ศาสตราจารย์พอล แอนโธนี แซมมวลสัน (Paul Anthony Samuelson)  แซมมวลสันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชิคาโกในปี ๒๔๗๘ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ๒๔๘๔ แซมมวลสันถือได้ว่าเป็น Keynesian เนื่องจากว่า เขายอมรับแนวทางการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ จากหนังสือ The General theory of Employment, Interest and Monetary (๑๙๓๖) ทำให้เขานำเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian Economics) มาเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในตำรา ช่วงเวลาที่แซมมวลสันศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้น เศรษฐศาสตร์แบบเคนส์กำลังได้รับการแพร่หลายที่นั่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถือได้ว่าเป็นฐานที่มั่นของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ในสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุที่สำนัดเคนส์ต้องการโค่นล้มสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคและนีโอคลาสสิคในทางวิชาการ ปฏิกิริยาจากผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในความรู้เศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมจึงค่อนข้างรุนแรง ยิ่งเศรษฐทรรน์แบบเคนส์สนับสนุนให้รัฐบาลเข้าไปมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการเปิดช่องให้มีการโจมตีว่า สำนักเคนส์ต้องการโค่นล้มระบบทุนนิยม จนถึงกลับมีการเล่นนอกกติกาว่า Keynesianism มีความหมายเท่ากับ Marxism และ Communism การโจมตีในลักษณะนี้มีมาก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว และทวีความรุนแรงภายหลังสงครามโลกครั้ง ๒ เมื่อลัทธิแม็คคาร์ธี (McCarthyism) ทรงมีอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ ๒๔๙๐ นักเศรษฐศาสตร์ที่ถือตนเป็นเป็นเพียงสาวกของเคนส์บางคนถูก ตามล่า และถูกกล่าวหาว่าประกอบกิจการอันไม่เป็นอเมริกัน (un-american activities) แซมมวลสันตระหนักดีถึงบรรยากาศการต่อต้านสำนักเคนส์จึงใช้ความระมัดระวังในการผนวกเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตำรา

 

           แซมมวลสันถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษนี้ เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เป็นคนที่ ๓ ในปี ๑๙๗๐ หนังสือที่ทำให้เขามีชื่อเสียงคือ Foundation of Economic Analysis พิมพ์ครั้งแรกในปี ๑๙๔๓ และหนังสือที่เขียนเป็นตำราเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ชื่อ Economics พิมพ์ครั้งแรกในปี ๑๙๔๘ อันเป็นที่มาของความมีชื่อเสียงของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือ Economics ได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง เฉพาะในปี ๑๙๖๑ ก็พิมพ์เป็นครั้งที่ ๕ ซึ่งหนังสือเล่มแรกของเขานั้นเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในหมู่นักวิชาการ เพราะเป็นการทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ คือ การอธิบายความสัมพันธ์ทั้งหมดของวิชาเศรษฐศาสตร์ให้อยู่ในรูปของความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ (เป็นการแก้ไขดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอกเพื่อจัดทำเป็นหนังสือ ซึ่งก็คือ Foundation of Economic Analysis) ส่วนเล่มที่สองนั้นออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปอ่านในฐานะตำราเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่เฉพาะแต่ในมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่แพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งความคิดส่วนใหญ่ในหนังสือของแซมมวลสันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากของเคนส์แต่ประการใด นั่นก็คือ การเน้นประสิทธิภาพของเศรษฐกิจระบบตลาด ในกรณีที่ตลาดทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ เป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อปรับแก้กลไกของตลาดให้ทำงานได้ใหม่ตามเดิม จุดเด่นของหนังสือ Economics คือ ได้วิเคราะห์แยกระหว่างเศรษฐศาสตร์จุลภาค (micro-economics) และเศรษฐศาสตร์มหภาค (macro-economics) ออกจากกันอย่างชัดเจน พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งจะช่วยทำให้เห็นภาพการทำงานของระบบเศรษฐกิจทั้งหมดโดยสมบูรณ์ และเมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจ รัฐก็สามารถเข้าแทรกแซงได้โดยการใช้นโยบายการคลังประกอบกับนโยบายทางการเงิน ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจได้ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เป็นจริงของประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคทศวรรษ ๑๙๕๐ และ ๑๙๖๐ แต่ครั้นถึงทศวรรษ ๑๙๗๐ การพ่ายแพ้สงครามของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม ประกอบกับการที่มีค่าใช้จ่ายทางทหารที่สูงในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มมีปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ ๑๙๘๐ มีผลทำให้ความเชื่อมั่นในคำอธิบายของแซมมวลสันสั่นคลอนลงไปด้วย

 

           หนังสือ Economics ของแซมมวลสันนั้นเน้นนโยบายการคลัง ซึ่งประกอบไปด้วยนโยบายทางด้านภาษีและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยลักษณะดังกล่าวแซมมวลสันมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อว่า นักเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นวิศวกรทางสังคม เพราะสามารถหาคำตอบทางเทคนิคเกี่ยวกับปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนในเรื่องเหล่านี้ได้ คือ อะไร (what) ควรจะเป็นระดับและรูปแบบของการผลิต และจะมีวิธีการผลิตให้ได้รับผลผลิตดังกล่าวได้อย่างไร (how) และเมื่อผลิตแล้ว ใครควรจะเป็นผู้ได้รับ (for whom) ผลผลิตเหล่านั้นบ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวก็คือ การแยกระบบเศรษฐกิจออกเป็นส่วนย่อย ๆ และพยายามให้ทุกส่วนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็จะมีผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด ในกระบวนการดังกล่าว ตลาดจะทำหน้าที่จัดสรรผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยผ่านกลไกตลาดซึ่งประกอบด้วยอุปสงค์และอุปทาน ทำหน้าที่กำหนดราคาของตลาดในที่สุด ขณะเดียวกันตลาดก็จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายทราบ พร้อมทั้งแก้ปัญหา อะไร อย่างไร และเพื่อใคร ไปพร้อมกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นกลไกของตลาดก็เหมือนกลไกอื่น ๆ ทั่วไป ที่จำเป็นต้องคอยดูแลให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในกรณีรัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยให้กลไกตลาดสามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติ โดยรัฐอาจใช้วิธีการเก็บภาษี หรือให้เงินอุดหนุนเพื่อลดปัญหาการไม่ทำงานตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น การกระทำในลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรลุเป้หมายทางสังคมที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องเสียสละประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรโดยกลไกตลาด และเพื่อเป็นการลดปัญหาของสังคม รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งที่จำเป็น รัฐจะต้องทำหน้าที่โอนรายได้จากผู้ที่มีมากมาเกื้อหนุนผู้ที่มีน้อย โดยระบบภาษีและเงินอุดหนุนนั่นเอง ซึ่งก็จะบรรลุตามเป้าหมายของอุดมการณ์สังคมนิยมโดยไม่จำเป็นต้องเสียสละประสิทธิภาพในการทำงานของกลไกตลาด

 

          แซมมวลสันมีความเห็นว่า ในรัฐสวัสดิการสงคมนั้นคือชุมชนที่มีชีวิต โดยจะต้องมีการจัดการในลักษณะดังต่อไปนี้ สังคมจำเป็นต้องรักษาสภาวะการจ้างงานให้เต็มที่  ใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการบริโภคเข้าด้วยกัน โดยการใช้กลไกตลาดเพื่อให้บรรลุประสิทธิภาพในการผลิตและประสบผลดีต่อการกระจายรายได้ ด้วยการเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงมาแจกจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำ ดังนั้นทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับสังคมที่จะบอกรัฐบาลว่า ต้องการการผลิตสิ่งของต่าง ๆ ในสัดส่วนอย่างไร ด้วยวิธีการดังกล่าว การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมั่นคง ประกอบกับการกำหนดราคาอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นเรื่องที่ไม่เกินความเป็นจริง ซึ่งแซมมวลสันได้ขยายแนวความคิดนี้ออกไปอย่างกว้างขวางต่อจากเฮเยค (Hayek) ที่เสนอครั้งแรกในปี ๑๙๔๕ สิ่งสำคัญที่ทำให้  แซมมวลสันได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในยุคนั้นไม่ใช่หนังสือ Economics แต่จากหนังสือ Foundation of Economic Analysis ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดในลักษณะความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ มีความจำเป็นสำหรับศาสตร์ที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสตร์ที่มีความแข็งแกร่งทางวิชาการ (hard sciences) เปรียบได้กับยุคของวิทยาศาสตร์แบบดาร์วินที่ต้องสยบต่อวิทยาศาสตร์ในยุคไอน์สไตน์ ดังนั้นแซมมวลสันจึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ในยุคที่คณิตศาสตร์สะท้อนความแข็งแกร่งทางวิชาการเช่นเดียวกับเบอร์แทรนด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ ๒๐ เพราะทั้งสองได้ใช้หลักตรรกะล้วน ๆ (pure - logic) มาอธิบายและขจัดความไม่แม่นตรง (imprecision) ที่เคยมีในวิชามาแต่ก่อน แซมมวลสันได้ให้ความเห็นว่า การให้คำอธิบายอย่างยืดยาวในเมื่อสามารถแสดงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ได้โดยง่าย ย่อมไม่ใช่ลักษณะของวิชาเศรษฐศาสตร์ในยุคใหม่ เนื่องจากวิธีการแบบเก่านั้นจะไม่ช่วยให้วิชาการก้าวหน้าไปได้ นอกจากนั้นการใช้คณิตศาสตร์ยังเป็นการทดสอบความสามารถสมองไปในตัวด้วย แต่สิ่งที่ผู้ชื่นชมแซมมวลสันส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันคือ ในหนังสือ Foundation of Economic Analysis ของเขานั้นความใหม่มีเพียงแค่การทำให้การจัดระบบความสัมพันธ์ในทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่เดิม แสดงออกมาเป็นความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งหลายกรณีก็เปรียบเหมือนการย่อความให้กะทัดรัด โดยไม่มีการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่เคยพบมาก่อน โดยจะแตกต่างจากกรณีกับการค้นพบของนิวตัน ดาร์วิน หรือไอน์สไตน์ ก็คือ เมื่อบุคคลเหล่านั้นค้นพบความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์จะเป็นความสัมพันธ์แบบใหม่ที่ยังไม่มีใครพบมาก่อน

