จดหมายถึงครู

            เสาร์ที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ กุฏิอันเงียบสงบในผืนป่า

                เช้าวันเสาร์ที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ตื่นขึ้นมา ณ ห้องนอนของพ่อและแม่ ซึ่งท่านทั้งสองได้ลุกไปก่อนแล้ว กราบสามครั้งและหนูก็นั่งภาวนา สักพักออกมาอาบน้ำเตรียมตัวไปใส่บาตรที่วัด เดินไปที่ตลาดเอากระติบข้าวไปให้พ่อและแม่ แล้วก็หยิบขนมมาใส่บาตร ระหว่างทาง อากาศเย็นสบาย จึงเลือกที่จะเปิดกระจกวิ่ง ฟ้าโปร่งไม่มีฝน แต่พอมองไปที่ภูเขามีเมฆหมอกปกคลุมคล้ายรูปของขุนเขา ใจระลึกถึงเมตตาบารมีของหลวงปู่ที่แผ่ไพศาลสู่ประชาชนจำนวนมากไม่มีประมาณ

                พอหนูขับรถเข้าสู่เหมือนการเข้าสู่ดงหมอก กระแสความเย็นแผ่เข้ามาในรถร่างกายตอบสนองด้วยอาการขนลุก สายตาหนูแว๊บลงมองแขนกับการตอบสนองต่อสิ่งภายนอก สักพักหนูเลี้ยวเข้าเส้นทางสู่วัด มีรถทหารมากมายหลายคัน จอดเรียงราย สองข้างทางมีคนใสชุดทหารใส่บาตร หนูมองไปที่พระกำลังเดินบิณฑบาตร ทั้งหมด ๔ รูปค่ะครู หนึ่งในนั้นมีหลวงพี่ด้วย หนูเพียงชะลอแล้วก็ขับผ่านไป

                ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยหมอก ความงดงามของธรรมชาติเหนือคำบรรยายค่ะ หนูได้เห็นหมอกมากเป็นนี้มาครั้งหนึ่ง เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่พาพี่ ๆ จากที่ทำงานมาภาวนาสร้างความประทับใจให่พี่ ๆ เป็นอย่างมาก แต่ใจหนูระลึกขึ้นมา ถึงครั้งที่ครูพาหนูไปภาวนา กลางดึกของคืนที่ใจหนูหนักอึ้ง แต่ครูก็เมตตาขับรถพาไปภาวนาที่วัด ตอนดึก หมอกหนาทึบแทบมองถนนไม่เห็น ใจระลึกกับตนเองอีกว่า

“ณ ขณะที่จมในผืนหมอก ยากยิ่งที่จะมองเห็นอะไร ๆ ได้ การมีสติอยู่ แล้วก็เคลื่อนไปข้างหน้า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปเอง”

            พอถึงจุดที่ใส่บาตร วันนี้หนูมาเร็ว มีเพียงสองสามคนที่เตรียมของรอเท่านั้น หนูจอดรถ นำของที่จะใส่บาตรไปวาง ณ จุดที่จะใส่บาตร แล้วก็จับตาดมากวาดใบไม้รอ สักพัก แม่ท่านหนึ่งเดินมาถามว่า

“ถาดอาการนี้ทำอย่างไร”

แว๊บแรกรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็เอ่ยกับท่านว่า

 “พระท่านฉันฑ์ตกบาตร ถ้าอาหารไม่ลงบาตร ท่านจะไม่ฉันฑ์ค่ะ”

(มานึกย้อน ณ ตอนเขียน ได้เรียนรู้บทเรียนของการใส่บาตรวัดป่าช่วงเข้าพรรษานี้ จากครู เพราะก่อนหน้านั้นหนูก็ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างไม่น่าเชื่อว่า จะมีโอกาสได้ทำหน้าที่รับใช้ผู้คนเช่นนี้ หากมิได้รับการบ่มเพาะจากครูหนูคงไม่สามารถ)

                ท่านจึงพยายามตักอาหารใส่ถุงเท่าที่มี แต่ก็ได้ไม่มากเพราะท่านไม่ได้เตรียมมาเพื่อการนี้ ท่านจึงพูดเปรย ๆว่า

“ไม่เป็นไร นี่ครั้งแรก ถึงว่าเรียนรู้ ครั้งต่อไปค่อยปรับปรุง”

ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและให้กำลังใจคนอื่น ๆ

                สักพักมาอีกกลุ่มหนึ่ง แบบเดียวกัน คือ ยกอาหารมาเป็นถาด ๆ ดูเหมือนว่า ท่านจะเอ่ยถามกันก่อน แล้วก็มาขอคำยืนยันอีกครั้ง แม้แว๊บแรกท่านจะกังวล แล้วเอ่ยประหนึ่งว่า

                “ไปวัดหลวงปู่ท่านอื่นก็ยกถาดอาหาร ขึ้นถวายเลย”

หนูยิ้มให้ท่านด้วยความรู้สึกเมตตาแล้วเอ่ยว่า

“ค่ะแล้วแต่ปฏิปทาของท่าน ซึ่งวัดนี้ในช่วงเข้าพรรษา ครูบาอาจารย์ท่านพาทำแบบนี้ค่ะ”

ครูค่ะ หนูรู้สึกว่า

 “ท่านเปรยกับตนเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในตนเอง”

หนูเพียงทำหน้าที่ฟังและให้ความมั่นใจแก่ท่าน โชคดีที่ท่านมีถุงพลาสติกมาด้วย การร่วมแรงร่วมใจจึงเกิดขึ้น ผู้คนเริ่มทะยอยมาเป็นจำนวนมาก หนูพึ่งทราบว่า “ครูโรงเรียนที่ห่างจากวัดไปประมาณ ๔๐ กิโลเมตร พาน้อง ๆ นักเรียนมาทำบุญตักบาตร รวมๆ แล้ว กว่า ๔๐ ชีวิต พอหนูทราบใจหนู

“อนุโมทนากับครูและนักเรียนมากค่ะ”

หน้าที่ของหนู ณ เช้านี้จึงเป็นการอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลน้อง ๆ ตามกำลังความสามรถ น้อมใจลงปฏิบัติบูชาต่อหลวงปู่ พอท่านลงมาลูกศิษย์ท่านหนึ่งของถ่ายภาพท่าน ท่านเมตตาให้ถ่ายภาพ หนูจึงขอโอกาสถ่ายภาพ ใจรู้สึกปีติและซาบซึ้งใจมากเลยค่ะ รถนักเรียนทะยอยมาหลวงปู่ท่านเมตตารอ เมื่อทุกอย่างพร้อมหลวงปู่ท่านก็นำบิณฑบาตร พอเสร็จแล้ว ก็นำอาหารขึ้นศาลา หนูได้รับโอกาสจากแม่ชี ๒ รูปและแม่กาศ ให้ขับรถพาขึ้นศาลา วันนี้ในศาลามีคนเยอะ น้อง ๆ นักเรียนรวมถึงญาติโยม หลวงปู่ท่านเมตตาเทศน์สอน แล้วก็ให้ลงไปทานข้าวแล้วให้ครูและเด็ก ๆขึ้นมาที่ศาลา

พอลงมาทานข้าวทานเสร็จวันนี้หนูได้มีโอกาสคุยกับน้อง ในหมู่บ้านที่ขึ้นมารับอาหารที่เหลือจากข้างบน แรก ๆ แต่ละคนดูหวาดกลัว แต่พอคุยกันไปสักพัก เสียงหัวเราะเริ่มปรากฏ เป็นระยะ ๆ รอยยิ้มเริ่มอยู่บนใบหน้า ไม่ทราบซิค่ะครู หนูรู้สึกว่า

 “น้อง ๆ เขาก็เป็นมนุษย์เหมือน ๆ กัน แต่บางคราเขาถูกปฏิบัติที่แตกต่างออกไป” 

พอเราได้คุยกันจากแววตาหวาดกลัว ที่หนูกระทบตอนแรกก็รู้สึก สะดุดใจ กลายเป็นแววตาที่เจือด้วยรอยยิ้มและความไว้วางใจมากขึ้น (ตอนที่เขียนทำให้หนูนึกย้อน ถึงเด็ก ๆที่มาขายตอนที่หนูทานข้าวกับครูทั้งสองครั้ง สิ่งที่ครูปฏิบัติต่อเด็ก ๆ ที่มาขายของ ก็คือ การพูดคุย หรือหยิบยื่นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ แล้วครูก็สอนหนูว่า

“แท้ที่จริงเขาต้องการเพียง การปฏิบัติต่อเขาแบบมนุษย์คนหนึ่ง”

