...กรุงเทพฯ....เมืองฟ้าอมร...จะว่าสุขก็สุข...จะว่าทุกข์ก็ทุกข์...ในอีกมุมมองที่แตกต่าง

          โอ้...กรุงเทพฯ...เมืองฟ้าอมร...สมเป็นนครมหาราชา... หลายๆท่านคงคุ้นเคยกับเพลงๆนี้...กรุงเทพฯเป็นเมืองที่หลายๆคนใฝ่ฝันอยากมาเห็นความเจริญรุ่งเรือง แสงสี ที่ยั่วเย้า...ให้ผู้คนหลงใหล ความสวยงามของแสงสียามค่ำคืน จนบางคนบอกว่าเป็นเมืองฟ้า เมืองสวรรค์...

 

 

          การที่กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงของเรา ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของความเจริญด้านต่างๆ ทั้งศูนย์การค้า การคมนาคมที่ทันสมัย(รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน )สนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่และสวยงาม(สร้างนาน..น..ที่สุดด้วย) เป็นศูนย์รวมการค้าการลงทุน การเมือง การบันเทิง  ศูนย์รวมของคนทุกภาคก็มาทำงานที่นี่ และยังมีแหล่งรวมสถานที่สำคัญๆก็อยู่ที่นี่ รวมถึงมหาอำนาจก็คือกรุงเทพฯนี่เอง ( อย่ายึดแต่อำนาจ...ยึดใจให้ได้เสียก่อน )

 

          มุมมองของคนต่างจังหวัด...มองกรุงเทพฯ

          โอ้...กรุงเทพฯช่างเป็นเมืองแห่งการแสวงโชค...หางานทำ...น่าตื่นตา ตื่นใจ...น่าหลงใหล ผู้คนก็แต่งตัวสวยงาม...โก้เก๋ ศูนย์รวมแฟชั่น ผู้คนก็พูดจาไพเราะห์(แต่จริงใจหรือไม่?...เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ตึกรามบ้านช่องก็ใหญ่โต รถยนต์ก็มากมาย...เหตุผลที่คนกรุงเทพฯชอบอ้างนักอ้างหนาและฟังจนเบื่อ...แต่ก็ใช้ได้ผลตลอดกาล คือ...รถติด...ที่ว่ารถติด...อยากรู้ว่าติดอย่างไร? อยากมาสัมผัสดูบ้าง? อยากขึ้นรถไฟฟ้ามหานครรอบกรุงเทพฯ อยากขึ้นรถใต้ดินดูบ้างว่าสนุกใหม? อยากมาเห็นวัดพระแก้ว อยากมาทำงานและอยากลองใช้ชีวิตแบบชาวกทม.ดูบ้างว่าเป็นอย่างไร? รถเมล์กทม.มันแน่นเหมือนปลากระป๋องอย่างที่เขาว่าจริงหรือ? ผู้คนไม่ค่อยทักทายกัน บ้านติดกันก็ไม่คุยกันจริงหรือเปล่า? บ้านเรารู้จักกันทั้งอำเภอ เห็นคนบอกว่ากทม.เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้จริงหรือ? จึงมีผู้คนมากมายพยายามมาค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

 

          มุมมองที่คนกทม....มองกทม...เอง...

          กรุงเทพฯ...นั้นเป็นศูนย์รวมของความเจริญและความเสื่อมพอๆกัน ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็มีมาก ...ผู้คนที่ล้มเหลวก็มีไม่ใช่น้อย มีการต่อสู้แข่งขันกันตลอดเวลา ทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิต

          ด้านการทำงาน  มีการนำเทคโนโลยีชั้นสูงที่ทันสมัยมาใช้ทุกรูปแบบซึ่งมักเริ่มต้นที่นี่ จึงทำให้เป็นความโดดเด่นและน่าสนใจ มีความสะดวกสบายครบวงจร รถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้าบนดิน รถไฟฟ้าใต้ดิน เรือด่วน เครื่องบิน ศูนย์การค้าทันสมัย ตึกสูงๆสวยงามแปลกตาผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด การตกแต่งประดับประดาด้วยแสงสีสวยงามในยามค่ำคืนดูน่าหลงใหล ถนนซ้อนกันสองสามชั้นยังไม่พอให้รถในกทม.วิ่งจึงมีรถติดกันยาวเหยียดในช่วงเร่งด่วน

          ด้านการดำเนินชีวิต ที่เร่งรีบไปเสียหมดทุกเรื่อง กินเร็ว เดินเร็ว ทำอะไรก็แก่งแย่งกัน ทั้งทำงาน ขึ้นรถ และการเป็นอยู่ที่เบียดเสียดยัดเยียดเนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากมารวมกันจากทุกสารทิศในกทม. รวมทั้งเป็นแหล่งอาชญากรทุกรูปแบบและมีอันตรายรอบด้าน ทำให้ไม่มีใครไว้ใจใคร การฉกชิงวิ่งราว การปล้นจี้เกิดขึ้นตลอด ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินก็มีน้อย ผู้คนมีความอดทนสูงการดำเนินชีวิตที่ความกดดันหลายด้าน

          ด้านการศึกษา  เป็นแหล่งรวมมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทั้งด้านภาษาและโรงเรียนกวดวิชา การทำอาหาร การทำธุรกิจโรงแรม สถาบันด้านการเงินชั้นนำ รวมถึงมหาวิทยาลัยชีวิตที่มีหลายรูปแบบซึ่งทำให้ผู้คนได้รับบทเรียนจากที่กทม.นี่เอง

          ศูนย์การแพทย์  ที่ทันสมัยที่มีการแข่งขันกันสูงทั้งภาครัฐและเอกชน ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ด้านต่างๆในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน รวมถึงรพ.ชื่อดัง

          ศูนย์กลางการเมืองการปกครอง  ทุกยุคทุกสมัยก็ต้องมาเรียกร้องประชาธิปไตยที่กทม.เช่นที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พระบรมรูปทรงม้า สนามหลวง ทำเนียบ ถนนราชดำเนิน สนามบิน สถานีโทรทัศน์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ดินแดง บ่อนไก่ ราชประสงค์ ฯลฯ ทุกแห่งล้วนกลายเป็นแหล่งที่เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองทั้งสิ้น (เคยมีคนถามกันเล่นๆว่า...ถ้าจะยึดกรุงเทพฯนั้นจะยึดตรงไหน?...)

 

 

          ความเจริญด้านวัตถุ 

           กรุงเทพฯนับว่าเป็นศูนย์รวมความเจริญด้านวัตถุอย่างมาก ทั้งเทคโนโลยีรวมทั้งสถาปัตยกรรม การขนส่ง การค้าขาย การเงินการลงทุน สิ่งก่อสร้างตึกสูงๆสวยงาม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เกิดจากความเจริญ การแพทย์ที่ก้าวหน้าทันสมัย การนำสมัยด้านแฟชั่น ดาราบัญเทิง การเจริญรอยตามฝรั่งมีร้านอาหารจานด่วนทุกหัวมุมถนน ความสะดวกสบายครบครันในกทม.

 

       ความเจริญด้านจิตใจ

          กรุงเทพฯถ้าพูดถึงความเจริญด้านจิตใจ จากการสำรวจความสุขของคนกทม. มีความสุขในเกณฑ์ที่ต่ำมาก เนื่องจากการบีบคั้นในการดำรงชีวิตที่ต้องต่อสู้แข่งขันกัน ค่าครองชีพก็สูง ความสุขในการดำรงชีวิตจึงลดลง มีความเครียดสูง อารมณ์ร้อน...จุดเดือดของอารมณ์ต่ำมากแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นขับรถปาดหน้ากัน ก็อาจตายได้เพราะความโกรธและดังนั้นคนกทม.จึงพยายามใฝ่หาหนังสือธรรมะมาอ่าน ทำให้ยอดขายหนังสือธรรมะพุ่งแรงสวนกระแสเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้คนอยากมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจตนเองยามคับขันจะได้มีสติตั้งรับทัน

 

                                    

   

         กทม....ไม่ใช่ เมื่องไทยทั้งหมด...แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศ

          ประเทศไทยมีถึง 77 จังหวัด(เพิ่มใหม่จังหวัดที่ 77 คือจ.บึงกาฬแยกมาจากจังหวัดหนองคาย)และแผนที่ประเทศไทยมีรูปร่างคล้ายขวาน ซึ่งกทม.อยู่บริเวณตรงกลางระหว่างขวานกับด้าม กทม.เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเทศไทยไม่ใช่เมืองไทยทั้งหมด แต่ผู้คนกทม.ก็มักตัดสินใจแทนคนอีก 76 จังหวัดโดยเฉพาะเรื่องการเป็นอยู่และการเมืองการปกครอง ความเห็นต่างทางความคิดทำให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น ขอเพียงยอมรับฟังความคิดเห็นและเคารพความคิดและศักดิ์ศรีของคนอีก 76 จังหวัดบ้าง?ว่าพวกเขาต้องการอะไร? เราก็คงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อย่าตัดสินใจแทนหรือมองข้ามพวกเขาเหล่านี้

 

        อยู่ใกล้กัน...กลับ...เหมือนไกล....

           การเอื้ออาทร...ต่อเพื่อนร่วมโลก...บางครั้งก็ต้องมีการรณรงค์ให้เกิดขึ้น เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ตื่นขึ้นมารับรู้...คุณคงจะเคยได้ยินมาบ้างว่า  เรื่องของเขา...เราไม่เกี่ยว...ไม่อยากยุ่ง...เช่นคนกำลังโดนทำร้ายหรือคนกำลังจะตายอยู่แล้ว...ถ้านิ่งดูดายไม่ช่วยเหลือ ก็ใจดำเกินไปแล้ว... ถ้านับความแล้งน้ำใจแล้ว...คงมีมากที่นี่(กทม.) บ้านใกล้เรือนเคียงไม่รู้จักกัน ไม่ไว้ใจกัน ห้องติดกันไม่รู้จักกันต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน ไม่ค่อยยิ้มให้กัน ไม่ใช่ยิ้มไม่เป็น...แต่ไม่มีอารมณ์ยิ้ม?...

 

                      

 

           คนท้องและเด็ก คนแก่ขึ้นรถเมล์ ก็ต้องบอกขอสละเก้าอี้ให้นั่ง (ส่วนมากผู้หญิงเป็นคนลุกให้นั่ง ส่วนผู้ชายแกล้งนั่งหลับคอพับไปพับมาไม่รู้ไม่ชี้) ....เรื่องอย่างนี้ควรอยู่ในจิตสำนึก ช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าและต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งสภาพสังคม...น่าห่วงมาก...อยู่ใกล้กัน...กลับเหมือนไกล...

 

         ไม่มี...สถานที่ไหนของไทย...ที่จะรู้จักคำว่า...รถติด...ได้มากเท่ากทม.

        “...รถติด...”  เป็นเหตุผลยอดฮิตของคนกทม. ....เมื่อมีคนถามว่าทำไมมาสาย?... การเดินทางเป็นสิ่งที่จำเป็นและการที่รถติดนั้นเป็นของคู่กันกับกรุงเทพฯ ไม่ว่าวันไหน?...รถก็ติด โดยเฉพาะวันฝนตกแล้วยิ่ง อภิมหา...รถติด...หลับก็แล้ว 3 ตื่นก็แล้วยังไม่ขยับจากทางแยกเลย จนสงสัยว่าสี่แยกจะเหลือแต่ไฟแดงอย่างเดียวเสียกระมัง?...ใคร.? ขโมยไฟเขียวไป(นะ)....หรือตำรวจจารจรแอบหลับหรือเปล่าไม่เปิดไฟเขียวฝั่งเราซะที...

