เมื่อก่อนผมคิดว่าทำงานเพื่อเงิน ก็คงจะทำให้เรามีความสุข ฝึกฝนให้ตัวเองเก่งๆภายภาคหน้าก็จะได้มีเงินเดือนเยอะๆ ท้ายที่สุดก็ต้องมานั่งทบทวนตัวเองว่า นี่เรากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร และทำไปทำไม

     ช่ว่าทุกวันนี้จะเก่งแล้ว และก็ไม่ใช่ทุกวันนี้จะมั่งมีแล้ว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมหมดครับ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ "ปรัชญาการใช้ชีวิตของผม" ลูกศิษย์ผมหลายคนเคยบอกผมว่า คนเราทำอะไรก็เพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละ เพราะการที่ตัวเราทำให้ตัวเองผลทางอ้อมก็เท่ากับทำให้องค์กร จะบอกอะไรให้ผมเคยมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ๆ น่าจะประมาณ ๑๖-๑๗ ปีได้แล้วละนะ แต่หลังจากทำงานได้ประมาณ ๕ ปี กรอบแนวคิดของผมเริ่มปรับเปลี่ยนไป วิถีการใช้ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไป เพราะอะไรทราบไหมครับ? เพราะความผิดพลาดที่มันกองทับถมความคิดผมอยู่ ทำให้ผมรู้สึกท้อแท้และเบื่อหน่ายกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนเต็มที่ มันไม่มีอะไรที่ท้าทาย ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้น และไม่มีความยุติธรรมเสียเลย 

     มันจะท้าทายได้อย่างไรครับในเมื่อเราทำงานอยู่ในกรอบความคิดที่มันขังเราอยู่เพื่อสนองแต่กิเลสและตัณหาไม่มีวันจบสิ้น (สันดานดิบของคน) มีแต่ความเห็นแก่ตัว ช่วงชิงเพื่อให้ได้มาโดยไม่รู้สึกรู้สาว่ามันมีความสง่างามในอาชีพหรือไม่  และระหว่างนั้นผมก็ต้องเตรียมรับมือจากฝ่ายตรงข้ามจนไม่มีเวลาหรอกครับที่จะไปนั่งทำในสิ่งที่มันสร้างสรรค์ให้องค์กร หากเป็นอย่างนี้ต่อไปชีวิตในช่วงเวลาแห่งการทำงานจะไม่เหลือคุณค่าอะไรเลย แม้กระทั่งตัวเราก็ด้อยคุณค่าลงไปด้วย ดังนั้นความคิดที่เราคิดว่าทำให้ตัวเองก่อนแล้วองค์กรจะได้มันคงไม่ใช่เสียแล้ว

     นี่คือจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงความคิดของผม และเพื่อเป็นการทบทวนจุดยืนของตัวเองต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำทุกวันนี้มันเหมาะกับเราไหม? เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ไหม? เพราะหากคำตอบคือ"ไม่ใช่" จะได้ปรับวิถีชีวิตใหม่ แต่ถ้าคำตอบคือ "ใช่" ถามตัวเองต่อไปครับว่า ทุกวันนี้เราได้ค่าตอบแทนจากการทำงานวันละเท่าไหร่? เราทำให้องค์กรคุ้มค่าหรือยัง? ถ้าคุ้มค่าแล้วเราจะเพิ่มมูลค่ามันอย่างไร? คุณค่าของคนคือประโยชน์ที่คุณได้จากการทำงานอย่างคุ้มค่า และมันจะยิ่งเพิ่มมูลค่าโดยตรงให้กับองค์กร องค์กรได้รับเต็มๆโดยตรงไม่ใช่ทางอ้อม เราก็ได้รับโดยตรงเช่นกันในการลดละเลิกสันดานดิบของเรา ทำให้เราเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้น นี่คือความยุติธรรมที่เราจะได้รับจากการทำงาน

     บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องโอเวอร์ เกินความจริง ผมแนะนำนะครับว่าควรพิจารณาให้แยบคาย พิจารณาด้วยสติครับ ปัญญาจะได้เกิด การที่เราพิจารณาแล้วว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันใช่ตัวตนของเรา มันเหมาะกับเรา สิ่งที่เกิดควบคู่มาคือ "แรงขับ" ที่จะเป็นไอพ่นผลักดันวิถีชีวิตเราทำในสิ่งที่เราเรียกว่า "การทะลุกรอบ" (Over Standard)ได้และการที่เรามุ่งมั่นทำในสิ่งที่มีคุณค่ามันจะเกิดการต่อยอดความมีคุณค่าเรื่อยๆไป เกิดความท้าทาย (เป็นพลังเสริมเปรียบเสมือนปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น)ให้เข้าไปศึกษาเพื่อค้นคว้า และค้นพบด้วยตัวของเราเอง นี่คือความสง่างามในอาชีพ และเป็นมูลค่าเพิ่มให้องค์กรโดยตรง

     เมื่อไม่กี่วันมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกศิษย์เขาบอกว่า มีเพื่อนเขาทำงานได้เงินเดือนก็มากอยู่ ตำแหน่งก็ปรับขึ้นดี แต่ทุกวันนี้ไม่มีงานทำ เบื่อ ผมจึงถามกลับไปว่า ก็ดีแล้วนี่ทำไมถึงเบื่อละ? เขาตอบประมาณว่าวันๆไม่รู้จะทำอะไร ผมก็มานึกดูเออ มันก็จริงนะวันๆนั่งเฉยๆไม่ต้องทำอะไร เดินไปเดินมา บางทีมันก็เป็นความทุกข์ของมนุษย์เหมือนกัน ผมก็แนะนำเขาไปประมาณว่า งานนะไม่ใช่ไม่มีหรอก เพียงแต่เขาไม่ได้เรียกให้เราทำ เราก็เลยคิดว่าไม่ต้องทำ ไม่มีงาน งานมันเป็นภาระผูกพันของจิตตลอดทุกๆขณะจิตมันตื่นรู้ แสดงว่า เราไม่ตื่นรู้ในภาระของจิตที่จะกระทำเสียมากกว่า

    มีหรือครับองค์กรไหนที่เขาจ้างคนไปนั่งเฉยๆแล้วรับเงินเดือนไปเดือนๆ โดยที่เขาไม่ได้คาดหวังอะไรจากตัวเรา ถ้ามีช่วยบอกด้วยผมจะรีบไปทันที!