ความแตกต่างของระดับความสุขที่แต่ละคนได้รับอาจจะต่างกันตามเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เท่านั้น ส่วนเรื่องคุณภาพที่เรียกว่า “สุข” หากอยู่ในระดับเดียวกันก็คือสิ่งเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

 

                “ความสุข” คืออะไร คำตอบก็มีมากมายตามแต่ละบุคคลจะให้ความหมาย คล้ายกับคำ “ความรัก” คืออะไร เป็นต้น ส่วนตัวผมแล้ว ความสุข หมายถึง สภาพจิตใจที่เบาสบาย และความรู้สึกที่พึงพอใจ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมาจากความผ่อนคลายทางร่างกาย หรือ อิสระทางจิตใจก็ตาม

                ผมได้มีโอกาสฟังธรรมจาก ท่านพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต ในหัวข้อหลายหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องความสุขของมนุษย์ จึงอยากเขียนแบ่งบันประสบการณ์และความเข้าใจในมุมมองจิตแพทย์ ถึงความสุขที่มนุษย์เราพึงสร้างได้ หาได้ ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี้ไม่ว่าจะเชื้อชาติ วรรณะใด อาศัยอยู่ที่แห่งไหนบนโลกใบนี้ จะยากดีมีจน ก็สามารถมีความสุขได้ เพียงแต่ความแตกต่างของระดับความสุขที่แต่ละคนได้รับอาจจะต่างกันตามเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เท่านั้น ส่วนเรื่องคุณภาพที่เรียกว่า “สุข” หากอยู่ในระดับเดียวกันก็คือสิ่งเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

                ท่านให้แง่คิดเกี่ยวกับความสุขออกเป็น ๕ ระดับ (เบื้องต้น)ซึ่งพบได้บ่อยและสามารถเข้าใจได้ สามารถอธิบายด้วยคำพูดหรือภาษามนุษย์ และยังมีเหตุผลเชื่อมโยงกันโดยตลอด ดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

 

