LAN
เครือข่าย LAN และ WAN

 

หากย้อนไปเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว คอมพิวเตอร์เครื่องแรกกำเนิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ต่อมาคอมพิวเตอร์ก็มีบทบาทสร้างสรรค์สังคมมนุษย์เข้ามาช่วยเหลืองานต่าง ๆ ของมนุษย์มากมาย
จินตนาการการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีมานานแล้ว โดยเฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์หลายท่านได้สร้างจินตนาการให้เห็นระบบสื่อสารที่ทรงพลัง โดยมีคอมพิวเตอร์ช่วยเป็นสื่อในการรับส่งข้อมูลระหว่างกัน
จุดเริ่มต้นของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1962 Licklider แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้บันทึกแนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ชื่อ Galactic Network โดยแสดงจินตนาการให้เห็นหลักการของเครือข่ายทางวิชาการ พร้อมทั้งประโยชน์ที่จะใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการพูดคุย สื่อสาร อภิปราย ส่งข่าวระหว่างกัน และเชื่อมโยงกันทั่วโลก
ต่อมา Licklider ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมงานวิจัยตามความต้องการของกระทรวงกลาโหม
อเมริกัน ในโครงการที่ชื่อ DARPA ร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอีกหลายคน

PACKET SWITCHING EMERGED

ความคิดในช่วงแรกของการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์อาศัยหลักการพื้นฐานทางด้านการสวิตชิ่งของระบบโทรศัพท์ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้เชื่อมต่อกันในวงจรระหว่างจุดไปจุด จึงเรียกว่า "การสวิตช์วงจร" (Circuit Switching) จุดอ่อนของการสวิตช์วงจรที่เชื่อมระหว่างสองจุด ทำให้ใช้ข้อมูล ข่าวสารในเครือข่ายไม่เต็มประสิทธิภาพ และมีข้อยุ่งยากหากต้องการสื่อสารกันเป็นจำนวนมาก
Leonard Kleinrock แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้เสนอแนวคิดในการสร้างเครือข่ายให้มีการรับส่ง
ข้อมูลเป็นแพ็กเก็ต  (Packet)  โดยได้เสนอบทความในวารสารตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1961 ต่อมาได้พิมพ์เป็นเล่มในปี ค.ศ. 1964 และเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จนถึงปัจจุบัน
การสื่อสารบนเครือข่ายแบบแพ็กเก็ต (Packet) เป็นวิธีการที่ให้ผู้ส่งข่าวสารแบ่งแยกข่าวสารเป็นชิ้นเล็ก ๆ บรรจุเป็นกลุ่มข้อมูล โดยมีการกำหนดแอดเดรสปลายทางที่จะส่งข่าวสาร หลังจากนั้นระบบจะนำแพ็กเก็ต นั้นไปส่งยังหลายทาง
ในปี ค.ศ. 1965 มีการทดลองการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างมหาวิทยาลัย MIT กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผ่านทางสายโทรศัพท์และใช้หลักการแพ็กเก็ต
ความคิดทางด้านการรับส่งข้อมูลเป็นชิ้นเล็ก ๆ แบบแพ็กเก็ตได้รับการยอมรับ จนในที่สุดมีการพัฒนาจากแนวความคิดนี้ไปหลายแนวทาง จนได้วิธีการรับส่งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบ
ซึ่งเป็นจุดกำเนิดเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ เช่น 25, TCP/IP, Frame Relay etc.
เมื่อมีการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมโยงถึงกัน ก็เกิดแนวคิดในการสร้างมาตรฐานที่จะทำให้ระบบการเชื่อมโยงมีลักษณะเปิดมากขึ้น กล่าวคือ การนำผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อมาเชื่อมต่อกันได้ จึงมีวิธีการแบ่งระดับการสื่อสารออกมาเป็นชั้น (Layer) แต่ละขั้นจะมีการวางมาตรฐานกลางเพื่อให้การเชื่อมเครือข่ายที่แตกต่างกันสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้

LAN

ลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมด จึงมีการแบ่งแยกเครือข่ายเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายภายในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน เรียกว่า LAN (Local Area Network) และการเชื่อมโยงระยะไกล ที่เรียกว่า WAN (Wide Area Network)
เครือข่าย LAN เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในอาคารเดียวกัน สามารถ
ดูแลได้เอง การเชื่อมโยงเครือข่าย LAN ที่นิยมใช้กันมี 2 รูปแบบดังนี้
เครือข่าย LAN แบบอีเทอร์เน็ต มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 Mbps. มีพื้นฐานรูปแบบการเชื่อมโยงร่วมกันแบบบัส คือ ทุกอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียว ดังนั้นการรับส่งต้องมีการจัดการไม่ให้รับส่งพร้อมกันเกินกว่าหนึ่งคู่ ขบวนการรับส่งข้อมูลจึงถูกกำหนดขึ้น โดยให้อุปกรณ์ที่จะส่งข้อมูลตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดวิ่งอยู่บนสายหรือไม่ หากไม่มีจึงส่งได้ และถ้ามีการชนกันของข้อมูลบนสายก็จะส่งใหม่ การหลีกเลี่ยงการชนกันจึงกระทำได้ในเครือข่ายระยะใกล้
เครือข่าย LAN แบบโทเก็นริง มีความเร็ว 16 Mbps. เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนโดยแพ็กเก็ตข้อมูลจะวิ่งวนในทิศทางใดทางหนึ่ง ถ้ามีแอดเดรสปลายทางเป็นของใคร อุปกรณ์นั้นจะรับข้อมูลไป การจัดการรับส่งข้อมูลในวงแหวนจึงเป็นไปอย่างมีระเบียบ
เครือข่าย LAN ที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกันสามารถเชื่อมโยงเข้าหากัน แต่ทุกตัวจะมีแอดเดรสประจำ และแอดเดรสเหล่านี้จะซ้ำกันไม่ได้ โดยปกติผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายได้กำหนดแอดเดรสเหล่านี้มาให้แล้ว
เพื่อจะให้เชื่อมโยงเครือข่ายต่างมาตรฐานกันได้นั้น มีวิธีการพัฒนาให้ระบบสามารถนำแพ็กเก็ต เฉพาะของเครือข่ายมาใส่ในแพ็กเก็ตกลางที่เชื่อมโยงระหว่างกันได้ เช่น TCP/IP ตัวอย่าง เช่น ถ้าต้องการเชื่อมเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกันให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน
เครือข่ายอีเทอร์เน็ตมีแพ็กเก็ตเฉพาะเมื่อจะส่งออก ก็นำแพ็กเก็ตเฉพาะมาเปลี่ยนถ่ายลงในแพ็กเก็ต TCP/IP แล้วส่งต่อ.. แพ็กเก็ต TCP/IP จึงเป็นแพ็กเก็ตกลางที่พร้อมรับแพ็กเก็ตย่อยอื่นได้ ดังนั้นการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย เช่น อีเทอร์เน็ตในปัจจุบันจึงเกิดขึ้นได้

