“การเดินทางยังมีจุดสิ้นสุด แต่ ความต้องการของมนุษย์ ไม่รู้จุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน ?”

4

“คนที่เอาชนะความต้องการของตัวเองได้ 

เป็นคนที่กล้าหาญกว่าคนที่เอาชนะข้าศึกได้

อริสโตเติล ( Aristotle : ๓๘๔ - ๓๒๒ ก่อนคริสตกาล)

นักปราชญ์ชาวกรีก : ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางสังคมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักคิดในยุคกลาง (Middle Ages)

 

 

IV : พันธนาการด้าน “ความต้องการ”

                นส่วนใหญ่ถูกพันธนาการด้วยพฤติกรรมการยัดเยียดจากลัทธิบริโภคนิยม สร้างคุณค่าเทียมให้เห็นว่า สมการการบริโภคกับความสุขแปลงค่าออกมามีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ หากบริโภค (วัตถุ)ได้มากก็จะทำให้มีความสุขมาก แต่ถ้าหากบริโภค (วัตถุ) น้อยก็จะทำให้ได้รับความสุขน้อยลง เปรียบเสมือนเป็นการวิ่งไล่กวดความทะยานอยากของตนเองแล้วเคยลองถามตัวเราเองหรือไม่ว่า

 

ความต้องการของเรานั้นมันจะสิ้นสุดลงตรงที่ไหน ? 

   

           คนส่วนใหญ่ถูกลัทธิของการบริโภคนิยมครอบงำนำทาง แต่ยังคงหลงรื่นเริงบันเทิงใจในความศิวิไลซ์ที่มีคนยกย่องว่าทันสมัยและไม่ตกกระแส  ทั้ง ๆ ที่เรานับถือพระพุทธศาสนาที่มีมากมายหลายคำสอนที่มุ่งเน้นทางปัญญา น่าเสียดายที่เรากลับไม่เคยหยิบยกออกมาใช้ในการพิจารณาอย่างแยบคายและตั้งคำถามต่อกระบวนการบริโภคของตัวเราเองว่า จะเลือกบริโภค อะไร ?  จะเลือกบริโภค อย่างไร ?  จะเลือกบริโภคเพื่ออะไร ?

 

ที่จะทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุด !!!

          

           วามต้องการหรือความอยากถือเป็นกิเลสที่ฟักตัว บ่มเชื้ออยู่ในจิตใจของคนเราตั้งแต่แรกเกิด มนุษย์ปุถุชนเจริญเติบโตขึ้นตามกาลเวลาฉันใด กิเลสนั้นไซร้ก็เจริญเติบโตตามติดเป็นเงาตามตัวฉันนั้น ในปัจจุบันการที่จะให้อรรถาธิบายถึงประเภทต่าง ๆ ของความต้องการทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องไม่มีที่สิ้นสุด เป็นไปในลักษณะของปลายเปิดที่พร้อมจะวิวัฒนาการต่อยอดไปเรื่อย ๆ ตามกาลเทศะ 

            ความต้องการทั้งหมดทั้งมวลของมนุษยชาตินั้น สาระสำคัญก็จะมาบรรจบลงที่การกระทำอันนำไปเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่ง ๓ ก. (กาม กิน เกียรติ) นั่นเอง ซึ่งทั้ง ๓ ก. นั้น เปรียบเสมือนตัวสภาวะที่เป็นหลักใหญ่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเพียงแค่รูปลักษณ์หรือตัวแทนของตัวสภาวะเท่านั้น เช่น

                 -ในยุคสมัยหนึ่งคนนิยมการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะนิยมบริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งตัวภาวะคือ การบริโภค (กิน) ก็ยังอยู่แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ตัวสินค้า (รูปลักษณ์หรือตัวแทน) นั่นเอง อาทิ เคยใช้ทีวีขาวดำเปลี่ยนมาเป็นทีวีสี เคยใช้รถเอเชียเปลี่ยนมาเป็นรถยุโรป เคยใช้เสื้อผ้าตามตลาดนัดเปลี่ยนมาใช้เสื้อผ้าตามห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

               - ในยุคสมัยหนึ่งทัศนะเกี่ยวกับเรื่องเกียรติเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ในสมัยหนึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าคนดีคือคนที่มีเกียรติ แต่เมื่อกาลผ่านไปคนส่วนใหญ่ในสังคมอาจมองว่า คนที่มีเกียรติคือคนที่ร่ำรวยและมั่งคั่ง เป็นต้น ซึ่งในกรณีดังกล่าวตัวภาวะคือเกียรติก็ยังคงเดิม แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ รูปลักษณ์หรือตัวแทนแห่งเกียรติของในแต่ละยุคสมัยคือระหว่าง ความดีกับความร่ำรวยมั่งคั่ง นั่นเอง