๑.      ความสุขระดับที่เกิดจากการได้ การเอา การเป็นเจ้าของ : โดยส่วนใหญ่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสุขระดับนี้ คือ สุขที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่หาได้จากภายนอก เมื่อพิจารณาแล้วอาจจะกล่าวได้ว่าความสุขระดับนี้จำเป็นจะต้องพึ่งพิงสิ่งที่อยู่ภายนอกร่างกาย และนอกจิตใจของเราเอง เป็นเหตุกระตุ้น แน่นอน การรับรู้ความสุขชนิดนี้ต้องอาศัยระบบประสาท และสมองเป็นสื่อกลางผลิตความสุข โดยเฉพาะเรื่องของระบบประสาทรับสัมผัสทางร่างกายและระบบประสาทพิเศษ ที่เรียกว่า “อวัยวะรับสัมผัสทั้ง๕” คือตา หู จมูก ลิ้น และกาย เหตุกระตุ้นอวัยวะต่างๆ ท่านคงเดาได้ คือ เมื่อเรามองเห็นภาพสวย สถานการณ์ พฤติกรรมบางอย่าง สมองแปลผลว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็มีความสุข เมื่อใดเราได้ยินเสียง ความถี่ต่างๆ คำพูดใดๆ แล้วแปลผลทางสมองว่าดี เราก็มีความสุข เมื่อใดเราได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ กลิ่นใดๆ เข้าไปแปลผลที่สมองว่าดี เราก็มีความสุข เมื่อไรก็ตาม เราได้ลิ้มรสใดๆที่ แปลผลที่สมองว่าดี อร่อย เราก็มีสุข และสุดท้ายเมื่อไรก็ตามที่ เราได้รับสัมผัสผิวกาย การกดดันทางร่างกายทั้งภายในและภายนอก ส่งกระแสประสาทแปลผลที่สมองว่าดี เราก็มีความสุข ผมขอสรุปว่าเหตุต่างๆภายนอกเมื่อมาสัมผัสกับอายตนะแล้วถูกแปลผลว่า “ดี” เราจึงมีความสุข นั่นเอง โดยทั่วไปจากเหตุผลข้างต้นทำให้เราทราบว่าความสุขนั้นเกิดจากการแปลผลของสมอง ซึ่งสมองสามารถนำเอาประสบการณ์เดิม(สัญญา หรือ อุปาทาน) และความคาดหวัง(ตัณหา) มาตีความสัญญาณที่ส่งมาว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ”(สังขาร) หากสัญญาณถูกตีความว่าชอบแล้ว อารมณ์ที่ตามมาคือ “พอใจ” หากถูกตีความว่า “ไม่ชอบ” สิ่งที่ตามมาคืออารมณ์ “ไม่พอใจ” หรือจะเป็นการตีความว่า “ไม่ชอบไม่ชัง”(เวทนา) อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ “เฉยๆ” นั่นเอง ดังนั้นในที่นี้ความสุขก็คือการที่สมองตีความสิ่งเร้าภายนอกว่า “ชอบ” แล้วเกิดอารมณ์ “พอใจ” หรืออาจจะเรียกว่า “สุขเวทนา” หรือ “ความสุข” นั่นเอง และเมื่อใดคนเรามีความสุข ก็จะเกิดความรู้สึกอยากได้ อยากเอา เป็นเจ้าของ สิ่งนั้นๆต่อไปอีก เรียกว่า  “Rewarding response” ในสมองส่วน “Nucleus Accumben” ซึ่งจะทำหน้าที่จดจำอารมณ์ความสุขนี้อยู่เสมอทุกครั้งที่ได้รับ ปัจจัยทางสมองของคนบางคน หรือ สิ่งกระตุ้นเร้าความสุขบางชนิดหากได้มาในปริมาณที่เหมาะสม จะเกิดการชาชินของความรู้สึกสุขนี้ เกิดเป็นความทนต่อความสุข ผู้นั้นไม่สามารถได้รับความสุขเท่าเดิม แม้ได้รับสิ่งเร้าความสุขเท่าเดิม ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า “การเสพติดสุข” ซึ่งอาการนี้เป็นดาบสองคม คือ หากไม่ได้ความสุขเท่าเดิมที่เคยได้หรือมากกว่า จะเกิดอารมณ์ไม่พอใจ เกิดความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ นั่นเอง มนุษย์จึงใช้ความฉลาดและความสามารถทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเร้าความสุขทั้งหลาย ยิ่งมากยิ่งดี เกิดการแข่งขันกันมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรคือปัจจัยให้ได้ความสุขนั้นก็จะทำทุกอย่าง เป็นผลให้สังคมที่มีคนจำนวนมากดำเนินไปอย่างตัวใครตัวมัน ระแวงแข่งขัน ไม่มีน้ำใจ และอาจจะทำให้มีเหตุการณ์เอารัดเอาเปรียบได้โดยผู้ที่มีอำนาจ หรือกำลังมากกว่า จึงเป็นที่มาของหลักปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม นั่นก็คือ ศีล ๕ และ หิริ โอตตัปปะ นั่นเอง “สังคมใดผู้คนไม่มี ศีลเป็นที่ตั้งสังคมนั้นจะมีแต่ความทุกข์” แม้สังคมใดมีศีลอยู่ก็ตาม ความสุขที่ต้องเกิดจากการแก่งแย่งแข่งขันก็นำมาซึ่งความทุกข์อยู่ร่ำไป จึงเป็นที่มาของการสร้างความสุขในระดับที่สูงขึ้นอื่นๆดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

๒. ความสุขที่เกิดขึ้นจาก “การให้” ผู้อื่นหรือเรียกว่า “ทาน” มีได้ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น สิ่งของ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ที่จับต้องได้ และ ส่วนของนามธรรมได้แก่ ความรัก ความเอาใจใส่ การให้อภัย การให้โอกาส การให้กำลังใจ การให้ธรรมะ เป็นต้น แน่นอนเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับ การได้ การเอา การเป็นเจ้าของ โดยสิ่งที่แตกต่างคือ ความสุขชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อ ผู้ให้รับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองให้นั้นเป็นประโยชน์ หรืออาจจะทำให้ผู้รับมีความสุขเมื่อได้มันไป ทั้งนี้ก็คือการเกิดขึ้นของความสุข อาจจะแบ่งเป็น ๓ ระยะ บางครั้งเรียกว่า “บุญ” คือเมื่อก่อนที่จะให้ ขณะให้ และหลังจากให้ทานไปแล้ว ซึ่งก็คือ การให้ทานที่สมบูรณ์ที่สุด ควรก่อให้เกิด “บุญ” หรือ “ความสุข” ใน ๓ ระยะดังตัวอย่างต่อไปนี้ เมื่อมนุษย์ได้เปลี่ยนบทบาทตนเองเป็นพ่อ เป็นแม่คน ความสุขที่เกิดจากการได้ การเอานั้นยังคงหาได้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเหตุผลที่ว่าจะนำสิ่งที่ได้มา ที่เอามาไปสร้างสรร ให้เกิดความสุขระดับที่ ๒ นี้เองกับลูกของตนเอง เกิดเป็น “ความสุขจากการให้กำเนิดลูก” โดยในระยะแรก พ่อแม่เริ่มมีจิตสำนึกที่ดี คิดที่จะเสียสละ อุทิศชีวิตเพื่อจะให้กับลูก มีความปรารถนาดีต่อลูกอยู่ก่อนที่จะให้กำเนิดลูก ระยะที่สองขณะที่ให้กำเนิดลูกออกมามีชีวิตดูโลกมีความสุขที่ได้พบเห็น เป็นกำลังใจ ให้การเลี้ยงดูเรื่องทางกายภาพและความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ด้วยใจที่บริสุทธิ์ และปิติ และระยะที่สามเมื่อลูกเกิดมีชีวิตรอดปลอดภัย พ่อแม่มีความสุขใจที่เห็นลูกเจริญเติบโต เป็นคนดี สร้างประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคม พร้อมที่จะให้ทานแก่ลูกต่อไปในส่วนที่เป็นทั้ง รูปธรรมและนามธรรม (สังคมปัจจุบันการให้ลูกตนเอง ยังจัดว่าเป็นการให้ที่บริสุทธิ์กว่าการให้ผู้อื่น เพราะโดยส่วนใหญ่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งกรณีหวังสิ่งตอบแทนก็จะจัดเป็นการได้ การเอา มาเจือปน) ดังนั้น ผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่คนจึงมีโอกาสได้ลิ้มลองความสุขประเภทนี้บ่อยกว่าผู้ที่ไม่ได้มีบทบาทนี้อยู่ คุณธรรมที่เกิดขึ้นและสมควรได้รับการพัฒนาของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ คือเรื่องของพรหมวิหารธรรม ได้แก่ เมตตา (การให้เพื่อให้ผู้รับเกิดความสุข) กรุณา (การให้เพื่อให้ผู้รับบรรเทาจากทุกข์) มุทิตา (การให้เพื่อให้เกิดความอิ่มเอมและความรัก ความสามัคคี) และอุเบกขา (การให้โอกาส ให้เวลา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ) อย่างไรก็ตามความสุขที่เกิดจาก “การให้” นี้ยังมีจุดอ่อนคือ การให้นั้นยังจำเป็นต้องมีผู้รับ อยู่ซึ่งหากผู้รับเป็นตนเอง ก็เป็นความสุขระดับที่หนึ่ง (เฉพาะในส่วนรูปธรรม) ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อมโยงไปถึงการสร้างความสุขในระดับที่สูงขึ้นต่อจากนี้ คือการให้ตนเองในส่วนที่เป็นนามธรรม

 

