“ชีวิตคนเรานั้นเปรียบเหมือนความฝันอันน่ากลัว ในบางครั้ง”
วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ในโรม-2
โสภณ  เปียสนิท
......................................
 
                รถแล่นไปดูหนังวีซีดีไป สายหมอกทึบหนาขาวโพลนปกคลุมสองข้างทางอีกครั้ง จนเวลา 10.45 น. สายหมอกจางลง แดดจัดจ้าขึ้นตามลำดับ ได้ยินคำประทับใจจากหนังที่เปิดอยู่ว่า “ชีวิตคนเรานั้นเปรียบเหมือนความฝันอันน่ากลัว ในบางครั้ง” อันหมายถึงว่าไม่นานเรื่องราวทุกข์ยากเหล่านั้นจักสิ้นสุดลง อีกประโยคที่ประทับใจคือ “อำนาจใด ๆ ไม่อาจสู้กับศรัทธาของประชาชน” กล่าวถึงอำนาจของกษัตริย์ในยุคโบราณ ที่มีอันต้องเสื่อมไปเพราะไม่ได้รับศรัทธาจากประชาชน ดังนั้นกษัตริย์ในยุคที่ไม่ได้รับศรัทธาของประชาชนจึงต้องยอมรับนับถือพระเป็นที่พึ่ง
                มักคุเทศก์เล่านิทานเรื่อง “หมัดและขนแกะ” ให้ฟัง หมัดตัวหนึ่งอาศัยอยู่กินบนตัวสุนัขมานานจนรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างมาก วันหนึ่งเห็นแกะตัวหนึ่งเดินผ่านมา คิดว่า แกะตัวนี้ขนหนาปุกปุยอ่อนนุ่ม หากย้ายไปอยู่ด้วยน่าจะมีความสุขอุดมสมบูรณ์เป็นแน่ เมื่อแกะตัวนั้นเดินเข้ามาใกล้จึงดีดตัวเองเข้าไปอาศัยอยู่ในขนแกะ แรกสัมผัสขนแกะอ่อนนุ่มรู้สึกพึงพอใจจนนอนหลับไป เมื่อรู้สึกหิวจึงพยายามคลานแทรกขนแกะเพื่อดูดเลือดจากผิวหนัง แต่ขนแกะหนาเกินไป ไม่อาจแทรกเข้าไปกินเลือดแกะได้ ไม่นานนักหมัดตัวนั้นจึงผอมโซและตายไปในที่สุด
                เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหากเห็นแก่ความสุขสบาย หนักไม่เอา เบาไม่สู้ เบื่อง่าย จับจด ไม่เอาอะไรจริงจัง ชีวิตของคนคนนั้นก็ไม่ผิดไปจากหมัดตัวนั้นเท่าใดนัก กว่าจะรู้คุณค่าของสิ่งที่ตนเองมีก็สายเกินไป แม้ดำรงชีวิตอยู่ก็เหมือนตายไปก่อนแล้ว
                กล่าวกันว่า กรุงโรมเป็นต้นแบบของหลายสิ่งหลายอย่างในโลก เช่นกฎหมายจัสติเนียน ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบกฎหมายของโลก การก่อสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่อย่างสนามโคลอสเซียม โรงหนังขนาดใหญ่ (Amphitheater) ห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ (bath) ซึ่งมีทั้งห้องอบ ห้องนวด ห้องสุขา ห้องน้ำรวมยืนอาบร่วมกันคราวละหลายคน มีจัตุรัสกลางเมือง มีที่อาบน้ำสาธารณะ มีระบบน้ำประปา ต่อท่อจากแหล่งต้นน้ำเข้าสู่กลางเมือง จัตุรัสต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีน้ำพุไว้ให้อาบ และดื่มได้ทุกแห่ง สมัยนั้นจึงมีคำพูดว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่โรม”