 

        ในประเด็น มือที่มองไมเห็น (invisible hand) ของอดัม สมิท นั้นแซมมวลสันทำให้เข้าใจว่าสามารถนำเอามาใช้กำหนดทิศทางในสังคมได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถ้าหากต้องการ เนื่องจากตลาดมีกฎเกณฑ์ในการทำงาน และเมื่อทราบกฎเกณฑ์ในการทำงานของตลาด ก็จะสามารถจัดการให้ตลาดทำงานไปในทิศทางที่พึงประสงค์ของสังคมได้  เนื่องจากแซมมวลสันแยกเศรษฐศาสตร์ให้ออกมาเป็นวิชาเทคนิคเหมือนวิศวกรรมศาสตร์ ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอีกต่อไป ปัญหาที่ตามมาก็คือ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ที่มีการเมืองและผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะไม่สามารถนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในทางปฏิบัติได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีคนเป็นตัวแปรที่สำคัญที่เข้าไปเกี่ยวข้องในกิจกรรมทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ อีกที่เป็นเงื่อนไขที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การนำความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในเชิงเศรษฐศาสตร์สะท้อนออกมาเป็นฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์เป็นเพียงเพื่อการทำให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจของคนทั่วไป แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือการบิดเบือนสภาพของความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้  ทำให้ในการแก้ปัญหาในบางครั้งความเหลื่อมล้ำของสังคมได้เคลื่อนออกไปจากแกนกลางของความสมดุลของสังคมเป็นอย่างมาก เครื่องมือและกลไกต่าง ๆ เป็นเพียงการแก้ปัญหาเพียงชั่วคราวเพื่อให้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ในเชิงวิทยาศาสตร์ ทำให้ปัจจัยเหตุที่สำคัญของปัญหาถูกมองข้ามไปไม่ถูกแก้ไขซักที เนื่องจากการแก้ปัญหาที่รากเง้าของต้นตอทางเศรษฐกิจต้องแก้เป็นองค์รวมหลายมิติทั้งทางเศรษฐกิจเอง รวมถึงความสัมพันธ์ในเชิงการเมืองและสังคมด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนออกมาเป็นโมเดลทางตรรกะของคณิตศาสตร์ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงถูกมองข้ามไปจากนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่มุงเน้นให้เศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แทนที่จะเป็นสังคมศาสตร์เหมือนเดิม

           

           ในตำราเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของแซมมวลสันมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่เศรษฐทรรศน์ต่อต้านการออม (anti-saving view) ที่เรียกว่า paradox of thrift กล่าวคือ ในสภาวะที่มีการว่างงานหรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย การส่งเสริมให้อัตราการออมเพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีเงินออมเพิ่มขึ้น เงินออมอาจน้อยลง เพราะว่าในสภาวะดังกล่าวนี้ การเพิ่มขึ้นของอัตราการออมจะยิ่งซ้ำเติมภาวการณ์ว่างงานและความถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะกระทบต่อการออมต่อการออมอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ตามในตำราฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๓ (๒๕๓๒) เนื้อหาในส่วนนี้มิได้มีการเน้นมากเท่ากับการฉบับที่พิมพ์ในครั้งก่อน ๆ แต่ก็กลับมาเน้นใหม่ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (๒๕๓๘) ในฉบับพิมพ์ครั้งแรก ๆ แซมมวลสันให้ความสำคัญแก่นโยบายการคลังเหนือนโยบายการเงินในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่แล้วในฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ (๒๕๑๖) แซมมวลสันยอมรับว่า นโยบายการเงินมีประสิทธิผลไม่แตกต่างจากนโยบายการคลัง ท้ายที่สุดในฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (๒๕๓๘) ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่า นโยบายการคลังไม่ใช่เครื่องมือหลักในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป โดยที่นโยบายการเงินกลายเป็นเครื่องมือหลัก และระบบธนาคารกลาง (federal reserve system) จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต แซมมวลสันเป็นนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม ที่ต้องการเห็นการเติบโตของระบบทุนนิยมเสรี (liberal capitalism) ที่เอื้ออาทรต่อกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ตำราเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของเขามีบทบาทในการเผยแพร่เศรษฐทรรศน์ว่าด้วนรัฐสวัสดิการ (welfare state) ทั้งการจัดระบบการประกันสังคมและโครงการช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจน เนื้อหาหลายต่อหลายตอนกล่าวถึงความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure) โดยกล่าวถึงความล้มเหลวของกลไกภาครัฐ (government failure) แต่เพียงเล็กน้อย