๓. การคิดเห็นทางบวก หรือ Positive thinking เข้ามามีบทบาทมากต่อการสร้างสรรความสุขจากภายใน โดยไม่จำเป็นต้อง มีผู้ให้และ ผู้รับที่อยู่ภายนอกตัว แต่กลับเป็นผู้ให้และผู้รับภายในซึ่งเป็นส่วนของนามธรรม ไม่ใช่วัตถุที่จำเป็นต้องแข่งขันแย่งชิงจึงจะได้มา การคิดบวกนั้นมิใช่สิ่งที่หลอกตนเองเพราะสิ่งต่างๆมีทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดีในตัวเอง ศักยภาพของมนุษย์สามารถพัฒนาความคิดแง่บวกได้ด้วยตนเอง แล้วทำให้เกิดความสุขขึ้นได้โดยการมุ่งเน้นไปที่การคิดเห็นมองแต่ส่วนดีของสิ่งใดๆให้มาก เนื่องจากธรรมชาติที่เกิดจากการได้การเอานั้น ฝังรากลึกอยู่ในคนจำนวนมาก เมื่อเกิดสถานการณ์ใดๆขึ้น คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดพิจารณาเอาแต่แง่ไม่ดี มีความระแวงซึ่งกันและกัน ไม่สามารถประสานสัมพันธ์กันได้อย่างสนิทใจ เกิดแต่ความทุกข์ระทมภายในตนเองได้บ่อยครั้ง ดังนั้นหากจะพูดถึงความสุขในระดับนี้ก็ขึ้นอยู่กับ “การมอง” ที่จะสามารถเห็นคุณค่า เห็นแง่ดี ได้หรือไม่ถ้าทำได้ท่านก็สามารถมีความสุขได้เพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปในสถานการณ์ที่คับขัน เช่นการเมืองที่ร้อนแรง มีการทำร้ายทำลายชีวิต เกิดขึ้นจากผู้ไม่ประสงค์ดี ก่อให้เกิดความไม่สงบในวงกว้าง คนจำนวนมากอยู่อย่างระแวงระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บ้างก็ท้อถอย หมดกำลังใจ ขาดความเชื่อมั่นกับประเทศชาติ แต่ก็มีบางคนที่สามารถมองเห็นแง่ดีของสถานการณ์ เพื่อนำมาสร้างกำลังใจได้คือ สถานการณ์สร้างให้เกิดความรู้ตัวมากขึ้นของคนในสังคมที่จะต้องไม่ประมาท รีบสร้างความดีปลูกฝังทัศนคติดีให้กับคนในสังคม เป็นหูเป็นตาให้ซึ่งกันและกันเกิดความเข้าใจเอื้อเฟื้อช่วยเหลือซึ่งกันยามยากมากขึ้น เกิดความสามัคคีในสังคมเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์ยังกระตุ้นการศึกษาที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์ต่อการปกครอง และระบบยุติธรรมของคนรุ่นใหม่เพื่อสนับสนุนคนดีให้เข้ามามีบทบาทและขับไล่ ไม่สนับสนุนคนชั่วให้มีอำนาจจนก่อเกิดสิ่งร้ายในสังคมได้อีก  

 

๔. ความสุขที่เกิดจากการวางตัวและวางใจให้เหมาะสม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือความสุขที่เกิดจากการประพฤติตนตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น มีความคาดหวังที่สมเหตุสมผล หรือ ผมจะเรียกง่ายๆว่า “การปฏิบัติธรรม” หลายท่านอาจจะไปคิดถึงแต่การปฏิบัติธรรมในความหมายที่คุ้นเคยกันคือการนุ่งขาวห่มขาว เข้าวัดหรือที่สันโดษ แล้วฝึกสมาธิ วิปัสสนา แล้วจึงเกิดความสุขขึ้น จริงๆแล้วสิ่งเหล่านั้นถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมในที่นี้ขออธิบายที่มาของการปฏิบัติธรรมในความหมายเชิงลึกว่าที่มาของความสุข ปกติความสุขใดๆนั้น (ตามระดับต่างๆข้างต้น)จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตีความของสมองใหญ่เป็นส่วนบุคคล ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใดๆนั้น เหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ ดังนั้นเมื่อต่างคน ต่างวาระมองดูสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือสถานการณ์ใดๆย่อมมีความเป็นไปได้ว่าจะแปลผลต่อสถานการณ์นั้นไปคนละแบบ ไม่ตรงกัน ซึ่งก็คือ “การมอง” นั่นเอง ซึ่งหากจะมองให้ลึกลงไปส่วนที่เป็นมุมมองที่ต่างกันนั้น เกิดขึ้นจากความรู้หรือข้อมูลที่นำมาให้แปลผลที่ต่างกันของแต่ละคน และข้อมูลเหล่านี้ก่อให้เกิดความคาดหวังที่ต่างกันต่อสถานการณ์ นั้นๆ ย้อนกลับไปในประโยคที่กล่าวไปแล้วว่า  “การตีความของสมองส่วนบุคคล ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆเหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ ” คำว่า “สิ่งที่ควรจะเป็น” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “ความคาดหวัง” ว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้นความสุขใดๆจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะสิ่งนั้นๆที่เกิดขึ้น ตรงตามความคาดหวังของตนเอง ในทางตรงกันข้ามหากผิดจากที่คาดหวังก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นทันที หากจะกล่าวว่าความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับส่วนของ “ความสมหวัง” ก็ไม่ผิด มาถึงการปฏิบัติธรรม ว่าไปเกี่ยวอะไรกับความสมหวังของคน แน่นอนหาก คนเราปฏิบัติอะไรๆก็ตามพร้อมความคาดหวังอย่างหนึ่ง ย่อมไม่มีความแน่นอนเสมอไปว่าตนเองจะประสบผลสำเร็จต่อสิ่งนั้นดังใจหวังหรือไม่ เพราะฉะนั้นหากคนผู้นั้นปฏิบัติอะไรไปตามเหตุตามผลของสิ่งต่างๆโดยปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระลดละจากความคาดหวังที่เกินพอดีที่ว่า “ต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้” แล้ว ผลที่เกิดตามมา ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ย่อมไม่เหนือความคาดหมายแน่นอน เพราะเขาผู้นั้นไม่ได้เอาความคาดหมายส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลของการกระทำใดๆ โอกาสผิดหวังก็ลดลงเรื่อยๆ ความสุขสมหวังตามสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง สิ่งนี้เมื่อปฏิบัติไปตามธรรมเรื่อยๆก็จะเกิดกำลังใจ เกิดความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำงานได้มากขึ้น งานสำเร็จมากขึ้น เมื่องานสำเร็จมากขึ้นก็มีความสุขเพิ่มมากขึ้นเป็นลูกโซ่ต่อกันไป

