ถ้าหากจะกล่าวถึงประเด็น "การรับใช้สังคม" ให้แคบลงสักหน่อยก็น่ากล่าวถึง "นักวิชาการ" ที่ทำหน้าที่รับใช้สังคมเป็นประการแรก...
ประเด็นในเรื่องของ "นักวิชาการสายรับใช้สังคม" นั้นมีท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อที่ทำให้นักวิชาการสามารถที่จะทำงานให้สังคมได้อย่างแท้จริง ทั้งในส่วนของการสร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ และสร้างคุณค่าในจิตใจของนักวิชาการรุ่นเก่า
สำหรับในทัศนะส่วนตัวของข้าพเจ้านั้น (ซึ่งอาจจะผิด) มีคำถามบางประการเกี่ยวกับการนิยามของคำว่า "นักวิชาการ" ว่าเป็นใครกันบ้าง ประเด็นที่หนึ่ง ประเด็นที่สองนักวิชาการเหล่านั้นทำงานรับใช้สังคมอยู่หรือไม่หรือทำงานเพื่อรับใช้ใครกันอยู่ ประเด็นที่สามงบประมาณเดิมที่ใช้จ้างดังวิชาการดังกล่าวนั้นมีอยู่เท่าใดมากหรือน้อยเกินไปสำหรับการทำงานวิชาการเพื่อรับใช้สังคมไทย...?
ในประเด็นแรก...ถ้าหากเป็นความเข้าใจพื้นฐานของข้าพเจ้า "นักวิชาการ" น่าจะหมายถึง "อาจารย์" ผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ในมหาวิทยาลัย
เพราะถ้าหากดูจากสัดส่วนของงบประมาณที่มีการให้ทุนการศึกษาสำหรับบุคลากรภายในประเทศเพื่อการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว บุคลากรส่วนใหญ่ที่เรียนจบมาจะทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนมาก
และถ้าหากมองโครงสร้างของสังคมในภาพรวมมหาวิทยาลัยคือ "ที่พึ่งทางวิชาการ" ของสังคม...
ซึ่งถ้าหากถามกันแบบตรง ๆ แล้วก็ต้องตั้งคำถามว่าในปัจจุบันอาจารย์ทำงานเพื่อรับใช้สังคมหรือไม่...? งานของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยออกแบบไว้เป็นการรับใช้สังคมหรือไม่...? และมหาวิทยาลัยกำหนดนโยบายการทำงานไว้เพื่อรับใช้สังคมหรือไม่...?
โดยในที่นี้ขอแยกมหาวิทยาลัยออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ มหาวิทยาลัยรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน
ในส่วนของมหาวิทยาลัยรัฐนั้นก็ขอนิยามแบบกว้าง ๆ (ซึ่งอาจจะผิด) ว่ามีสัดส่วนรายได้หรืองบประมาณส่วนใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนนั้นก็ตรงกันข้ามคือ มีรายได้จากภาครัฐน้อยกว่ารายได้ที่มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการจัดหาด้วยตนเอง
ดังนั้น ถ้าหากพิจารณาแค่ในส่วนของงบประมาณที่รัฐจัดสรรลงไปให้มหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินงานทางวิชาการนั้น ก็จะเชื่อมโยงไปถึงการ Design ภาระงานของอาจารย์ หรือบุคคลที่จัดว่าเป็น "บุคลากรทางวิชาการ" ว่าอาจารย์ควรจะมีสัดส่วนการทำงานเพื่อรับใช้สังคมร้อยละเท่าใด เมื่อเทียบกับงบประมาณจากภาษีที่รัฐจัดไปให้ผ่านมหาวิทยาลัยนั้น ๆ
ถ้าหากวิชาการไทยทางด้านใดยังไม่เข้มแข็ง หรือมีนักวิชาการในจังหวัดใดที่รับใช้สังคมน้อย อาจจะเกิดขึ้นจากสัดส่วนของงบประมาณที่จัดให้กับมหาวิทยาลัยนั้นน้อยจนเกินไป ซึ่งนั่นก็จะต้องว่ากันในส่วนของ "งบประมาณ"
ในส่วนนี้จะรู้ว่ามากหรือน้อยก็น่าจะมีนำตัวเลขงบประมาณการสนับสนุนจากภาครัฐต่อมหาวิทยาลัยออกไปวิเคราะห์ทั้งย้อนหลังไปกว่าสัดส่วนงบประมาณในอดีตกับสัดส่วนงบประมาณในปัจจุบันเป็นเท่าใด ซึ่งนั่นก็จะตอบคำถามเรื่องการทำงานวิชาการรับใช้สังคมได้ในส่วนหนึ่ง รวมถึงจะตอบคำถามว่าการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นเกิดผลดีหรือผลเสียกับวิชาการไทย
