ครูและความเป็นวิชาชีพชั้นสูง

บทความครู 

วันที่ 16 มกราคมเป็นวันครู ทุกๆ ปีที่ผ่านมาก็มีวันนี้เป็นวันครบรอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าจะถามว่า "ครูคือใคร?" ความหลากหลายของมนุษย์ก็คงจะได้คำตอบที่หลากหลายด้วยเช่นกันไม่เพียงเท่านั้น การเรียนรู้จากความหลากหลายของคน ก็เป็นวิถีทางที่มุ่งไปสู่การรู้ธรรมชาติที่อยู่ในใจคนได้อย่างลึกซึ้ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การรู้ธรรมะนั่นเองหลายครั้งหลายหนที่มีคนเข้ามาพบฉันแล้วปรารภว่า "ท่านอาจารย์ใจเย็นเพราะอยู่กับต้นไม้" หลังจากรับฟังแล้วก็ทำให้รู้สึก "หายใจไม่ทั่วท้อง" ทั้งนี้เนื่องจากเกิดความรู้สึกที่คิ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่ในใจตัวเองว่า เหตุใดคนส่วนใหญ่จึงมองเห็นได้แค่นั้นเงื่อนไขดังกล่าวนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นทำให้ฉันหันมาสนใจค้นหาความจริงเกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่เป็นมาแล้วในสังคมไทย แต่ฉันก็เป็นคนที่มีนิสัยทำอะไรทำจริงโดยไม่ยอมท้อถอยง่ายๆ เพราะฉะนั้นยิ่งคิดถึงปัญหาที่แฝงอยู่ในวิถีการเรียนรู้ก็ยิ่งทำให้ความคิดหยั่งรากลงลึกยิ่งขึ้นทุกขณะ อย่างที่เรียกกันว่า "กัดไม่ยอมปล่อย"

      อนึ่ง ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมักสะท้อนความคิดที่ไม่ลงไปถึงรากเหง้าของตัวเอง เมื่อไม่ลงไปถึงรากเหง้าก็คิดได้แต่เพียง "ปลายเหตุ" ยัง ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เพราะมันเกิดคำถามติดตามมาอีกว่า "แล้วต้นเหตุละ มันอยู่ที่ไหน? ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายของสังคมแบบนี้"

       "ถ้าฉันจะถามทุกคนว่า ครูกับศิษย์นั้นมีอะไรที่อยู่ในกระแสการเชื่อมโยงถึงกัน?" เดี๋ยวก่อนเธออย่าเพิ่งตอบว่าครูกับศิษย์คือกระบวนการสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพราะถ้าความจริงมันเป็นอย่างนั้นแล้ว ครูก็จะยืนอยู่บนหัวศิษย์ลูกเดียว แถมหลังออกมาจากห้องเรียนแล้ว ยิ่งเป็นคนมีปริญญาสูงๆ ก็ยังไม่วายทำตัวอยู่เหนือลูกศิษย์โดยคิดว่า ตนเป็นคนรู้ดีกว่าศิษย์อยู่เสมอ

      หากฉันจะพูดว่าถ้าเธอคิดเช่นนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำลายผู้อื่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สิ่งนี้แหละคือเหตุและผลที่ฉันได้รับทุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ให้ไปเรียนต่อเพื่อเอาปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกาแล้วไม่ยอมไป

กลยุทธ์ในการปฏิบัติตัวที่ฉันใช้อยู่ในขณะนั้นก็คือ ปล่อยให้เขามาสัมภาษณ์แล้วตัดสินใจให้ทุนแก่ฉันเสียก่อน หลังจากนั้นจึงปฏิเสธการรับทุน สิ่งนี้เองมันมีความหมายที่พิสูจน์ตัวเองถึงความจริงที่อยู่ในใจฉัน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่การพูดจากปากว่าไม่ต้องการไปเท่านั้น

ฉันขออนุญาตนำเอาร้อยกรองที่ชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมของสังคมซึ่งผู้มีคุณธรรมในอดีตได้ลิขิตเอาไว้ว่า

 

คนเห็นคนเป็นคน นั่นแหละคน

 

คนเห็นคนใช่คน ใช่คนไม่

 

กำเนิดคนย่อมเป็นคน ทุกคนไป

 

จะแตกต่างกันได้ แต่ชั่วดี

 