 

๕. ความสุขจากภายในที่เกิดจากการรู้แจ้งแทงตลอด หรือ “สุขด้วยปัญญา” คือ ความสุขที่เกิดจากจิตที่มีอิสระอย่างสูงต่อเครื่องเศร้าหมอง หรือสละกิเลสภายในได้ มีจิตที่เป็นสมาธิ มองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเข้าใจ ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อหาสิ่งต่างๆให้กับตนเอง ผู้ที่สามารถเข้าถึงความสุขชนิดนี้ขั้นต่ำที่สุดเรียกว่า “โสดาบัน” หรือจะเป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไป ได้แก่ สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ยังมีความสามารถในการหาความสุขทุกชนิดในระดับต่างๆที่ต่ำกว่าข้างต้นได้ดีต่างกับบุคคลธรรมดา เพียงแต่แตกต่างกันที่ผู้ที่เป็นโสดาบันแล้วจะไม่มีความยึดติดกับความสุขระดับต่ำเหล่านั้น มองดูทุกสิ่งทุกอย่างตามเหตุปัจจัยที่มาประกอบ ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งต่างๆ หรือแสดงออกอย่างเกินสมควร ทั้งในทางลบและทางบวก สามารถทนต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดในชีวิตได้ดี (ทุกข์) สามารถที่จะพัฒนาระดับของจิตใจได้สูงขึ้นๆเรื่อยๆจนบรรลุธรรมได้  พระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้ใดได้ชื่อว่าเคยสัมผัส หรือเข้าถึงซึ่งกระแสแห่งนิพพาน ผู้นั้นคือ โสดาบัน ผู้ซึ่งจะไม่ก้าวถอยหลังย้อนกลับ และไม่สันโดษในคุณงามความดี” แล้วการที่จะมีความสุขขั้นนี้ได้ต้องทำอย่างไรบ้าง ก็คือต้องมีการฝึกจิต สมถะและวิปัสสนาสมาธิอย่างขยันหมั่นเพียร ด้วยจิตใจที่สงบมีอุเบกขา พร้อมทั้งรักษาตัวให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามสม่ำเสมอ

 

สุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านจงมีแต่ความสุข ความเจริญในธรรม ก้าวหน้าสู่ความสุขที่สูงกว่ายิ่งๆขึ้นไป บอกลาทุกข์โศกได้ตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งความคาดหวังชนิดนี้ ไม่ใช่ตัณหา แต่หากคือ ฉันทะ ข้อแตกต่างคือ ตัณหานั้นเมื่อเกิดขึ้นมาทางแก้ไขคือระงับให้หายไป ส่วนฉันทะในความดีงามเมื่อเกิดขึ้นมาแก้ไขโดยการทำให้สำเร็จ (อ่าน “จิตบำบัด..วิถีแห่งพุทธะ”)

 

นพ.ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร