เวลาราชการจึงไม่สะดวกเท่าเวลาราษฎร และไม่มีทางที่จะเอาวิถีราชการไปเปลี่ยนวิถีชาวบ้าน ระเบียบราชการจึงมักปฏิบัติยากกว่าระเบียบราษฎร

   ผมได้รับการมอบหมายจากผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการความรู้โรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่างให้เขียนเล่าจากประสบการณ์เกี่ยวกับCKOเนื่องจากจะมีการประชุมวันที่19-20 กันยานี้ที่มน. เผอิญผมติดภารกิจ(อีกแล้ว)ก็คงไม่ได้ไปร่วมด้วย  เรื่องนี้ใช้เวลาคิดอยู่ตั้งนานกว่าจะเขียนได้ บางเรื่องเขียนเร็ว บางเรื่องเขียนได้ช้า ก็ได้ส่งไปให้น้องอ้อ(สคส)กับอาจารย์หมอวิจารณ์และคุณไพทูรย์ ตั้งแต่วันที่ 12 กันยาทางอีเมล์แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับก็เลยไม่รู้ว่าได้รับหรือเปล่า ก็ถือโอกาสเอามาเผยแพร่ก่อนนะครับ

ผู้บริหารจัดการความรู้(Chief Knowledge Officer : CKO)กับ KM
บทนำ

            จากประสบการณ์การทำงานของผมที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมา 12 ปี ตอนเป็นผู้อำนวยการใหม่ๆเราจะทำทุกเรื่องเพราะมั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งก็มีข้อดีคือเราได้รู้ทุกเรื่องเพราะได้ลงมือทำเอง แต่พอทำไปนานๆก็พบว่าทำไม่ทันและจะเหนื่อยมาก จึงได้พยายามให้คนที่ไว้ใจได้ทำ ให้เขาได้ฝึกทำ ได้เรียนรู้ ถ้าเขาจะทำได้ผลน้อยกว่าเราทำไปบ้างก็ถือว่าเป็นการซื้อประสบการณ์ให้คนทำงานและพบว่าบ่อยครั้งที่พบว่าหลายคนทำได้ดีกว่าเรา และดีกว่าอย่างที่เราคาดไม่ถึงแสดงว่าคนเรามีความสามารถความถนัดไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน  และถ้าเราทำคนเดียวคิดคนเดียวพอนานๆไปเราก็จะหมดมุขและหมดแรง จนอาจท้อถอยและล้มเลิกความตั้งใจไปได้ การบริหารจึงเป็นการทำงานให้สำเร็จโดยไม่ต้องลงมือทำงานเอง(ทำโดยคนอื่น) ผู้บริหารจึงเหมือนสมองของคนเราที่มีความสามารถฉลาดเก่งกาจแต่ไม่ต้องลงมือทำงานเองแต่สั่งการให้แขนขาทำงานได้ ถ้าสมองเสียแขนขาอวัยวะต่างๆก็ทำงานไม่ได้ แต่ถ้าแขนขาด ขาขาด แม้สมองจะสั่งการได้เองก็ไม่สามารถทำงานได้เช่นกัน นั่นคือทุกส่วนต้องพึ่งพากัน เหมือนสมองที่ฉลาดคิดได้สั่งได้ แต่เดินไม่ได้  เมื่อยิ่งทำงาน ยิ่งเรียนรู้ยิ่งรู้ว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะ แล้วคนหนึ่งคนแม้จะเก่งกาจฉลาดแค่ไหนก็มีความจำกัดในการเรียนรู้เพราะแม้ปัญญามีแต่เวลาจำกัดก็จะทำอะไรได้ยาก แต่ถ้าคนหลายๆคนช่วยกันเรียนรู้ โดยเฉพาะในด้านที่แต่ละคนถนัด ความจำกัดเรื่องเวลาก็จะลดลงและจะเรียนรู้ได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม เมื่อต่างคนต่างเรียนรู้แล้วนำมาปฏิบัติร่วมกันก็จะทำให้สามารถเติมเต็มส่วนขาดของกิจกรรมต่างๆขององค์กรได้ครบถ้วน การเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ทำงานก็เท่ากับเป็นการให้เขาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ จะทำให้เขาเกิดปัญญาและปัญญาที่ได้มาก็จะสะท้อนกลับมาสู่องค์กรของเรา การทำงานที่มีโอกาสเรียนรู้จะต้องเป็นการทำงานที่เขาได้มีส่วนร่วมคิดและมีโอกาสในการตัดสินใจด้วยตัวเขาเองจึงจะเป็นการเรียนรู้  ถ้าเพียงแค่ให้ทำงานตามสั่งให้เสร็จเท่านั้นจะได้เรียนรู้น้อยเพราะไม่ได้คิดแก้ปัญหา  ถ้าทำให้คนอื่นคิดและทำงานแทนเราได้มากขึ้น เราก็จะเหนื่อยน้อยลงและมีเวลาแก้ปัญหายากๆมากขึ้น  ยิ่งเป็นการเรียนรู้จากชาวบ้านด้วยแล้วก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเพราะงานโรงพยาบาลชุมชนมีความผูกพันอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน  เราพบว่าราชการจะมีระเบียบกฎเกณฑ์เยอะ จำไม่ไหว ขณะที่ชาวบ้านเขาจะง่ายๆ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรในชีวิตมากนัก เวลาราชการจึงไม่สะดวกเท่าเวลาราษฎร และไม่มีทางที่จะเอาวิถีราชการไปเปลี่ยนวิถีชาวบ้าน  ระเบียบราชการจึงมักปฏิบัติยากกว่าระเบียบราษฎร ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะปรับวิถีราชการให้สอดคล้องกับวิถีชาวบ้านจึงจะสามารถพัฒนาสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้

คำจำกัดความของผู้บริหารจัดการความรู้
<p>                ผู้บริหารจัดการความรู้คือผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในการทำหน้าที่หลักทางการบริหารได้ดี (Planing,Organizing,Leading,Controling) มุ่งเน้นที่การใช้ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์อย่างเต็มที่และช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กรหรือในชุมชน</p><h2>คุณลักษณะของ CKOที่ดี</h2><ol>

  • คิดกว้าง : Think Globaly, Act Locally
  • มองไกล : Visionary Leadership
  • ใฝ่สูง : Result-oreiented Management
  • </ol><h2>ขีดความสามารถของผู้บริหารจัดการความรู้</h2><ol>

  • มีความสามารถทางการบริหารจัดการองค์กรโดยเฉพาะการบริหารเชิงกลยุทธ์(Strategic Management)
  • มีความสามารถในการเชื่อมโยงเป้าหมายขององค์กร เป้าหมายของการจัดการความรู้และเป้าหมายของพนักงานเข้าด้วยกัน(System Approach)
  • มีความสามารถในการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร(Communication)
  • มีความสามารถในการประสานงานได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร(Coordination)
  • มีความสามารถในการเสริมพลังพนักงาน(Empowerment)
  • </ol>บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารจัดการความรู้
    <p>ต้องทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการหรือ  3 S  คือ</p>

    1. Systemic(Big picture) มองเชิงระบบทั้งองค์การ สร้างภาพใหญ่ให้เจ้าหน้าที่เห็นความเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ เป้าหมายที่ต้องการ เกิดKnowledge vision เราได้กำหนดเป้าหมายสูงสุดของโรงพยาบาลออกเป็น 3 ประการคือประชาชนมีสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุขและโรงพยาบาลอยู่รอดโดยเรามีทรัพยากรจำกัด ต้องใช้ความสามารถของคนอย่างเต็มที่และพยายามสร้างองค์ความรู้ที่จะพัฒนาที่เหมาะกับตัวเรา
    2. Simplifyทำทุกอย่างให้ง่าย ทำให้ทุกคนในองค์การเห็นภาพและขับเคลื่อนทั้งองค์การด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสมมากกว่าการขับเคลื่อนด้วยโครงการเด่นซึ่งไม่ค่อยมีพลังถ้าทำทีละเรื่องคนจะรู้สึกภาระมากไม่ถือเป็นกิจกรรมที่แยกจากงานประจำ ต้องดำเนินการโดยไม่ทำให้สมาชิกขององค์การรู้สึกมีภาระเพิ่ม ตั้งต้นจากงานประจำของเขาแล้วชี้ประเด็นให้เห็นว่าหลักการจัดการความรู้เข้าไปอยู่ตรงไหนของงานประจำของเขา
    3. Surrounding สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ เพื่อให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีบุคลากรที่มีอัตราการเรียนรู้สูงเชื่อมั่นในพลังแห่งความรู้และพลังแห่งการแบ่งปันความรู้ โดยทำให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ประการ คือ
                -  Participation

    การให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในงานที่เขารับผิดชอบ
    <p>            -  Empowerment การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงาน  ได้มีโอกาสตัดสินใจในสิ่งที่เขารับผิดชอบ           </p>

                -  Open mind เปิดใจให้กว้าง ให้โอกาสได้เสนอความคิดเห็นโดยไม่ถูกขัดขวางหรือโจมตีแม้ว่าจะด

         ไร้สาระก็ตามเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนรู้จักคิด กล้าเสนอความคิดเห็นเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้
    <h4>การนำการจัดการความรู้ลงไปปฏิบัติ</h4>

