บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
เป็นที่ยอมรับกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์ ทรงมีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์เทียบเท่ากับนักดาราศาสตร์สากล พระองค์ทรงวางรากฐานที่จะนำวิทยาการใหม่ของตะวันตก ตลอดจนความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารประเทศอย่างระมัดระวัง และดัดแปลงให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ของประเทศ สิ่งใดแปลกใหม่
แม้ไม่ทรงได้เคยรู้มาก่อน ก็ทรงตั้งพระทัยติดตามศึกษาหาความรู้ด้วยน้ำพระทัยของนักวิทยาศาสตร์
เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีการประชุมกัน เพื่อพิจารณาหาวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้ตกลงมีมติเลือกวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวณคาดหมายไว้ว่าจะเกิดสุริยุปราคาที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 เมษายน อนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป และได้ประกาศยกย่องว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย นับว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงได้รับการยกย่องจากวงการวิทยาศาสตร์ของชาติมหาอำนาจในยุคนั้น กล่าวคือ
1. พระองค์ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายพระเกียรติ ให้ทรงเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคม (Zoological Society) แห่งสหราชอาณาจักร
2. ประมุขของต่างประเทศตระหนักดีว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในเรื่องของวิทยาศาสตร์ เครื่องราชบรรณาการส่วนมากเป็นเครื่องมือและหนังสือทางวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย เช่น พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ได้ถวายกล้องโทรทรรศน์ ซึ่ง เซอร์ จอห์น เบาริง ได้บันทึกว่า "กล้องที่นำมาถวายมีคุณภาพต่ำกว่ากล้องโทรทรรศน์ที่ทรงมีอยู่แล้ว"
3. พระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ เซอร์ จอห์น เบาริง ราชทูตแห่งสหราชอาณาจักรเขียนเล่าไว้ว่า ห้องส่วนพระองค์เป็นห้องที่มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับห้องนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่มั่งคั่งในทวีปยุโรปสมัยนั้น และหมอเหา (Dr. House) ได้บันทึกรายละเอียดไว้จากที่เขาได้เฝ้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ไว้ว่า "ข้าพเจ้าได้เหลียวมองไปรอบๆ ห้อง และเห็นพระคัมภีร์ไบเบิลของสมาคม เอ. บี.(A.B. Society) และพจนานุกรมเวบสเตอร์ตั้งเคียงบนชั้นบนโต๊ะเขียนหนังสือ นอกจากนั้นยังมีตารางดาราศาสตร ์และการเดินเรือวางอยู่ด้วยส่วนข้างบนอีกโต๊ะหนึ่งมีแผงผังอุปราคาที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไป มีรายการคำนวนเขียนไว้ด้วยดินสอ นอกจากนั้นยังมีแบบลอกแผนที่ของ นายชานเดลอร์ (Mr. Chandler) วางอยู่ด้วย" (มอฟแฟ็ท 2520 : 27)

เครื่องมือดาราศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้แกแผนที่ดาว และเครื่องมือวัดมุมดาว หรือ เซกส์แทนต์ ( Sextant )
ปัจจุบีนเก็บรักษาอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์วัดบวรนิเวศวิหาร

โต๊ะทรงคำนวณในพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นโต๊ะไม้สักด้านบนของโต๊ะมีบานเปิด พื้นบนบานเปิดเป็นกระดานชนวน
ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และปฏิทินปักษ์ขคณณา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคิดค้นวิธีคำนวณปักษ์
เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ ให้ภิกษุสงฆ์ทำสังฆกรรมให้ถูกต้องตามคติของดวงจันทร์
ปัจจุบันยังคงใช้อยู่ในคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุธิกนิกาย
ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการวางพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ได้แก่ งานทางด้านการวิจัย และการสถาปนาเวลามาตรฐาน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอดูดาวบนเขาวังใน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2403 พระราชทานนามว่า "หอชัชวาลเวียงชัย" ปัจจุบันชาวเมืองเพชรบุรีเรียกง่าย ๆ ว่า "กระโจมแก้ว" เพราะตัวอาคารมีลักษณะกลมคล้ายประภาคาร มีบันไดเวียนภายในขึ้นไปชั้นบน
หลังคาเป็นโดมมุงกระจก กลางคืนมีไฟส่องแสงเห็นไปได้ถึงทะเล ชาวเรือได้อาศัยนำเรือเข้าสู่บ้านแหลมหรืออ่าวตะบูน
ตลอดพระชนม์ชีพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรดาวหาง 3 ดวง (ระวี ภาวิไล อ้างถึงใน สิงห์โต ปุกหุต 2527 : 64-65) คือ
1. ดาวหางฟลูเกอร์กูส (Flaugergues's Comet) มีขนาดใหญ่ และมี 2 หาง ปรากฏในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ. 2355 ขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎมีพระชนมายุ 8 พรรษา
2. ดาวหางโดนาติ (Donati's Comet) มีขนาดใหญ่มาก นักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียนค้นพบในคืนวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2401 และคืนต่อ ๆ มาจนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2402(รวมเวลา 9 เดือน) ชาวไทยคงจะเห็นด้วยตาเปล่าระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2401 ว่ามีหางหนึ่งเหยียดตรง อีกหางหนึ่งเป็นพู่โค้งสวยงามอยู่ราว 2 เดือน ผู้คนชาวไทยสมัยนั้นหวาดกลัวดาวหางยิ่งนัก เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่าดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ ทรงสั่งสอนประชาชนให้มีเหตุผล ทรงออกประกาศล่วงหน้าตักเตือนผู้คนไม่ให้ตื่นตกใจ ทรงชี้ให้เห็นว่าดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เห็นได้ทั่วโลกไม่เพียงแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ทรงออกประกาศ ณ วันอาทิตย์ เดือน 11 ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าวิตก" นั้นนับว่าเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศไทย มีความว่า
"... พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรแล้ว ทรงดำรัสว่าดาวดวงนี้ทรงจำได้ว่าได้เคยมีมาแต่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปีมะเมียโทศก จุลศักราช 1172 ได้ 48 ปี มาแล้ว คราวนั้นก็มาในเดือนสิบเอ็ดในทิศนี้ในราศีแลฤดูกาลเวลาเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุอะไรนัก มีแต่ความไข้ทรพิษแลกะบือล้มมากแลฝนแล้ง แล้วก็ได้พระเศวตกุญชรมาในปีมะแมตรีศกนั้น ถึงคนมีอายุมากได้เห็นแล้วแต่ไม่ได้สังเกตก็จำไม่ได้คนอายุน้อยก็ไม่ได้เคยเห็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจำได้แน่แลพระยาโหรา ธิบดีก็จำได้ แต่ชาวประเทศยุโรปได้เห็นในประเทศ ยุโรปนานหลายเดือนแล้ว ได้ลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เดือนหกมา แลดาวอย่างนี้มีคติ แลทางที่ดำเนินยาวไปในท้องฟ้าไม่เหมือนดาวพระเคราะห์อื่นแลดาวพระเคราะห์ทั้งปวงเป็นของสัญจรไปนานหลายปี แล้วก็กลับมาได้เห็นในประเทศข้างนี้อีกเพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกันแลคิดวิตกเล่าลือไปต่าง ๆ ด้วยว่ามิใช่จะได้เห็นในพระนครนี้ แลเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิได้ ย่อมได้เห็นทุกบ้านทุกเมือง ทั่วพิภพอย่าได้เห็นนี้แล" (พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ และคนอื่นๆ 2536 : 97 )
3. ดาวหางเทบบุท (Tebbut's Comet) มีขนาดใหญ่ หางยาวและสว่างกว่าดาวหางโดนาติ ปรากฏแก่สายตาชาวโลก ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2404 เป็นดวงที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมากยิ่งขึ้น ถึงกับได้ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้า ว่าจะปรากฏเมื่อใด และได้ทรงออกประกาศดาวหาง ณ วันจันทร์ เดือน 88 ขึ้น 1 ค่ำ ปีระกาตรีศก ความว่า