ส่วนประเด็นต่อมาที่จะต้องกล่าวถึงในเรื่องคำจำกัดความของคำว่า "นักวิชาการ" ที่นอกเหนือจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น ก็อาจจะสามารถแบ่งออกเป็นอีก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือ 1. บุคลากรในหน่วยงานราชการที่มีชื่อตำแหน่งว่า "นักวิชาการ" และ 2. นักวิชาการอิสระซึ่งไม่สังกัดองค์กรใด (NGOs : non-governmental organization)
ในกลุ่มแรกนั้น อาจจะเป็นพนักงานที่ทำงานในตำแหน่งใด ๆ แล้วมีประสบการณ์สูง อายุการทำงานมาก ประสบการณ์เยี่ยม ก็ถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็น "นักวิชาการ" เพื่อทำหน้าที่สกัดองค์ความรู้เฉพาะด้านจากการปฏิบัติงานมาดังกล่าว หรืออาจจะเป็นตำแหน่งงานใหม่ที่มีเกิดขึ้นจากการปฏิรูประบบราชการที่มักจะมีการรับสมัครบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะตำแหน่งเข้าไปทำงาน "วิชาการ" โดยเฉพาะ
ซึ่งตัวเลขงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายในรูปของเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งทางด้านวิชาการนี้ น่าจะมีการนำมาวิเคราะห์ว่ามากหรือน้อยเพียงใดกับการขับเคลื่อนงานทางวิชาการ ถ้าน้อยไปหรือไม่ทำพองาน จะได้วางแผนตั้งงบเพื่อหาบุคลากรเพิ่ม หรือมีมากไป แต่มีการจัดแจกจ่ายงาน (Job Description) ผิดพลาด ทำให้นักวิชาการไม่สามารถทำงานทางด้านวิชาการได้ ก็จะได้แก้ไขที่ระบบงานต่อไป หรือนักวิชาการเกเรไม่ยอมทำงานด้านวิชาการ ก็จะได้ติดตามมาทำงานให้คุ้มค่ากับความหวังทางวิชาการของสังคม
ดังนั้นถ้าได้จำนวนตัวเลขงบประมาณทั้ง 2 ส่วนคือ งบประมาณของมหาวิทยาลัยรัฐ รวมถึงของงบประมาณของรัฐที่จ่ายให้กับนักวิชาการในส่วนงานอื่น ๆ มาอย่างชัดเจนแล้ว เราก็จะสามารถวางแผนต่อไปว่า ในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ควรจะแก้ไขหรือพัฒนา "นักวิชาการสายรับใช้สังคม" นี้อย่างไร
อาทิ ในระยะสั้น เราอาจจะต้องพึ่งพานักวิชาการอิสระ (Ngo) ลงไปทำงานวิจัยเพื่อสร้างงานวิชาการในระยะสั้น (อายุโครงการไม่เกิน 1 ปี) เพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ในการวางแผนงบประมาณในปีต่อ ๆ ไป
หรือจะเป็นการรวางแผนในระยะกลาง คือ การวางแผนจัดอบรมเพิ่มเติมความรู้ทางด้านวิชาการให้กับบุคลากรให้มีความสามารถในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และนำเสนอผลทางวิชาการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
และสาม การวางแผนระยะยาวโดยการจัดส่งบุคลากร นักเรียน นักศึกษาไปศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อกลับมาทำงานวิชาการเพื่อรับใช้ชาติ รับใช้สังคม
ซึ่งในทั้งสามส่วนนี้จะทำได้ ก็ต้องเกิดจากข้อมูลที่ชัดเจนว่า "นักวิชาการ" ในสังคมปัจจุบันเรามีปัญหาอย่างไร คนน้อยไป งบน้อยไป หรือผู้บริหารไม่เปิดโอกาสให้ทำงาน ถ้าเกิดจากปัญหาใดจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด
แต่ในทัศนะ (ส่วนตัว) ของข้าพเจ้านั้น ถ้าหากยังได้ชื่อว่าเป็นคนไทยอยู่ ทุกนาทีที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยนั้นก็ต้องรับใช้สังคมไทย หรือถ้าหากยิ่งได้รับโอกาสทางการศึกษา จบออกมาก็ได้เงินเดือนจากรัฐบาลแล้วนั้น ก็ยิ่งจะต้องใช้ทุกลมหายใจทำงานเพื่อ "รับใช้สังคม..."