ดูเหมือนว่าพฤติกรรมนี้ได้รับการหล่อหลอมมาจากครูค่ะ ตอนที่คุยกับน้อง ๆ หนูก็เนียนไปเรื่อย ๆ ยิงคำถามแล้วน้อง ๆ ก็ตอบ แล้วก็มีเสียงฮา เป็นระยะ ๆ จากคำตอบของน้อง ๆ เอง หนูรู้เพียงว่า ก่อนกลับแววตาของน้อง ๆ ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และใจหนูก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นค่ะครู)

ออกจากเด็ก ๆ ก็มีกลุ่มชาวบ้านในหมู่บ้าน หนูสังเกตเห็นว่า เช้านี้มีชาวบ้านในหมู่บ้านมาเยอะ รวมถึงเด็ก ๆ ด้วย ท่านเดินมาคุยด้วยประมาณสอบถามสิ่งที่คุยกับเด็ก ๆ แล้วท่านก็ถามหนูต่อว่า

“มีผัวรึยังเจ่า”

(มีสามีรึยัง)

หนูยิ้มกับคำถามของท่าน

(ทำให้นึกขึ้นได้ตอนเขียนว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนถูกถามแบบนี้ จิตหนูจะหมองทันที เหมือนถูกตอกย้ำว่า “ไม่มีใครเอา”)

 

 แต่ครานี้ต่างไปค่ะครู หนูยิ้มเบิกบาน เห็นลมหายใจตนเองชัก รู้สึกเหมือนท่านเอ็นดูที่จะคุยกับหนู แล้วก็ตอบท่านว่า “ยังค่ะ ย่านหยาก มีผัวแล้ว มาวัดหยาก หยากยากผัว หยากลูก”

                   (ยังค่ะกลัวยางยาก มีสามีแล้ว มาวัดลำบาก ยุ่งยากกับสามี และลูก)

แต่ละท่านยิ้ม แล้วก็เข้ามาพูดด้วย หนูมาทราบทีหลังว่า

“ชาวบ้านเข้ามาวัดเพื่อถางหญ้าให้ไม่รกร้าง ตามคำสั่งของหลวงปู่ เพราะอีกไม่นานก็จะออกพรรษาแล้ว”

แต่ละคนมาด้วยแรงศรัทธา เขามาปฏิบัติบูชาต่อหลวงปู่เช่นกัน ของทานด้วยแรง ทานด้วยกำลังที่มี เป็นต้นแบบของการทำทานตามกำลังความสามารถแห่งตนค่ะครู

                หลังจากแต่ละคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ หนูเดินไปกดน้ำร้อน ได้กับแม่ออกที่มาจากมาเลเซีย หลังจากที่เราเพียงมองกันแล้วก็เพียงยิ้ม ๆมาเป็นเดือน ๆ คุยกันนิดหน่อย แล้วเราก็แยกกันไป เห็นคุณแม่ชีท่านกำลังล้างเสื่อ หนูจึงเข้าไปช่วยด้วยแรงแข็งขัน เสร็จจากงานล้างเสื่อ หนูก็ห้องกระป๋องน้ำ และกระเป๋าเสื้อผ่าเข้ามาทำความสะอาดกุฏิ ขัดพื้นรอบนอกไปเรื่อย ๆ เห็นว่า

“สิ่งสกปรก นอก ๆ ขัดเบา ๆ ก็หลุดแล้ว แต่สิ่งสกปรกที่ฝังถึงภายในต้องออกแรง ขัดมากขึ้น ขัดตรงที่เดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกมา”

แล้วมีจังหวะหนึ่งที่หนูราดน้ำล้างสิ่งสกปรก แต่ว่าบางส่วนก็ไหลเข้าไปในห้องข้างใน ใจหนูย้อนระลึกว่า

“ธรรมชาติของน้ำไหลลงที่ต่ำ ธรรมชาติของจิตนี้ก็เช่นกัน หากขาดการฝึกฝน ฝึกตน ฝึกจิต ก็พร้อมที่จะไหลลงที่ต่ำ”

สิ่งที่หนูเห็นในตนเองคือ เพ่งโทษตนเองน้อยลงกับพฤติกรรมที่ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ข้อดีคือ เพ่งโทษน้อยลง ข้อเสีย คือ หนูพิจารณามันไม่ค่อยทันค่ะครู เหมือนปล่อยเร็วไป มานึกได้แบบนี้ก็ตอนเขียนบันทึกนี้

ทำงานเสร็จแวะไปที่โรงครัวเพราะแม่ ๆท่านบอกว่า จะทำขนมจีบ แต่ว่าท่านกำลังทานข้าวกันอยู่หนูจึงตำส้มตำแล้วก็ทานร่วมกับท่าน แล้วก็ลงมาที่หมู่บ้าน ตอนแรกกะว่าจะมาเขียนงาน แต่ไป ๆ มา ๆ ได้มาช่วยงานพี่สาวค่ะ พอจะเข้าไปทำงานก็รู้สึกเพลียและง่วง งีบหลับไปตื่นมาอีกทีสี่โมงเย็น จึงรีบล้างหน้าแล้วก็แวะซื้อยาที่ แม่ ๆที่วัดฝากซื้อแล้วก็เข้ามาในวัด แต่ละท่านกำลังตระเตรีนมเครื่องที่จะทำอาหารในวันรุ่งขึ้น หนูจึงเข้าไปช่วยเป็นลูกมือ และได้สอบถามอาการของคุณแม่ชีที่ท่านแขนหักจากการลื่นล้มเมื่อไม่นานมานี้

                ประมาณหนึ่งทุ่มหนูเข้ามากุฏิ ทำธุระส่วนตัว นั่งภาวนา แล้วก็มานั่งเขียนบันทึกทบทวนสิ่งต่าง ๆ ภาวนาจนประมาณ หกทุ่มแล้วก็งีบหลับไปประมาณสองชัวโมงแล้วก็ลุกขึ้นมาภาวนาต่อ

                ว่าด้วย ศีล เหตุที่หนูไม่ค่อยกล้าเขียนประเมินศีลในตนเองออกมา รู้สึกว่า

“ศีลนั้นเต็มไปด้วยความด่างพร้อยในใจค่ะครู เพ่งโทษก็ยังมีอยู่ แต่ก็รู้สึกว่า เบาบางลง บางครั้งเจอคำพูดที่รู้สึกสะดุดใจ หนูหยุดดูแล้วก็ค่อย ๆ พิจารณาทำความเข้าใจ มองที่ใจตนเอง มองที่ผู้พูดว่า มีสาเหตุมากจากอะไร พอได้ทำเช่นนี้ ความขุ่นมัวเบาลงค่ะครู

                ข้อที่สองว่าด้วยการลักทรัพย์ ใจรู้สึกว่าการหยิบของ ๆ ผู้หรือการทำลายของรักของหวงโดยตั้งใจ หนูไม่ค่อยกล้าทำ หรือ ถ้าบางคราทำไปโดยไม่ตั้งใจก็จะรู้สึกผิดแล้วก็รีบไปสารภาพขอโทษผู้เป็นเจ้าของ

                ข้อที่สาม ความอยากในกามยังมีค่ะครู แต่หนูกลับรู้สึกขึ้นมาว่า ความอยากในกาม กับความอยากในรูปกายต่างกัน คนเราชอบใช้กายเป็นเหยื่อของกาม จนบางครั้งลืมไปว่า “แท้ที่จริงมันคนละส่วนกัน”

                ข้อที่สี่ข้อนี้เป็นข้อที่รู้สึกกับตนเองว่า

“ด่างพร้อยบ่อยครั้ง บอกว่าจะทำ แล้ว ทำไม่ได้ ตั้งใจจะทำสิ่งนี้ แต่พอไปทำแล้วก็เตลิด บ่อยครั้ง ค่ะครู ซึ่งหนูก็ได้รับกรรมของตนเองเกี่ยวกับศีลข้อนื้ โดยการถูกทิ้งให้รอบ้าง มีคนผิดนัดบ้าง ได้เพียงน้อมรับกับตนเองถึงเหตุเก่าที่สร้างไว้ วนมาให้เรียนรู้ค่ะ”

            ข้อห้าว่าด้วยการดื่มสุรา หนูไม่ดื่มอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน แต่ความหลงมันมีมากจังเลยค่ะครู จนบางทีไม่กล้ายอมรับกับตนเอง จนรู้สึกทุกข์ เหมือนความรู้สึกนี้มันแรงขึ้น หรืออาจจะมีอยู่เดิมแต่หนูไม่เคยเห็น

                กราบขอบพระคุณครูค่ะ