"...ถ้าใครเห็นอย่าให้ตกใจว่ากระไรวุ่นวายไป วิสัยของคน แปลกประหลาดในอากาศมีมาถ้าจะมีโทษก็เคยเห็นให้ เกิดเหตุสองอย่างให้ฝนแล้งในฤดูฝน หรือจะให้ฝนตกมากเกินปรกติไปอย่างหนึ่ง จะให้เกิดความไข้ต่าง ๆ แก่คนหรือช้างม้า โคกระบืออย่างหนึ่งเหมือนอย่างเช่นดาวหาง ซึ่งมีมาเมื่อปลาย ปีมะเมียสัมฤทธิศกนั้นก็เกิดเหตุแต่กระบือตายมากอย่างหนึ่งแล้วในฤดูฝน ปีมะแมฝนก็แล้ง ครั้นปลายปีมะแมแลต้นปีวอกก็มีความไข้ลงราก ก็ถ้ากลัวแต่เหตุอย่างนี้ก็ให้เตรียมตัวต่อสู้เหตุอย่างนี้ คือว่ากลัวฝนแล้ง เมื่อฝนยังมีอยู่ก็ให้รีบทำนาเสีย ทำข้าวไร่ ข้าวหางม้า ข้าวสามเดือนทันสารทไปตามได้ตามมีที่ไม่ได้ทำนา มีพี่น้องบุตรภรรยา บ่าวไพร่มากก็ให้จัดซื้อข้าวเก็บเตรียมไว้ให้ พอกินอย่าตื่นขายเสียนัก ถ้ากลัวความไข้ว่าเกลือกฝีดาษจะชุม ตัวใครแลบุตรหลานใครยังไม่ได้ออกฝีดาษ ก็ให้รับพามาปลูกฝีดาษที่โรงทานนอกก็ดี โรงหมอท่าพระก็ดี ศาลาวัดสุทัศน์เทพวรารามก็ดีเสียโดยเร็วอย่าให้ทันฝีดาษมีมาถ้ากลัวว่าไข้ลงรากจะมีมาก็ให้ขัดตัวปฏิบัติเสียให้สะอาด ๆ อย่าทำให้สกปรกโสมมตามเคยตัวนัก หาที่หลับที่นอนที่สะอาดใช้หาเครื่องซึ่งเป็นเครื่อง กำจัดกลิ่นร้าย คือกำยานการบูรเตรียมไว้เมื่อความไข้มีมาสุมรมเหย้าเรือนผ้านุ่งผ้าห่มเสีย ให้กำจัดพิษอากาศที่ร้ายกระจายไป และหายาที่เคยเชื่อถือเตรียมไว้ใกล้ ๆ เผื่อทุกค่ำคืนจะได้ใช้แก้ไขกันน้ำละลายการบูรกินกันทาตัวกัน ถ้ากลัวไข้จับสั่นก็หาน้ำการบูรไว้ปวดหัวตัวร้อนเล็กน้อย ก็ให้กินน้ำการบูรแลเอาน้ำการบูรทาฝ่ามือฝ่าเท้าเสียเล็กน้อยก่อนอย่าปล่อยให้เป็นมากไป หรือใครรู้เห็นยาอะไรว่าดีก็หาไว้ หรือแรกจะเป็นเมื่อยขบเท้าเย็น ปวดศรีษะเล็กน้อยก็อย่าเชื่อหมอว่าลมว่าเส้นไป อย่าเพ่อกินร้อนเข้าไป อย่ากินอาหารที่หวานที่มันมากนักรีบรุถ่ายเสียด้วยดีเกลือ อย่าใช้ยาสลอดให้แสลงไข้ไป พื้นปากพื้นใจของหมอพอใจพูดแต่ว่าลมเอายาร้อนแก้ อนึ่ง
บ้านเมืองมีไข้เจ็บซึ่งเป็นเหตุให้คนตาย อย่างไรจะมากเมื่อไรให้คอยระวังสืบที่ป่าช้าที่มีศพไปเผามาก ๆ อยู่ทุกวันเนื่อง ๆ จะได้ความจริง" (พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ และคนอื่น ๆ 2536 : 102)
ถ้าพิจารณาประกาศฉบับหลัง ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งขจัดการเชื่อโชคลางและทรงให้ราษฎรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ อย่างมีเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์

ดาวหางโดนาติ ( Donati ) เข้ามาปรากฏในปี พ.ศ. 2401
การสถาปนาเวลามาตรฐาน
แต่เดิมมาคนไทยวัดเวลาโมงยามโดยตั้งอ่างน้ำลอยกะลามะพร้าว เรียกว่า นาฬิเก เมื่อน้ำเข้ารูกะลานาฬิเกเต็มและจมลง ถือเป็น 1 ชั่วโมงนาฬิกา คนนั่งยามจะตีฆ้องบอกเวลาในตอนกลางวัน เรียกว่า โมง หากเป็นเวลากลางคืนจะตีกลอง เรียกว่า ทุ่ม การวัดเวลาเช่นนี้ไม่เป็นตามหลักของวิทยาศาสตร์และสากลที่เชื่อถือได้
ในรัชสมัยพระองค์ท่านยังไม่มีชาติใดตกลงเรื่องการใช้เวลามาตรฐาน หอดูดาวที่กรีนิช ประเทศอังกฤษก็ยังไม่มี รัฐสภาอังกฤษออกพระราชบัญญัติเวลามาตรฐานเมื่อ ค.ศ. 1880 และจนถึง ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) นักดาราศาสตร์จึงได้ประชุมตกลงกำหนดเส้นแวงผ่านเมืองกรีนิชเป็นเส้น 0 องศา เพื่อเทียบเวลาโลก แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย โดยพระองค์ได้ทรงปฏิบัติการค้นคว้าและทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นเป็นหอนาฬิกาหลวง พระองค์ทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นดังนี้
1. ทรงตรวจวัดความสูงของดวงอาทิตย์และทรงคำนวณทางดาราศาสตร์ทุกวัน
2. ทรงกำหนดเส้นแวงให้ผ่านจุดหนึ่งในพระบรมมหาราชวังเป็นเส้น 100 องศาตะวันออก เป็นเส้นแวงหลักของไทยในสมัยนั้นอันสำแดงถึงพระอัจฉริยะอย่างยิ่ง
3. ทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยเป็นตึกสูง 5 ชั้นขึ้น ณ จุดที่เส้นแวง 100 องศา ตะวันออก ตรงยอดมีนาฬิกา 4 ด้าน เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐาน
4. โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตร-ฐาน ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ของไทยชุดแรก คือตำแหน่งพันทิวาทิตย์ทำการเทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์
แม้ในปัจจุบันเราต้องใช้เวลามาตรฐานกรีนิช แต่ก็ควรจะภูมิใจที่ไทยยุคก่อนก็ได้เคยใช้เวลามาตร-ฐานกรุงเทพปานกลาง (Bangkok Mean Time) โดยให้มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เป็นเส้นแวง 100 องศา 29 ลิปดา 50 พิลิปดาตะวันออก เส้นรุ้ง 18 องศา 44 ลิปดา 29 พิลิปดาเหนือ มาอย่างถูกต้องก่อนที่จะตกลงการใช้เวลามาตรฐานกรีนิชด้วยซ้ำ
โดยแท้จริงแล้วพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอนาฬิกาหลวงในพระบรมมหาราชวัง 2 หอ นอกจากพระที่นั่งภูวดลทัศไนยแล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรมทรงออกแบบสร้างหอนาฬิกาตรงมุขเด็จของพระที่นั่งจักรีอีกแห่งหนึ่ง แต่มิได้ระบุชื่อและปีที่สร้าง เชื่อว่าพระองค์มีพระราชประสงค์จะให้ชาวเรือขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยามองเห็น และเทียบเวลาเดินเรือได้สะดวก พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการสถาปนาระบบเวลามาตร-ฐาน การประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 306 ไว้ว่า
"...จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ว่าเมืองเรา ใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพินิจพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิตย์ ให้ฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกา ที่ดีมาหลายปีทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการ แจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว..."
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวณและพยากรณ์ว่า ปีมะโรง พ.ศ. 2411 วันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคามืดหมดดวง จะเห็นได้ชัดที่ตำบลหว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยวิชาดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ชั้นสูง ที่ทรงศึกษาด้วยพระองค์เองด้วยการใช้ระบบเวลามาตรฐานของประเทศไทย ซึ่งทรงพยากรณ์ล่วงหน้าถึง 2 ปี โดยไม่มีหลักฐานการคำนวณจากประเทศตะวันตก วันสำคัญในประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ไทยที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ในตอนแรกไม่มีผู้ใดแลเห็นสุริยุปราคาตอนเริ่มจับ พระองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า คลาสเริ่มจับเวลา 10 นาฬิกา 4 นาที รอจนถึง 10 นาฬิกา 16 นาที คลาสเริ่มจับมากขึ้นทุกที ท้องฟ้าที่สว่างเริ่มมืดสลัวลง จนถึงเวลา 11 นาฬิกา 20 นาที ท้องฟ้ามืดลงจนมองเห็นดวงดาว คลาสจับเต็มดวงเมื่อเวลา 11 นาฬิกา 36 นาที 20 วินาที กินเวลานานถึง 6 นาที 45 วินาทีท้องฟ้ามืดจนเป็นเวลากลางคืน นับเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงตรงตามเวลาที่พระองค์ ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ทุกประการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคของวิทยาศาสตร์มาแต่บัดนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเพื่อพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนั้น ถือเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ และครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นผู้คำนวณด้วยพระองค์เองต่อหน้าคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และแขกเมืองชาวต่างประเทศ

สุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม 2411
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคามืดหมดดวง
ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงพยากรณ์ล่วงหน้าถึง 2 ปี และปรากฏการณ์เกิดขึ้นตรงตามที่ทรงคำนวณไว้ทุกประการ