การจัดงานบันเทิงที่นี่จึงถือเป็นงานการเมือง เป็นงานโฆษณามวลชนอีกรูปแบบหนึ่งด้วย

            คืนนั้น เป็นธรรมเนียมว่า  สหายที่มาอยู่ก่อนจะช่วยกันจัดงานบันเทิง เป็นการแสดงความยินดีต้อนรับสหายใหม่ ที่เพิ่งเดินทางมาถึง จะมีการแสดง ร้องรำทำเพลงรอบกองไฟเท่าที่เงื่อนไขจะอำนวย ไปๆมาๆฉันก็ต้องรับบทแสดงเป็นตัวละครตัวเดิมของละครเวทีเรื่องเดิมที่เคยเล่นในเมือง ร่วมกับสหายเก่าทั้งที่ฉันก็เป็นสหายใหม่ชุดที่เพิ่งมาถึง แต่ก็ด้วยความจำกัดทั้งเรื่องการหาตัวแสดงและเวลาที่จะมานั่งคิด มาเตรียมบทและซ้อมกันใหม่ฉันที่อยู่ในฐานะสหายใหม่ก็เลยต้องกลายเป็นผู้ร่วมแสดงไปด้วย

          เวลาที่ทางทหารมีการแสดง หรือจัดงานบันเทิง นอกจากทหารด้วยกันและก็มักจะมีชาวบ้าน ซึ่งเป็นชาวม้ง ที่มีหมู่บ้านอยู่ใกล้ ๆ ก็จะพากันมาร่วมชมการแสดงด้วย ดังนั้นการแสดง หรือการจัดงานบันเทิงที่นี่จึงถือเป็นงานการเมือง เป็นงานโฆษณามวลชนอีกรูปแบบหนึ่งด้วย  ก่อนหน้าที่จะมีนักศึกษาปัญญาชนเข้าไป มวลชนบนฐานที่มั่นจะไม่เคยรู้จักการแสดงละครเวที  แรก ๆ ที่มีการแสดงละคร ก็จะมีทหารที่เป็นสหายม้งค่อยช่วยแปล ช่วยอธิบายให้สหาย(ม้งที่ภาษาไทยไม่แข็งแรง)และประชาชนเข้าใจการแสดงละครเวทีของนักศึกษาปัญญาชน  นับเป็นการสื่อสารที่ดีอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้สหายและพี่น้องประชาชน ชาวม้งได้เข้าใจ นึกเห็นภาพความทุกข์ยากลำเค็ญ ของการถูกเอารัดเอาเปรียบของพี่น้องกรรมกร ชาวนา การต่อสู้และการถูกกดขี่คุกคาม ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ของชนชั้นปกครองและอำนาจเผด็จการในยุคนั้น ถึงแม้ในระยะแรก ๆ จะเป็นปัญหาอยู่เหมือนกันเพราะพวกเขาทั้งไม่คุ้นเคยกับละครแบบนี้ และไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยมากนัก  ยิ่งมาเจอศัพท์แสงที่บางทีเป็นภาษาพูดหรือคำแสลงยิ่งงงไปกันใหญ่   แต่ที่สุดแล้วก็เข้าใจเรื่องราวของละครโดยรวม ได้  พอนาน ๆ เข้าก็คุ้นเคยและสามารถ “อิน” กับละครถึงขั้นหลั่งน้ำตา และบางครั้งถึงกับลุกขึ้นตะโกน ประกาศคำขวัญปลุกเร้าการต่อสู้ ด้วยความคับแค้นจนสุดทน   แต่เด็ก ๆ อนุชนจะ “รับ” เรื่องการแสดงละครเวที ได้ดีและเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก (จนแล้วจนรอดสหายม้งก็ไม่เคยยอมแสดงละคร)เพราะกลัวอายหน้า(ขายหน้า – เวลาที่พูดผิดต่อหน้าผู้ชมมากมาย) จนที่โรงเรียนอนุชน การแสดงละครกลายเป็นรายการแสดงที่จะขาดเสียไม่ได้ และบทละครยอดฮิตก็คือ บทตีศัตรู(สู้รบ) ที่บางทีผู้แสดง “อิน”มาก ถึงขนาดไล่ยิงกันด้วยปืนจำลองทำจากไม้ออกไปนอกเวทีเลยทีเดียว