    1. ขั้นทำให้ง่าย(ที่จะทำ) ผู้บริหารต้องทำความเข้าใจถึงแก่น(Content)และเปลือก(Context)ของKMให้ชัดเจน นำแนวคิดที่ได้มาบูรณาการกับกิจกรรมหรือเครื่องมือที่มีใช้อยู่เดิมแล้วให้ได้ มองขอบเขต มองภาพกว้างๆให้ได้  เช่นการจัดทำตัวแบบบ้านคุณภาพสร้างสุข
    2. ขั้นทำให้รู้(ว่าทำอย่างไร) จัดให้มีกิจกรรมที่จะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการจัดการความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติโดยเน้นที่เขาเกี่ยวข้องและเอาไปใช้ได้จริง
    3. ขั้นทำให้รัก(ที่จะทำ) ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเห็นประโยชน์เห็นความสำคัญที่จะทำ เกิดความรักความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จโดยไม่ต้องบังคับ

    เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการ

    1. สร้างคนด้วยวินัย 5 ประการ(Fifth Discipline)ของPeter Senge ด้วยกิจกรรม 5 ส
    2. สร้างทีมด้วยการลดความไร้ความสามารถในการเรียนรู้ 7 ประการ(Learning disability) โดยเน้นทีมคร่อมสายงาน(Cross functional team)ใช้กิจกรรมโอดี
    3. ใช้กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ 5 ชนิด คือBenchmarking, Coaching, Mentoring, Action Learning, Portfollio
    4. นำเครื่องมือและเทคโนโลยีมาเสริม จัดให้มีการใช้คอมพิวเตอร์เครือข่ายภายใน(LAN)และภายนอก(Internet),จัดทำเว็บไซต์ของโรงพยาบาล(www.bantakhospital.com)

    ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

    1. รู้ว่าจะทำไปทำไม นั่นคือทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลของเรา ทุกคนมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน ทำเพื่อโรงพยาบาล
    2. ทำแบบง่ายๆไม่เน้นรูปแบบ พยายามให้สอดแทรกอยู่ในงานประจำ
    3. มีการสร้างทีมเตรียมทีมกันมานานโดยเฉพาะกิจกรรมแบบไม่เป็นทางการ
    4. มีปัจจัยบังคับโดยเฉพาะเงินบำรุงน้อยแต่เราต้องตอบสนองความต้องการประชาชนให้มากขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีความตื่นตัวสูงไม่รอแบมือของบประมาณอย่างเดียวต้องช่วยกัน ทุกคนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันดีเพราะโรงพยาบาลไม่ค่อยมีเงิน จึงรักและสามัคคีกันและไม่ถูกตัดค่าตอบแทน
    5. ผู้บริหารมีความเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ เอาจริงและพยายามทำทุกอย่างให้ง่าย โดยเฉพาะผู้อำนวยการพูดแล้วเข้าใจง่าย ดูเป็นเรื่องธรรมดาๆ ทำง่ายๆ
    6. กรรมการบริหาร หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน ทุกคนเห็นความสำคัญและร่วมมือกันดี ช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผน และมองโรงพยาบาลในภาพรวมมากกว่าแค่ฝ่ายของตนเอง
    7. เจ้าหน้าที่มีความสามัคคีกันดี ช่วยเหลือกันดี ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สามารถระดมคนจากต่างฝ่ายมาช่วยงานกันได้ มีบรรยากาศแบบกันเองๆมาก

    ประโยชน์ที่จะได้จากการจัดการความรู้ 
    <p>ผมลองสรุปที่ทำในโรงพยาบาลบ้านตาก ได้ดังนี้ครับ</p>

    1. ต่อองค์การ เช่นขยายและพัฒนาโรงพยาบาลโดยไม่ใช้เงินงบประมาณด้านอาคารสถานที่เครื่องมือแพทย์, พัฒนาโรงพยาบาลได้แม้จะมีทรัพยากรจำกัด, ผ่านการประเมินHA/HPH/HWP, เป็นที่ศรัทธาของชุมชน
    2. ต่อเจ้าหน้าที่เช่นความเครียดในการทำงานลดลง, การกระทบกระทั่งกันระหว่างแผนก/วิชาชีพลดลง, บรรยากาศการทำงานดีขึ้น, ได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่มากขึ้น, คุ้นเคยกันมากขึ้น
    3. ต่อประชาชน เช่นสถานะสุขภาพดีขึ้น, ความพึงพอใจบริการสูงขึ้น, ความเสี่ยงลดลง
    4. ต่อผู้บริหาร ทำให้มีเวลาคิดวิเคราะห์งานมากขึ้นและมีคนมาช่วยคิดด้วยเพราะในโลกนี้มีอะไรๆที่เราไม่รู้อีกมากและแม้จะฉลาดปราดเปรื่องแค่ไหนก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้หมดเพราะจำกัดเรื่องเวลาการให้คนที่เขารับผิดชอบงานคิดจึงเป็นการแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของผู้บริหารลงได้ไม่ต้องคอยตามจี้งานมาก ทำให้มีเวลาที่จะทำตามบทบาทที่แท้จริงของCEOมากขึ้นคือฝันขายความฝันและประคับประคองความฝันให้เป็นจริง

    บทเรียนที่ได้รับ

    1. การจัดการความรู้ที่สำคัญคือเป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน(Human relationship)เพื่อให้สามารถดังเอาความรู้ฝังลึกออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้ ดังนั้นที่ว่าความรู้คืออำนาจต้องเปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้คืออำนาจ(Knowledge sharing is power)แต่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้องเอาสิ่งที่ได้ลงมือทำแล้วได้ผลดีมาเล่ามาบอก ไม่ใช่แค่ไปอ่านไปฟังมาแล้วเอามาเล่ามาบอกต่อเลย
    2. การจัดการความรู้กับองค์การแห่งการเรียนรู้เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันและกันในลักษณะ Knowledge Management is a connective tissue of Learning organization.
    3. หลักการสำคัญของการจัดการความรู้กับหลักการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเป็นสิ่งเดียวกันคือทำงานประจำให้ดี(อัปปมาทะ) มีอะไรให้คุยกัน(กัลยาณมิตตตา)และขยันทบทวน(โยนิโสมนสิการ) ซึ่งตรงกับหลักธรรมหมวด 1(เอกะ)ของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 หมวด
    4. การจัดการความรู้เป็นเรื่องของการปฏิบัติเป็นหลัก ไม่ใช่ทฤษฎี การทดลองทำไปเลยจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าและเข้าใจได้ง่ายกว่า เหมือนกับมัวท่องตำราวิธีว่ายน้ำโดยไม่ลองว่ายจริง ก็ว่ายไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นการจัดการความรู้ ไม่ทำไม่รู้ ไม่รู้ต้องทำ
    5. การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ(Means)ไม่ใช่เป้าหมาย(Ends) ความสำคัญจึงไม่อยู่ที่การทำหรือไม่ทำ แต่อยู่ที่ทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน องค์การและพนักงานหรือไม่ เข้าทำนองปลูกข้าวไม่ได้ต้องการแค่ต้นข้าวแต่ต้องการเมล็ดข้าว
    6. การจัดการความรู้นั้นเป็นเรื่องของความเต็มใจทำ ไม่ใช่บังคับ จะเต็มใจได้ต้องให้เขาได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากรู้และเกี่ยวข้องและการจะดึงความรู้ออกจากตัวคนนั้นต้องใช้วิธีการที่หลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละคน

    บทเรียนที่ไม่พึงประสงค์

    1. ยึดติดรูปแบบของKM ต้องอย่างนี้เท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้  เชื่อครูมากเกินไปจนไม่ยอมมองแนวทางอื่นยึดถือสำนักใดสำนักหนึ่งโดยไม่เปิดใจรับสำนักอื่น
    2. เสพติดKM อะไรๆก็จะKMอย่างเดียว ทั้งที่บางทีเครื่องมืออื่นๆอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
    3. สนุกสนานกับKM นอกบ้านแต่กลับเข้าบ้าน(หน่วยงานตนเอง)แล้วทำไม่สนุก เพราะไม่ง่ายเหมือนออกไปทำกิจกรรมกลุ่มที่จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทั้งๆที่KMของจริงต้องอยู่ในงานประจำก็คืออยู่ที่หน่วยงานตนเอง
    4. เผลอตัวคิดว่าKMที่เราทำอยู่ดีที่สุดแล้ว ทำให้ติดกับดักแห่งความสำเร็จ หลงอยู่กับความสำเร็จเก่าๆทำให้ก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงและเสียโอกาสในการเรียนรู้
    5. ได้ทำKM แต่ไม่ได้ผลดีจากKM อย่างแท้จริง มีกิจกรรมKMมากมายแต่ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร ลูกค้าและพนักงาน
    6. แยกส่วนKM ทำเป็นส่วนๆ ทำเป็นเรื่องๆโดยไม่ได้เชื่อมโยงกัน ไม่ได้เชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมหลักขององค์กรไม่โยงเข้าสู่เป้าหมายองค์กร ทำไม่ครบวงจร ชอบที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แต่ลืมส่งเสริมการเรียนรู้จากการทำงานประจำ

    </font></strong>การให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในงานที่เขารับผิดชอบ     ไร้สาระก็ตามเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนรู้จักคิด กล้าเสนอความคิดเห็นเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้