 

 

         ถ้ามีเหตุการณ์อื่นแล้วยิ่งทำให้รถติดใหญ่ เช่น ฝนตก น้ำท่วม อุบัติเหตุ ติดขบวน ชุมนุม ประท้วง ดังนั้นคนกทม.จะรู้จัก จส.100 กันแทบทุกคน เนื่องจากเป็นข้อมูลในการหลีกเลี่ยงรถติดซึ่งเป็นประโยชน์มาก คนต่างจังหวัดเมื่อมากทม.จึงเข้าใจแล้วว่า...พอมาเจอรถติด...มันติดอย่างนี้นี่เอง... ดังนั้น...จึงเป็นข้ออ้างตลอดกาลที่พอฟังขึ้นแล้วได้ผล...

 

       กรุงเทพฯ...เมืองที่มีชื่อที่ยาว..ว..ว...ว..มากที่สุดก็ว่าได้

     ชื่อย่อว่า ...กทม. หรือยาวอีกนิดก็ กรุงเทพฯ หรือกรุงเทพมหานคร แต่จริงๆแล้วมีชื่อเต็มๆว่า กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ 

 

                 

 

ส่วนคำแปล(อ้างถึงhttp://nicky1544.storythai.com/200806/entry-73  )มีความหมายว่า พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นทีสถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการน่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตรไว้

 

             ต่างสี...ต่างราคา...

         กทม.เป็นเมืองแห่งสีสรร...ไม่ว่าจะ สีเหลือง...แดง ..ชมพู...เขียว...ขาว...น้ำเงิน...หลากสี...ซึ่งล้วนแล้วแต่กระทบคนกรุงทั้งนั้น แฮะ..ๆๆ ..ในที่นี้ผึ้งงานขอยกเว้นเรื่องการเมืองไม่ขอกล่าวถึงเพราะอยากให้สมานฉันท์....แต่ต่างสีต่างราคาที่ว่านี้คื่อรถเมล์ของกทม. เช่น รถเมล์สีเหลือง...ใช้กาซNGV ราคาเริ่มต้น 12 บาท  สีแดงขสมก.มีทั้งขึ้นฟรีตลอดสายและ 7 บาทตลอดสาย รถสีชมพู(เมื่อก่อนใช้เป็นเลดี้บัสแต่เดี๋ยวนี้ใช้เป็นกาซNGV) ซึ่งมีสีชมพูจ๋าทั้งคัน 8 บาทตลอดสาย รถสีเขียวเมล์เล็กหรือรถกระป๋อง ราคา6.50 ตลอดสาย(ตอนนี้ถูกเก็บเข้ากรุแล้วเปลี่ยนเป็นรถเมล์สีส้มแทนดีกว่าเดิม) รถสีส้มพัดลม 6.50 บาทตลอดสาย รถสีขาว-เขียวแอร์ เป็นกาซNGVรุ่นแรก ยังวิ่งอยู่ระยะแรก 11 บาท รถสีขาว-น้ำเงินขสมก.8 บาทตลอดสาย รถสีส้มยูโรทูแอร์ระยะแรก 12 บาท

 

 

 

