ผมได้มีโอกาสพาคุณแม่ไปเที่ยวงาน OTOP ที่เมืองทองธานี แล้วก็ได้เจอร้านค้าต่างๆมากมาย จนไปสะดุดตาเข้ากับตัวอักษรภาษาอังกฤษ คือ KBO ซึ่งก็เกิดความสงสัย และพยายามหาคำตอบว่าคืออะไร ก็ถามผู้ค้าแถวนั้น ก็ได้อธิบายให้เราฟังว่า “ไอ้ KBO เนี่ย มันก็คือแต่ละจังหวัดจะเลือกของที่ดีที่สุดแต่ละจังหวัดมา เพราะฉะนั้นก็จะมี KBO ทั้งหมด 76 ซุ้ม”เราก็โอเค รับฟังแล้วก็พยายามหาคำตอบมากกว่านั้น ว่ามันคืออะไรกันแน่ (พูดถึงอนาคตคงมี 77 ซุ้มนะ เพราะว่าจังหวัด “บึงกาฬ” กำลังจะมาใหม่) จนผ่านมาถึงบริเวณซุ้มของจังหวัดสตูล ก็พบว่ามีเอกสาร “สรุปผลการการดำเนินงาน โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge-Based OTOP)” เราก็ถึงบางอ้อว่า มันย่อมาจากคำนี้นี่เอง
กลับมาบ้านหลายวันก็ไม่ได้เปิดเอกสารที่หยิบติดไม้ติดมือมาสักที จนวันนี้ได้ฤกษ์ หยิบขึ้นมาเปิดอ่านดู ก็พบว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจ จากประเด็นที่เห็นชัดเจน คือโครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ที่มีในชุมชน ให้ความรู้ในด้านต่างๆแก่ผู้ผลิต ซึ่งอาจจะไม่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการ ก็จะเสริมอบรม หรือหาผู้ที่มีความรู้เข้าไปช่วยกันส่งเสริม มีการพยายามรวมกลุ่มของผู้ผลิตสิ่งของที่มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นผลดีในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และกระบวนการผลิต
ในเอกสารมีการวิเคราะห์ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของ OTOP ซึ่งถือว่าดี เพราะจะได้เห็นชัดเจนว่าอะไรควรปรับปรุง และอะไรควรเสริมต่อไปให้ดียิ่งขึ้น
จุดอ่อนของ OTOP ก็เช่น การผลิตสินค้าไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่มีมาตรฐานรับรอง(เช่น อย.) วัสดีที่นำมาใช้ไม่มีคุณภาพ ทำแค่เป็นรายได้เสริมจึงไม่จริงจัง และอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนจุดแข็งจะเป็นด้านของเอกลักษณ์ชุมชน และมีผู้ประกอบการที่ให้ความสนใจและพร้อมจะสานต่อ
จากการเห็นภาพกว้างๆแบบนี้แล้ว ทำให้เราเห็นอนาคตของสินค้า OTOP ซึ่งจะยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ และการเป็นจุดขายของแต่ละจังหวัด นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาในเรื่อง OTOP คือ “การพัฒนา และรักษาเอกลักษณ์ของชาติอย่างยั่งยืน” เพราะหากเรามีการวิเคราะห์ให้เป็นระบบ มีการสืบต่อความรู้ พัฒนา สิ่งเหล่านี้จะไม่หายไป
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการพัฒนาในโครงการนี้จะเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อชาติ และสร้างความร่วมมือในชุมชนได้จริง แต่หากวันใดวันหนึ่ง รัฐบาลลดความสนใจในเรื่องนี้ และลืมจุดที่ได้เริ่มต้นมา ซึ่งเริ่มได้เป็นอย่างดีทีเดียว การที่จะรักษาต่อไปก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะต้องยอมรับว่า รัฐเป็นตัวช่วยที่มีพลังมากในการสืบสานสิ่งต่างๆที่ดำเนินการภายใต้วิถีชีวิตของคนไทย
หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ล่าสุดผมพึ่งได้มีโอกาสชมไปไม่นานนี้ ผมมีความประทับใจมากจากประเด็นวัฒนธรรมไทย และประทับใจในความทันสมัย และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงบริบทไปตามสังคมโลก(มีหุ่นไมเคิล แจ๊คสันมาเต้นด้วย) แต่อย่างที่เราทราบกันดี สุดท้ายก็ต้องปิดโรงละคร(กำลังจะปิดวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้แล้วครับ 29/08/53) ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐน่าจะมีความสามารถในการรักษาวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ต่อไปได้มากกว่านี้
สุดท้าย ไม่ทราบว่าโครงการ OTOP และการพัฒนาที่ยั่งยืน จะล้มลงไปเหมือนหุ่นละครเล็กหรือเปล่า...

ไม่หรอกค่ะ ชวนให้คิดดีนะคะ ขอบคุณมากค่ะ