      ความต้องการที่มีไม่จำกัด (unlimited wants)หากพิจารณาตามความเป็นจริงในพฤติกรรมของมนุษย์โดยส่วนใหญ่แล้ว จะพึงสังเกตได้ว่า มวลมนุษยชาติส่วนใหญ่อุดมไปด้วยความโลภ อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือโลภน้อย ความโลภดังกล่าวสะท้อนออกมาทาง “ความอยาก” หรือความต้องการ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดทุกข์โดยตรงประกอบด้วยความอยาก ๓ อย่าง โดยในทางพระพุทธศาสนาท่านได้จำแนกไว้ในเรื่องของอริยสัจจ์ข้อที่สองของ อริยสัจจ์ ๔ ในฐานะที่เป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง ซึ่งความอยากทั้ง ๓ อย่างนั้น คือ

        - กามตัณหา คือ ความอยากในสิ่งที่ตนรักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ                      

        - ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะเป็น

        - วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ตามที่ตนอยากจะไม่ให้เป็น

       

          ความต้องการ (ความอยาก) เป็นลักษณะของนามธรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจและความคิด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วความอยากของมนุษย์นั้น (หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี) จะมีอย่างต่อเนื่องและไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งในปัจจุบันจะสังเกตได้ว่า ความต้องการ (กิเลส) ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์เป็นแรงขับที่สำคัญนำไปสู่การแสวงหาเงินทุกรูปแบบ เพื่อสร้างอำนาจซื้อให้กับตัวเอง โดยเฉพาะวัยรุ่นในปัจจุบันที่ถูกกิเลสยั่วยุทำให้เกิดความต้องการในสินค้าและบริการต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถึงขนาดยอมเดินในทางที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน เช่น การขโมย การจี้ การปล้น การขายตัว เป็นต้น

             ความใส่ใจในความละเมียด ในรายละเอียดของการบริโภค ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ท่ามกลางทางเลือกที่มีหลากหลายในปัจจุบัน ที่พร้อมจะจับเราเหวี่ยงเข้าไปในเส้นทางแห่งศูนย์กลางของความมัวเมาในกิเลส

             หากเราเลือกบริโภคบนพื้นฐานของการให้ความสำคัญแห่งความจำเป็นตามจริง เท่ากับเป็นการวิ่งหนีและสกัดเอา “ความอยาก” ออกไปให้ห่างไกลจากตัว แต่ หากว่าเราเลือกบริโภคบนพื้นฐานของการให้ความสำคัญแห่งความอยาก เท่ากับผลักชีวิตให้ไปเสพติดในกิเลส ด้วยการหาเหตุและผลมารองรับ เพื่อที่จะตีตราประทับรับรองมองความอยากอยู่เหนือความจำเป็น

          “การเลือกบริโภคท่ามกลางทางเลือกที่มีหลากหลาย เป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง ที่เราต้องเลือกลู่วิ่งบนพื้นฐานของการบริโภคแห่งความจำเป็นตามจริง หรือ จะเลือกลู่วิ่งบนพื้นฐานของการบริโภคตามแรงแห่งความต้องการ (ที่ไม่มีสิ้นสุด)”

         

             ความอยากของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดตราบเท่าอายุขัย วันนี้อยากได้สิ่งนี้ วันต่อไปอยากได้สิ่งนั้น เป็นวัฏจักรหมุนเวียนอยู่ในวังวนแห่งความอยากนี้ ถึงแม้ว่าความอยากจะเป็นเรื่องที่ยากแก่การควบคุมของมนุษย์ปุถุชน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องรู้เท่าทันในกิเลสเพื่อนำพาไปสู่การบริหารจัดการความอยากให้อยู่ในระดับที่พอประมาณ สมเหตุสมผล และสมดุลกับชีวิตของตัวเองเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภูมิคุ้มกันของตนเองให้สามารถที่จะก้าวข้ามพ้นผ่านซึ่งกับดักแห่ง “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่เชี่ยวกรากในฐานะที่แสดงเป็นตัวเด่นชัดเจนอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้     

 

 

“การเดินทางยังมีจุดสิ้นสุด แต่ ความต้องการของมนุษย์ 

ไม่รู้จุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน ?