บทความครูกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง

บทความเป็นคูร กับ  การเป็นวิชาชีพชั้นสุง

หลากหลายปัญหาที่ครูต้องเผชิญในช่วงเปลียนผ่านของการศึกษา ที่นำสิ่งใหม่จากระบบใหม่เข้ามา รวมทั้งสื่งที่พึงใจเเละไม่พึงใจของระบบเก่าออกไป ส่งผลให้ทัศนคติต่อการเป็น"วิชาชิพชั้นสุง"ของครูเปลียนไป
 วิชาชีพชั้นสูง คือการทำให้ครูมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง โดยมีพันธะหน้าที่ในการสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีและมีความรู้ ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่หนักหนากว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงต้องทำให้ครูยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างาม และไม่เดือดร้อนเรื่องฐานะความเป็นอยู่ เพื่อให้พวกเขาทุ่มเทพลังทั้งหมดในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและคุณธรรมซึ่งในวันนี้ วิชาชีพครู ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายให้เป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีระบบ กระบวนการผลิต และการพัฒนาครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
"ให้มีสภาวิชาชีพเพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้มีองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนครู ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของครู ให้มีการพัฒนาคณาจารย์ และให้ระดมทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในการจัดการศึกษา"เมื่อกำหนดไว้ในพ.ร.บ.เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมจะต้องส่งผลให้ "ครู" พัฒนาและปรับตนเองให้สมกับความเป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สูง มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานสูงขึ้น มีการติดตาม ศึกษา ค้นหาความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ คุณธรรม จริยธรรม เศรษฐศาสตร์ ดนตรี สุขภาพ อนามัย ฯลฯ ทั้งความรู้ที่เกิดขึ้นในและต่างประเทศ    วิชาชีพชั้นสูง คือการทำให้ครูมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง โดยมีพันธะหน้าที่ในการสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีและมีความรู้ ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่หนักหนากว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงต้องทำให้ครูยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างาม และไม่เดือดร้อนเรื่องฐานะความเป็นอยู่ เพื่อให้พวกเขาทุ่มเทพลังทั้งหมดในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและคุณธรรมซึ่งในวันนี้ วิชาชีพครู ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายให้เป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีระบบ กระบวนการผลิต และการพัฒนาครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
"ให้มีสภาวิชาชีพเพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้มีองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนครู ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของครู ให้มีการพัฒนาคณาจารย์ และให้ระดมทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในการจัดการศึกษา"เมื่อกำหนดไว้ในพ.ร.บ.เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมจะต้องส่งผลให้ "ครู" พัฒนาและปรับตนเองให้สมกับความเป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สูง มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานสูงขึ้น มีการติดตาม ศึกษา ค้นหาความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ คุณธรรม จริยธรรม เศรษฐศาสตร์ ดนตรี สุขภาพ อนามัย ฯลฯ ทั้งความรู้ที่เกิดขึ้นในและต่างประเทศ    วิชาชีพชั้นสูง คือการทำให้ครูมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง โดยมีพันธะหน้าที่ในการสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีและมีความรู้ ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่หนักหนากว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงต้องทำให้ครูยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างาม และไม่เดือดร้อนเรื่องฐานะความเป็นอยู่ เพื่อให้พวกเขาทุ่มเทพลังทั้งหมดในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและคุณธรรมซึ่งในวันนี้ วิชาชีพครู ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายให้เป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีระบบ กระบวนการผลิต และการพัฒนาครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
"ให้มีสภาวิชาชีพเพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้มีองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนครู ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของครู ให้มีการพัฒนาคณาจารย์ และให้ระดมทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในการจัดการศึกษา"เมื่อกำหนดไว้ในพ.ร.บ.เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมจะต้องส่งผลให้ "ครู" พัฒนาและปรับตนเองให้สมกับความเป็น "วิชาชีพชั้นสูง" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สูง มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานสูงขึ้น มีการติดตาม ศึกษา ค้นหาความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ คุณธรรม จริยธรรม เศรษฐศาสตร์ ดนตรี สุขภาพ อนามัย ฯลฯ ทั้งความรู้ที่เกิดขึ้นในและต่างประเทศ
สรุป

         พร้อมกันนี้ ก็ได้เสนอแนวทางเร่งรัดให้การศึกษาไทยไปถึงฝั่งฝันโดยเร็ว โดยบอกว่า การปฏิรูปการศึกษาจะก้าวไปข้างหน้าได้ จะต้องจัดกลุ่มเรื่องที่ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ภายใน 3 เดือน คือการจัดตั้งสถาบันพัฒนาครู, การจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู, องค์กรวิชาชีพครู และกองทุนส่งเสริมครู และจะต้องมีการเสนอพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู และพ.ร.บ.เงินเดือนครูพร้อมกันทันทีที่เปิดสมัยประชุมของรัฐสภา และต้องเร่งรัดให้เสร็จภายใน 6 เดือน  ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพครูให้มากขึ้น และต้องมองอาชีพครูในมิติใหม่ ว่าไม่ใช่เป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ทำได้ และเด็กที่เลือกเรียนวิชาชีพครูก็ไม่ควรเป็นผู้ที่พลาดหวังจากการสมัครเข้าคณะอื่น พร้อมกันนี้ ตัวครูเองก็ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเคยชินที่ทำมานานเช่นกัน เพื่อให้ครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี สมกับเป็น “วิชาชีพชั้นสูง” ที่คนในสังคมยกย่อง