้นมาภาวนา แต่ก็ยังเห็นว่า หย่อน วินัยไม่พร้อมบริบูรณ์เหมือนมีครูคอยเตือนสติสม่ำเสมอ เสียงและคำพูดที่ครูย้ำเตือนไม่เคยลางเลือนจากใจค่ะ”
รักครูนะคะ
ว่าด้วยเรื่องของศีล
ข้อหนึ่ง หนูเริ่มต้นวันด้วยศรัทธาและความตั้งใจว่า จะทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็น้อมรับ เพราะเป็นผลกรรม เบียดเบียนผู้อื่นน้อยลงค่ะครู
ข้อสอง หนูไม่ขโมยของใคร วันนี้เป็นวันที่เคร่งครัดกับตนเองแม้กระทั่งเวลาเข้าออกงาน เพราะสำนึกในภารกิจ แปลกจังเลยค่ะครู เมื่อหนูมีเป้าหมายชัด ใจก็ไม่งอแง ตอนเที่ยงพาพี่ ไปทานข้าวที่ตะวันทอง แต่เวลามันกระชั้น ท่านว่าจะขอเดินดูหนังสือ หนูเรียนท่านว่า เกรงจะไม่ทัน ปกติ หนูจะยอมไปเรื่อย ๆ แต่ครั้งนี้พูดด้วยใจที่มุ่งมั่นและก็ไม่ได้บีบคั้นคนฟังค่ะ
ข้อสาม หนูไม่ค่อยพะวงเรื่องกามนัก แต่ก็เห็นความอยากของตนเองผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยากจะแก้ไขให้ดีกว่า เมื่อถูกชี้ว่าจุดนี้ต้องแก้ไข ใจก็หล่นวูบเหมือนกัน มันอยากดีค่ะ แต่สุดท้ายก็น้อมรับ เหมือนเจอโจทย์แล้วก็ ทำซ้ำ ๆ ๆ แล้วก็ผ่านไป ตกบ้าง ผ่านบ้าง แต่โดยรวมใจก็ค่อย ๆ นิ่งขึ้นค่ะ
ข้อสี่ หนูรู้สึกว่าวันนี้ได้สั่งสม สัจจะกับตนเอง เหมือนอาจารย์ที่มาตรวจประเมินท่านมากระทบ ให้ใจหนูยอมรับข้อผิดพลาด ข้อแล้วข้อเล่า จุดแล้วจุดเล่า ไม่มีการเขี่ยไม่มีการแถ บางจุดก็ขอคำชี้แนะท่านเพิ่มว่า
“ควรจะแก้ไขอย่างไร”
ใจมหัศจรรย์มากค่ะ ไม่ใช่การยอมรับแบบตอแหล แต่เป็นการยอมรับที่ ยอมรับกับตนเองจริง ๆ และขณะเดียวกัน ก็พร้อมแก้ไขเลย ไม่รีรอค่ะ ไม่ใช่สักแต่ว่า ค่ะ แต่เป็นการ เปิดใจ แก้ไขข้อบกพร่องยังไงยังงั้นเลยค่ะครู
ข้อห้า หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็ยังหลงค่ะครู วันนี้ใจจดจ่อ ตั้งใจจด ตั้งใจทำความเข้าใจ ก็มีเผลอบ้างค่ะ แต่เผลอสั้นกว่าทุกวัน เพราะมีเป้าหมาย
หนูมาเข้าใจกับตนเองว่า “เมื่อเป้าหมายชัด เราก็พลัดหลงไม่ไกล”
ที่ผ่านมา เป้าหมายหนูไม่ชัด
แต่ตอนนี้หนูยอมรับและตั้งเป้ากับตนเองแล้วค่ะว่า “จะขอเรียนรู้มุ่งสู่ที่สุดแห่งการเกิด”
กราบขอบพระคุณครูค่ะ