     ร้อยกรองบทนี้หาใช่หมายถึงการตีเสมอระหว่างศิษย์กับครูไม่ แต่เป็นสัจธรรมซึ่งทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ควรจะมีอยู่ในจิตใต้สำนึก ทั้งนี้เนื่องจาก "ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทั้งด้านนอกและด้านใน" ด้านนอกเราก็คงต้องปฏิบัติตามประเพณีนิยมอันเป็นธรรมชาติของสังคม แต่สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกก็ควรจะเน้นความสำคัญตามที่ร้อยกรองบทนี้ได้บันทึกเอาไว้

 

สรุปแล้ว "ทั้งครูและศิษย์ควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ" ขณะนี้ฉันมีอายุย่างเข้า 87 ปีแล้ว แต่เพราะการปฏิบัติตัวของฉันมันสอดคล้องกันกับร้อยกรองบทนี้ จึงทำให้บรรดาศิษย์และคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยเรียกฉันว่า "คุณพ่อ" อย่างสนิทใจ

 

         ฉันก็ต้องขออภัยที่นำเอาสิ่งนี้มาเขียนซึ่งอาจทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นการอวดตัว แต่จริงๆ แล้วฉันมีเจตนาที่จะนำเอาสัจธรรมที่ได้ปฏิบัติมาแล้วมาเสนอให้ทุกคนพิจารณามากกว่า ส่วนภายในจิตใจฉันเองก็ยังนำมาปฏิบัติต่อทุกคน แม้แต่บรรดาศิษย์และเยาวชนคนทั่วไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันแม้ครูคนนี้ไม่ได้สอนลูกศิษย์ในห้องเรียนก็มีหลายคนเรียกฉันว่า "คุณปู่" ด้วยความเคารพรักและศรัทธา

       ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ในปัจจุบัน ฉันมีความพอใจที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระโดยไม่นึกถึงการมีตำแหน่งและอำนาจ หากมุ่งมั่นทำงานลงสู่พื้นดินอย่างมีความสุขเพื่อคืนประโยชน์สุขให้กับคนระดับล่างซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม

 

      หวนกลับไปนึกถึงสิ่งซึ่งฉันเขียนไว้ในอดีตอีกเรื่องหนึ่งภายใต้หัวข้อชื่อว่า "ถ้าไม่รู้ว่าคนในชุมชนมีความแตกต่างกันก็ย่อมเข้าไม่ถึงความจริงที่ยอมรับได้ว่า คนเราเหมือนกัน" สิ่งนี้ควรจะได้จากการปฏิบัติซึ่งถือความจริงที่อยู่ในใจตนเองเป็นพื้นฐาน

 

         ระหว่างที่ฉันเป็นผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา มีบรรดาศิษย์ที่สนใจเรียนรู้เข้ามาขอพักอาศัยอยู่ในบ้าน บางครั้งทั้งหญิงชายกว่า 7-8 คนก็มี ฉันเคยพูดว่า "ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อเยาวชนคนรุ่นหลังจริง เขาเหล่านี้ควรจะเป็นครูของฉัน" เพราะเหตุใดหรือ ก็เพราะว่าสภาพดังกล่าวช่วยให้ฉันไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำโดยที่รู้อยู่เสมอว่า ถ้าฉันทำตัวเสียหาย ความเสียหายดังกล่าวมันจะไปถึงเขาด้วย นี่แหละที่ฉันไม่คิดค่าใช้จ่ายที่เป็นทรัพย์สินเงินทองและรูปวัตถุจากเยาวชนเหล่านั้น เนื่องจากฉันได้รับการสอนที่มีคุณค่าจากเขาเหล่านั้นเหนือกว่าทรัพย์สินเงินทองหรือรูปวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น

 

          ฉันนำเรื่องนี้มาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจนำเอาสัจธรรมดังกล่าวมาพูดมาเขียนในที่ต่างๆ ว่า "ถ้าครูคนไหนยังไม่รู้สึกว่าลูกศิษย์เป็นครูตัวเอง วิญญาณความเป็นครูก็ยังไม่เกิด" เพราะฉะนั้นวันครูจึงไม่ควรจะถือว่าเพียงวันที่ 16 มกราคม เท่านั้น

 

         ฉันได้เห็นหลายคนนั่งสมาธิโดยกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่ถ้าจะถามว่าการกำหนดลมหายใจมันได้อะไรขึ้นมา คำตอบที่ค้นหาได้นั้น ถ้าเธอยังไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง สิ่งนั้นก็คือ "เธอควรปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งนำไปสู่วิถีทางที่สร้างสรรค์ทุกลมหายใจเข้าออกแม้แต่การคิ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่ในใจว่า ฉันจะปฏิบัติตัวให้เป็นครูที่ดี (ทุกลมหายใจ)"

     สิ่งนี้หรือมิใช่ที่สอนให้รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นวันครูหรือวันอะไรก็แล้วแต่ทุกอย่างมันก็เหมือนกันหมด เพราะมันก็เกิดจากการปฏิบัติของตัวเองอย่างมุ่งมั่น

      ฉันนึกถึงเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง "ความฝันอันสูงสุด" ที่ว่า "จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด" ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการปฏิบัติที่แน่วแน่อยู่กับทุกลมหายใจ

       ดังนั้นการฝึกสมาธิ ฝึกที่ไหนก็ได้และฝึกในขณะปฏิบัติอะไรก็ได้เช่นกัน โดยไม่ยึดติ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่แค่รูปแบบ ถ้าไปยึดติ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่กับมัน สิ่งที่นำมาแอบอ้างนานาประการมันก็จะตามมาอย่างปฏิเสธได้ยาก

     ฉันรำลึกถึงกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันในขณะที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อรับพระราชทาน "เหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา" ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดทางวิชาการ ในขณะที่ฉันมีอายุประมาณได้ 45 ปี พระองค์ท่านประทับอยู่บนพระแท่น หลังจากพระราชทานแล้วก็ทรงพระดำเนินจากพระแท่นมาประทับยืนอยู่ตรงหน้า แล้วรับสั่งเพียงสั้นๆ แต่มีความหมายอย่างลึกซึ้งว่า "ทำอะไรก็ได้ถ้ารักที่จะทำและทำให้ดีที่สุด"

       ครูของแผ่นดิน ที่รายการ คนค้นฅน ได้เข้ามาหาและถ่ายทำเป็นรายการโทรทัศน์ สิ่งนี้เองควรจะหมายถึงวิญญาณความเป็นครูที่หยั่งรากลงสู่พื้นดินอันเป็นถิ่นเกิดของคนไทยอย่างลึกซึ้งให้เป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลัง

      นอกจากนั้น ฉันได้เขียนบทความเอาไว้อีกเรื่องหนึ่งภายใต้ชื่อว่า "มหาวิทยาลัยของแผ่นดิน" เรื่องนี้สอนอะไรแก่ผู้อ่านรวมทั้งตัวฉันเอง เพราะในขณะที่เขียนเรื่องใดก็ตามฉันมองเห็นโอกาสที่จะอ่านความจริงซึ่งอยู่ในใจตนเองเพื่อนำออกมาเขียน จึงมีบทความอีกเรื่องหนึ่งติดตามออกมาด้วย ชื่อบทความนั้นก็คือ "ตำราเล่มนี้มีวิญญาณ" ในขณะที่ฉันได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาในที่ต่างๆ ฉันเคยพูดว่า "ผมพกเอาตำราเล่มใหญ่มาด้วย" ไม่เพียงเท่านั้นตนยังพูดต่อไปอีกว่า "ตำราเล่มนี้ผู้ที่สนใจปฏิบัติจากความจริงซึ่งอยู่ในใจเท่านั้นที่จะอ่านได้" ถ้าอยู่อย่างประมาทก็คงมองไม่เห็น

      เดี๋ยวก่อน ถ้าเธอคิดไม่ออกฉันก็จะบอกให้ว่า "ตำราเล่มนี้ คนที่มีตาทิพย์เท่านั้นถึงจะอ่านได้" ตาทิพย์ในที่นี้หมายถึงปัญญา เนื่องจากตำราดังกล่าวมันไม่ใช่วัตถุ เพราะฉะนั้นถ้าใครนำปฏิบัติจากความจริงที่อยู่ในใจตนเองมาโดยตลอด บุคคลผู้นั้นนั่นแหละที่จะเปิดตำราเล่มนี้ออกมาอ่านได้ไม่ยาก

   ทุกวันนี้ในสถาบันการศึกษาต่างๆ มักมีคนพูดกันว่า "สาขาครูมักไม่ค่อยมีคนสนใจเรียน" ก็แน่ละซิ เพราะคนส่วนใหญ่มีรากฐานจิตใจที่ไม่เข้มแข็งเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถล้วงลึกถึงความจริงที่อยู่ในใจตนเองเพื่อนำออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามเป้าหมายที่พึงประสงค์

 

     แล้วเธอรู้ไหมว่ามันมีอะไรติดตามมาอย่างเป็นธรรมชาติทำให้สังคมไทยได้รับความเสียหายอย่างหนัก สิ่งนั้นก็คือ คอร์รัปชั่นซึ่งกำลังเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ในขณะนี้ ทำให้บ้านเมืองเกิดความแปลกแยกกว้างขวางมากขึ้น วิญญาณความเป็นครูซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้แก่ชีวิตตัวเองมันก็สูญสลายไปด้วย นี่แหละสิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดจากคำว่า "ครู" ตัวเดียวก็สานถึงเหตุและผลไปถึงได้ทุกเรื่อง

 

 

 

 

วิชาชีพครูชั้นสูง

16 มกราคม ของทุกปี เป็นวันที่ถูกบัญญัติไว้ เพื่อรำลึกและยกย่องวิชาชีพที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ อย่าง "วิชาชีพครู"

 

ซึ่งในวันนี้ วิชาชีพครู ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายให้เป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีระบบ กระบวนการผลิต และการพัฒนาครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง

 

"ให้มีสภาวิชาชีพเพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้มีองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนครู ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของครู ให้มีการพัฒนาคณาจารย์ และให้ระดมทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในการจัดการศึกษา"

 

เมื่อกำหนดไว้ในพ.ร.บ.เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมจะต้องส่งผลให้ "ครู" พัฒนาและปรับตนเองให้สมกับความเป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สูง มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานสูงขึ้น มีการติดตาม ศึกษา ค้นหาความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ คุณธรรม จริยธรรม เศรษฐศาสตร์ ดนตรี สุขภาพ อนามัย ฯลฯ ทั้งความรู้ที่เกิดขึ้นในและต่างประเทศ

 

แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีผลบังคับใช้ ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน "วิชาชีพครู" พัฒนาตนเองจนกลายเป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ได้แล้วหรือยัง เป็นคำถามที่ท้าทายคำตอบอยู่ไม่น้อย

 

ดร.ดิเรก พรสีมา ในฐานะประธานคณะกรรมการคุรุสภา หน่วยงานที่เสมือนเป็นสภาวิชาชีพ มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเพื่อนครูทั้งในด้านคุณธรรม จริยธรรม จนไปถึงมาตรฐานวิชาชีพของครู เปิดเผยว่า "ถ้าพวกเรายอมรับความจริง คงต้องตอบตามตรงว่า กระบวนการการผลิตครู ยังไม่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อเข้าสู่วิชาชีพได้"

 

 

 

ดร.ดิเรกกล่าวต่อว่า ปัญหาหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวป้อนเข้าของระบบการผลิตครู โดยเฉพาะนักเรียนที่จบ ม.6 และสมัครเข้าเรียนครู มีคุณภาพต่ำ นักเรียนชั้นเยี่ยมของประเทศที่จบ ม.6 แล้วสมัครเข้าเรียนครูมีจำนวนน้อยมาก หรืออาจไม่มีเลย ดังนั้น คุณภาพของนักเรียนครู จึงเป็นปัญหาสำคัญยิ่งของระบบการผลิตครู"

 

"อีกทั้งคุณภาพของคณาจารย์คณะครุศาสตร์ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตครุศาสตร์เช่นกัน เพราะมีเพียงคณาจารย์ของคณะครุศาสตร์ไม่กี่คนที่เคยเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นเยี่ยมของประเทศ"

 

อีกทั้งเมื่อเข้าสู่วิชาชีพครูแล้ว ก็ยังมีอุปสรรคตามมาอีกมาก โดย ดร.ดิเรก กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่า หลังจากที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าว และกำหนดให้ครูมีการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ทำให้ทุกวันนี้ครูต้องทำงานหนัก ส่วนหนึ่งเพราะระบบบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การประเมินเลื่อนวิทยฐานะของครูที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ทำให้ครูทำงานหนักแต่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนน้อยมาก เพราะเวลาที่ครูอยากเลื่อนวิทยฐานะ ทุกคนแม้แต่ผู้บริหารเองก็รู้ว่าครูต้องใช้เวลาที่จะสอนหนังสือไปทำผลงาน เพื่อให้มีตำรา เอกสาร หรือผลงานวิชาการ ประกอบการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ

 

แม้ว่าคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) พยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จึงทำให้ครูมีเวลาให้กับการเรียนการสอนของนักเรียนน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนั้นระบบการพัฒนาครู มีแต่พัฒนาแล้วเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อย

 

"ผมคิดว่าแนวทางที่น่าจะทำให้พัฒนาครูเกิดผลและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ควรเปลี่ยนมาใช้การอบรม พาครูไปดูงานการเรียนการสอนของครูดีเด่น ที่สอนเก่งๆ ว่าเขามีการเตรียมการสอน วิธีการสอนอย่างไร ซึ่งวิธีลักษณะแบบนี้ ครูดูแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าการที่เอาครูไปนั่งฟังคำบรรยายในห้องประชุม อย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อครูไปดูงานมาแล้วก็ให้มีเวลาได้พิจารณาว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้อย่างไร ให้ไปทำแผนปฏิบัติการนำความรู้จากการอบรมไปใช้ รวมทั้งมีการติดตามผล ว่าเมื่อใช้แล้วเป็นอย่างไร หากได้ผลดีก็ควรมีการให้รางวัล หรือพิจารณาความดีความชอบ เงินเดือน ให้สอดคล้องกับงาน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับครู โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล"

 

ในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ดร.ดิเรก กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "ปัญหาในการพัฒนาวิชาชีพครูที่สั่งสมมานานจนถึงขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเครื่องการพัฒนาวิชาชีพครูครั้งใหญ่เพื่อให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของประเทศนั้น โดยสิ่งสำคัญคือหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ รมว.ศึกษาธิการ จะต้องลงมากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่ปล่อยให้หน่วยงานระดับท้องถิ่น อย่างเขตพื้นที่กำกับดูแลกระบวนการผลิตครูเป็นความรับผิดชอบโดยอิสระของคณะครุศาสตร์เท่านั้น

 

ในขณะที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ คนใหม่ ก็ประกาศชัดเจนเนื่องในโอกาสการจัดงานวันครู ว่า กระทรวงศึกษาธิการจะสร้างขวัญกำลังใจให้ครู อาจารย์ โดยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เรื่องแรกคือ การตั้งกองทุนพัฒนาคุณ ภาพชีวิตครู เพื่อดูแลช่วยเหลือลดภาระของครู รวมถึงปัญหาหนี้สินครูด้วย นอกจากนี้จะมีการสร้างหลักประกันเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูต้องการเป็นอันดับต้นๆ โดยที่ผ่านมาได้นำร่องไปแล้วในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการทำประกันชีวิตให้กับครู มีเบี้ยประกัน 500,000 บาท และได้มอบหมายให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปพิจารณาในการทำประกันชีวิตให้กับครูเพิ่มในกรณีอื่นๆ ต่อไป

 

"นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะสนับสนุนให้ครูได้ทำหน้าที่สอนเด็กอย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปทำงานธุรการหรือภารกิจอื่น ด้วยโครงการคืนครูให้นักเรียน และการสร้างแรงจูงใจให้คนดี คนเก่งมาเป็นครู พร้อมทั้งสนับสนุนความก้าวหน้า สวัสดิการและวิทยฐานะของครู ด้วยการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะให้สอดคล้องกับคุณภาพการศึกษามากขึ้น แทนที่จะเน้นเรื่องการทำเอกสาร"

 

รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวฝากไปยังเพื่อนครูทั่วประเทศด้วยว่า "สิ่งที่อยากเห็นและเชื่อว่าสังคมก็อยากเห็น คือ ครูเป็นครูมืออาชีพ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความเสียสละ และอุทิศตนเพื่อการศึกษา สอนศิษย์ให้มีความรู้ มีคุณธรรม และมีคุณภาพ"

 

เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกันตามที่สังคมคาดหวังให้ "วิชาชีพครู" เป็นวิชาชีพชั้นสูง และเป็นกำลังสำคัญในการผลิตบุคลากรที่มีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต