พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
1 . ความหมายของพรรคการเมือง
๑. เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการจัดตั้งองค์กรร่วมกัน
๒. มีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน คือ สมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแนวทางกว้างๆ คล้ายๆกัน
๓. มีวัตถุประสงค์ให้ได้มาซึ่งอำนาจมหาชน และใช้อำนาจนั้นดำเนินการหรือบริหารประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ ความหมายของพรรคการเมือง คือ กลุ่มบุคคลที่มีการจัดตั้งองค์กรร่วมกันโดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน โดยกลุ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะยึดกุมอำนาจรัฐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เข้าเป็นรัฐบาลเพื่อดำเนินการตามอุดมการณ์ของตนให้สัมฤทธิ์ผล
2. องค์ประกอบของพรรคการเมือง
1.นโยบายของพรรค (party platform)
2.การจัดองค์การของพรรคการเมือง (party organization)
3.กลไกของพรรค (party machinery)
4.การเงินของพรรค (party finance)
5.การประชุมใหญ่พรรค (national convention)
3 .ระบบของพรรคการเมือง
1 .กลุ่มการเมืองปกครองของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในระบบการเมืองการ3
โดยมีการพัฒนาการสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในแต่ละยุคสมัย
2. ลักษณะโครงสร้างของกลุ่มการเมืองการเมืองในระบบพรรคการเมืองไทยมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ
โครงสร้างกลุ่มการเมืองแบบกระแสความคิด โครงสร้างกลุ่มการเมืองแบบอุปถัมภ์ และโครงสร้างกลุ่มแบบ
องค์กร
3. สาเหตุสำคัญของการเกิดกลุ่มการเมือง มีดังนี้ เกิดจากความขัดแย้งทางด้านแนวคิดหรือ
ผลประโยชน์ในทางการเมือง กิดจากพื้นฐานความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ระหว่างแกนนำและสมาชิกและเกิดจาก
พื้นฐานความสัมพันธ์ในเชิงพันธมิตร
4. ปัจจัยสำคัญของการก่อการเกิดการเมืองในระบบพรรคการเมืองในระบบการเมืองไทย สรุปได้ดังนี้
ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจของประชากรในประเทศไทย และ
ผลประโยชน์ทางการเมือง และปัจจัยทางด้านการเมือง ได้แก่ ข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย การขาดอุดมการณ์ทาง
การเมือง ความอ่อนแอของพรรคการเมือง และปัญหาการจัดการองค์ของพรรคการเมือง
5. การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มการเมืองในระบบพรรคการเมืองไทย พบว่า ขึ้นอยู่กับรูปแบบของ
โครงสร้างกลุ่มการเมืองเป็นสำคัญ คือกลุ่มการเมืองที่มีโครงสร้างกลุ่มการเมืองแบบกนะแสความคิด ทีความ
เปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อยุติของประเด็นถกเถียง หรือการตอบสนองผลประโยชน์ที่เกิดความขัดแย้ง
กลุ่มการเมืองที่มีโครงสร้างกลุ่มการเมืองแบบอุปถัมภ์ จะขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์และผลประโยชน์ต่างตอบ
แทนระหว่างแกนนำและสมาชิกกลุ่มเป็นหลัก กลุ่มการเมืองที่มีโครงสร้างของกลุ่มแบบองค์กร จะมีความเข็ม
แข็งและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นพรรคการเมืองได้
6. บทบาทสำคัญของกลุ่มการเมืองในระบบพรรคการเมืองไทย พบว่า ก่อให้เกิดผลกระทบทั้ง 2 ด้าน
คือ ผลกระทบทางด้านบวก ได้แก่ กลุ่มการเมืองจะทำหน้าที่คอยตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มต่างภายใน
พรรคการเมือง ให้ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบและวามบริสุทธิ์ยุติธรรมมากยิ่งขึ้น กลุ่มการเมืองอาจมีความ
คล่องตัวสูงกว่าพรรคการเมืองในการประสานผลประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนผลกระทบทางด้านลบ ได้แก่ การ
เกิดค่านิยมที่ไม่ถูกต้องขึ้นในสังคม ทั้งในด้านระบบอุปถัมภ์ การใช้อำนาจและการแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะ
กลุ่มหรือพวกพ้อง การอาศัยฐานอำนาจของกลุ่มการเมืองแสวงผลประโยชน์รวมกัน อาจจะกระทบต่อการ
บริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจากการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองในระบบสัดส่วน ทำให้ขาดวินัยและ
เอกภาพในการดำเนินงานของพรรคการเมืองซึ่งจะก่อให้เกิดความล้มเหลวในการพัฒนาการเมือง รวมทั้งยัง
กระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐ
4. บทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมืองไทย
1.ประกาศหรือแถลงนโยบายหลัก
2.ส่งสมาชิกพรรคสมัครเข้ารับเลือกตั้ง
3.เมื่อได้เป็นรัฐบาล (ได้เสียงข้างมาก) ก็จะนำนโยบายของพรรคมาบริหารงาน หากได้เสียงข้างน้อย (เป็นฝ่ายค้าน) ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมการบริหารของรัฐบาล
4.เป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
5.ให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน คือการให้ข้อมูล การเสนอ ทางเลือก
5. การเลือกตั้ง การเลือกตั้ง คือ การที่ราษฎรใช้สิทธิของตนเองลงคะแนนเสียงเลือกตัวแทน เพื่อทำหน้าที่แทนตนในการปกครองแต่ละระดับของประเทศ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด เป็นต้น
การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นการเลือกตั้งโดยเสรี กล่าวคือ ต้องเปิดกว้างให้อิสระในการตัดสินใจทั้งในแง่ของผู้สมัครและผู้ออกเสียง ทั้งนี้ ต้องเป็นไปโดยบริสุทธิ์และยุติธรรมไม่มีการชี้นำหรือบังคับให้เลือกหรืออาจหมายถึงการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของชนชาวไทย
ที่จะคัดสรรตัวแทนไปทำหน้าที่ออกกฎหมาย ไปเลือกหรือถอดถอนผู้บริหารประเทศแทนประชาชน การเลือกตั้ง คือ การคัดเลือกนักการเมืองที่มีความสามารถ รู้หน้าที่ ซื่อสัตย์และสุจริต เข้าสู่ระบบการเมือง และสกัดกั้นคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ การเลือกตั้งจึงต้องมีมาตรการป้องกันการทุจริตและการซื้อเสียงด้วย
6 . หลักเกณฑ์ของการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของชนชาวไทยที่สำคัญยิ่งในกระบวนการทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดไว้ว่า 1. หลักอิสระแห่งการเลือกตั้ง " บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุ อันควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตังได้ ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ " เพราะการเลือกตั้งเป็น การแสดงออกซึ่งการต้องการของประชาชนที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านการตัดสินใจของผู้นำในทางการเมือง การเลือกตั้งจึงถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สำคัญ 2.หลักการเลือกตั้งหมายถึง การให้อิสระต่อการออกเสียงเลือกตั้งโดยที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกใครหรืพรรคการเมืองใดก็ได้ ผู้สมัครรับเลือกตัง้ก็มีสิทธิที่จะเลือกสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้
2.หลักการเลือกตัง้ตามกำหนดเวลา การเลืองตั้งจะต้องมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน
3. หลักการเลือกตั้งอย่าบริสุทธิ์ยุติธรรม การเลือกตั้งเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่มีการโกง หรือใช้อิทธิพลเงิน หรืออำนาจหน้าที่ในการบีบบังคับวื้อคะแนนเสียงเพื่อตนเองและหมู่คณะ
4. หลักการใช้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างเสมอภาค การให้สิทธิแก่ประชาชนโดยไม่มีการกีดกันหรือจำกัดสิทธิบุคคลใดเป็นพิเศษ ทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเสียงคนละหนึ่งคะแนนและคะแนนทุกเสียงมีนำหนักเท่ากัน
5. หลักการออกเสียงโดยทั่วไป การเปิดโอกาสให้มีการออกเสียงเลือกตั้งอย่างทั่วถึงแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เว้นแต่มีข้อจำกัดอันเป็นที่รับรองกันทั่วไป
6.หลักการลงคะแนนลับ การออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนถือเป็นสิทธิของผู้เลือกตั้งโดยเด็ดขาด โดยที่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องบอกผู้อื่นว่าเลือกใคร ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากการข่มขู่บังคับจากอิทธิพลใดๆที่จะมีผลต่อความปลอดภัยของผู้เลือกตั้ง
7. บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
1. วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
2. เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
3. ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
4. อยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
การใช้สิทธิเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
1. ผู้ที่มีสัญชาติไทย ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาไม่น้อยกว่า 5 ปี
2. มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
การตรวจดูรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
1. ที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอ
2. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด
3. ประชาชนสามารถไปตรวจดูรายชื่อ และขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งปี
บัตรเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งมี 2 แบบ
1. บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
2. บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
วิธีการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง
1. แสดงบัตรประจำประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ที่หน่วยเลือกตั้ง
2. รับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ (บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 1 ใบ และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 1 ใบ)
3. พิมพ์ลายนิ้วมือหัวแม่มือขวาที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้รับบัตรเลือกตั้งแล้ว
(ถ้ามีการร้องเรียนว่าที่หน่วยเลือกตั้งนั้นมีการทุจริตการเลือกตั้ง ต้นขั้วนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญในการ
ตรวจสอบ)
4. เข้าคูหา ทำเครื่องหมายกากบาทในบัตรเลือกตั้ง
- กากบาทเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงหมายเลขเดียว ที่บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
- กากบาทเลือกพรรคการเมืองเพียงหมายเลขเดียว ที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
- ถ้าไม่ต้องการลงคะแนนให้ใคร หรือพรรคการเมืองใด กากบาทที่ช่องไม่ลงคะแนน
5. หย่อนบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองทีละใบ ต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
ปัจจุบันการเลือกตั้งมี 2 แบบ คือ
1. การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
2. การเลือกตังแบบบัญชีรายชื่อ
การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
ส.ส. จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีจำนวน 400 คน