           เมื่อพูดถึงคนแน่นบนรถเมล์ ก็มีเรื่องเล่าตลกว่า...มีใครก็ไม่รู้..ตด..บนรถเมล์มีแต่กลิ่นที่ร้ายกาจ...ไร้เสียง จับไม่ได้ว่าใคร มีแต่รับรู้กลิ่นมาเป็นระยะๆ ช่วยกันดม แต่ไม่กล้าหันไปมองกลัวว่าคนที่มีปฏิกิริยาคือต้นกลิ่นไร้เสียง ...ที่นี้คนขับก็เรียกกระเป๋ามาข้างหน้าแล้วก็กระซิบอะไรเบาๆ ...สักพักกระเป๋าก็เดินมากลางรถว่า....ขอโทษนะคะ คนที่ตดนะจ่ายเงินค่ารถไม่ครบค่ะ...ทันใดนั้นหนุ่มนิรนามคนหนึ่งรีบตอบสวนกลับไปว่า...ผมให้แบงค์ยี่สิบคุณยังทอนเงินให้ผมเลย มาว่าผมจ่ายไม่ครบได้ไงครับ....5555….งานนี้คนขับ(แกล้ง)จับคนตดได้ทันที...พาเอาคนยิ้มกันทั้งคัน....

          แต่ไม่ว่าจะรถเมล์สีอะไร...ก็แน่นเป็นปลากระป๋อง...ทุกวัน..จนแทบจะมีสโลแกนใหม่ว่า ...โหนบาร์เดี่ยว...เพื่อสุขภาพ   ก็รถขสมก.ในกทม.นี่เอง...ค่ะ..

 

          ....ยั่วเย้า...ชาวกรุง...

          เมืองกรุงพอรถติดนานๆ คนกทม.ก็คุ้นเคย...แต่บางครั้งก็อดหงุดหงิดไม่ได้เวลาที่เรารีบๆ แต่ไปไม่ได้ดั่งใจ(ยกเว้นมีปีก...บิน..555…) เรื่องราวบางเรื่องก็คิดได้ตอนรถติด..ด..ด..นานมาก...ตอนฝนตก...   บางครั้งเวลารถติดก็อดที่จะมองรถคันข้างๆเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไมได้ บางครั้งเห็นแล้วก็ขำ...และลุ้นไปด้วย...ก็คันข้างๆแต่งหน้าไปด้วยฆ่าเวลาตอนรถติด พอไฟเขียวก็ขับต่อ...ได้คิ้วกับตาข้างซ้ายค้างไว้...พอรถติดอีกครั้งก็ได้อีกข้าง...ขับไปเรื่อยๆ ...สวยครบสูตรพอดี...

          วงคาราบาว...เคยแต่งเพลงแมคอินไทยแลนด์....แซวเมืองกทม.ว่า(...มาถึงยุคสมัยนี้ยุค..กอ..ทอ...มอ...เมืองที่...คน-ตก-ท่อ... ) เนื่องจากขยันขุด...ขยันรื้อทั้งท่อและฟุตบาท พอฝนตกน้ำท่วมทีไร...คนตกท่อเป็นประจำ ที่จริงแล้วคนกรุงเทพฯ...ก็อิจฉาการใช้ชีวิตในชนบทหรือต่างจังหวัด ...ซึ่งพอวันหยุดทีไร?...คนก็จะหนีกทม.ไปต่างจังหวัดเพื่อลืมความวุ่นวายของชีวิตบ้าง แต่คนต่างจังหวัดก็อยากมากทม. ซึ่งก็น่าแปลกที่...คนในอยากออก...คนนอกอยากเข้า..ต่างคน...ต่างมอง...คนละมุม

 

                

 

           ดังนั้นผึ้งงานจึงนำเรื่องราว...มายั่วเย้า...ชาวกรุง...ในมุมมองต่างๆอาจจะมีสาระบ้าง?...ไม่มีสาระบ้าง?  ดังนั้น อย่าคิดอะไร?มาก...  ความเครียดทำให้ชีวิตมีความสุขลดลง ดังนั้นผู้ที่อยู่กทม.ก็พยายามปรับตัวในการใช้ชีวิตให้มีความสุข...อย่าคิดอะไรมาก แล้วชีวีท่าน...จะเป็นสุข...

                           (ขอบคุณ...ภาพประกอบจากอินเทอร์เนต)