WAN

เครือข่าย WAN เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็นหลาย ๆ กิโลเมตร
ดังนั้นความเร็วในการเชื่อมโยงระหว่างกันอาจไม่สูงมากนัก เพราะระยะทางไกลทำให้มีสัญญาณรบกวนได้สูง ความเร็วจึงอยู่ในระดับช่วง 9.6-64 Kbps และ 1.5-2 Mbps ขึ้นอยู่กับแอพพลิเคชั่นและขนาดของข้อมูล
ทั้งเครือข่ายแบบ LAN และ WAN ล้วนแล้วแต่ใช้หลักการของแพ็กเก็ตสวิตชิ่ง กล่าวคือ มีการกำหนดวิธีการรับส่งข้อมูลเป็นแพ็กเก็ต โดยให้แต่ละอุปกรณ์มีแอดเดรสประจำ วิธีการรับส่งมีได้หลากหลาย เราเรียกวิธีการว่า "โปรโตคอล (Protocol)" ดังนั้นจึงมีมาตรฐานการเชื่อมโยงระยะไกลมีการกำหนด
แอดเดรส เช่นในเครือข่าย X.25 ข้อมูลจากที่หนึ่งส่งเป็นแพ็กเก็ตส่งต่อไปยังปลายทางได้
ข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตจากจุดเริ่มต้น มีแอดเดรสกำกับตำแหน่งปลายทางและตำแหน่งต้นทางแอดเดรส
เหล่านี้เป็นรหัสที่รับรู้ได้ อุปกรณ์สวิตช์จะเลือกทางส่งไปให้ หากมีปัญหาใดทำให้ปลายทางรับได้ไม่ถูกต้อง
เช่นมีสัญญาณรบกวน ระบบจะมีการเรียกร้องให้ส่งให้ใหม่เพื่อว่าการรับส่งข้อมูลจะต้องถูกต้องเสมอ ระบบการโต้ตอบเหล่านี้จึงเป็นมาตรฐานที่กำหนดของเครือข่ายนั้น ๆ

PUBLIC WAN

 ดังนั้น เครือข่าย WAN จึงเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างองค์กร ระหว่างเมือง หรือระหว่างประเทศ
และเพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพจึงมีองค์กรกลางหรือผู้ให้บริการเครือข่ายสาธารณะเข้ามาช่วยจัดการเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น เครือข่ายสาธารณะที่ใช้ร่วมกันของทศท. และกสท. หรือ เครือข่ายบริการ เช่น
ดาต้าเนต เป็นต้น
 เครือข่ายในปัจจุบันมีการเชื่อมเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายย่อยเข้าด้วยกัน จะเป็นอีเทอร์เน็ต
หรือโทเก็นริงก็ได้ แล้วยังเชื่อมต่อออกจากองค์กรผ่านเครือข่าย WAN ทำให้เครือข่ายทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกัน จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายให้มีความเร็วสูงในการรับส่งข้อมูล ซึ่งเครือข่าย WAN ที่ใช้ตัวกลางเป็นเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) สามารถส่งรับข้อมูลได้เร็วไม่น้อยกว่าเครือข่าย LAN  การพัฒนาเทคโนโลยีบนถนนเครือข่าย LAN และ WAN จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะไปได้ไกลเพียงใด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปด้วย
คำว่า Information Super Highway ก็คือถนนเครือข่าย WAN ที่เชื่อม LAN ทุกเครือข่ายเข้าด้วยกันนั่นเอง

ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network, LAN)

              เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารที่ใช้ในสถานที่จำกัด  เพื่อให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและแบ่งกันใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกันได้

วัตถุประสงค์ของการใช้งานในระบบแลน (Local Area Network, LAN)

  • ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่อยู่ใกล้กัน
  • ต้องการแบ่งปันทรัพยากรต่างๆเพื่อใช้ร่วมกัน เช่นอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์บางชนิดมีราคาสูงมาก

 รูปแบบของการเชื่อมโยงเครือข่าย หรือโทโปโลยี (LAN Topology)

          โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่าย  ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง  โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน  จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ  ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ  เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งาน  รูปแบบของโทโปโลยีของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้
 

โทโปโลยีรูปดาว (Star)

           เป็นหลักการส่งและรับข้อมูลเหมือนกับระบบโทรศัพท์ การควบคุมจะทำโดยสถานีศูนย์กลาง ทำหน้าที่เป็นตัวสวิตชิ่ง  ข้อมูลทั้งหมดในระบบเครือข่ายจะต้องผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง  (Center Comtuper)

           เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาว (STAR)  หลายแฉก โดยมีศูนย์กลางของดาว  หรือฮับเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย  ศูนย์กลางจึงมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมดภายใน  นอกจากนี้ศูนย์กลางยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลอีกด้วย การสื่อสารภายในเครือข่ายแบบ STAR  จะเป็นแบบ  2  ทิศทางโดยจะอนุญาตให้มีเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้  จึงไม่มีโอกาสที่หลาย ๆ โหนดจะส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายในเวลาเดียวกัน  เพื่อป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูล  เครือข่ายแบบ STAR  เป็นโทโปโลยีอีกแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน 

          ข้อดี ของเครือข่ายแบบ STAR คือการติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย  หากมีโหนดใดเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย  และศูนย์กลางสามารถตัดโหนดนั้นออกจากการสื่อสารในเครือข่ายได้
 
 


 

          ข้อเสีย ของเครือข่ายแบบ  STAR คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางมีราคาแพง  และถ้าศูนย์กลางเกิดความเสียหายจะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้เลย  นอกจากนี้เครือข่ายแบบ STAR  ยังใช้สายสื่อสารมากกว่าแบบ  BUS  และ แบบ RING
 

โทโปโลยีแบบบัส (Bus)

            โทโปโลยีแบบบัสต่างกับโทโปโลยีแบบดาว  ตรงที่แบบดาวเมื่อมีสถานีงานจำนวนมากเท่าใด จำนวนสายสัญญาณก็จะมากขึ้นเท่านั้น

            ในระบบเครือข่าย LAN โทโปโลยีแบบ BUS   นับว่าเป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ  ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย  ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อน  ลักษณะการทำงานของเครือข่ายโทโปโลยีแบบ BUS คืออุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสายสื่อสารหลักที่เรียกว่า  "บัส"  (BUS)เมื่อโหนดหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปให้ยังอีกโหนด หนึ่งภายในเครือข่าย  ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ  ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบด้วยตำแหน่งของผู้ส่งและผู้รับ  และข้อมูล  การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ  2  ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัสจะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator)    ทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณ  เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก     เป็นการป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูลอื่น ๆ  ที่เดินทางอยู่บนบัส 

             สัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่งเมื่อเข้าสู่บัสจะไหลผ่านไปยังปลายทั้ง  2  ข้างของบัส  แต่ละโหนดที่เชื่อมต่อเข้ากับ บัสจะคอยตรวจดูว่า ตำแหน่งปลายทางที่มากับแพ็กเกจข้อมูลนั้นตรงกับตำแหน่งของตนหรือไม่  ถ้าใช่ก็จะรับข้อมูลนั้นเข้ามาสู่โหนดตน  แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยให้สัญญาณข้อมูลนั้นผ่านไป  จะเห็นว่าทุก ๆ โหนดภายในเครือข่ายแบบ BUS นั้นสามารถรับรู้สัญญาณข้อมูลได้ แต่จะมีเพียงโหนด ปลายทางเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่จะรับข้อมูลนั้นไปได้ การควบคุมการสื่อสารภายในเครือข่ายแบบ BUS มี   2  แบบคือ

            1. แบบควบคุมด้วยศูนย์กลาง (Centralized)  ซึ่งจะมีโหนดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการสื่อสารภายในเครือข่าย  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์เซิร์ฟเวอร์ 

            2. การควบคุมแบบกระจาย  (Distributed)  ทุก ๆ โหนดภายในเครือข่ายจะมีสิทธิในการควบคุมการสื่อสารแทนที่จะ เป็นศูนย์กลางควบคุมเพียงโหนดเดียว  ซึ่งโดยทั่วไปคู่โหนดที่กำลังทำการส่ง-รับข้อมูลกันอยู่จะเป็นผู้ควบคุมการสื่อสารในเวลานั้น

            ข้อเสีย  อย่างหนึ่งของเครือข่ายแบบ BUS คือการไหลของข้อมูลที่เป็น  2 ทิศทางทำให้ระบุจุดที่เกิดความเสียหายในบัสยาก  และโหนดที่ถัดต่อไปจากจุดที่เกิดความเสียหายจนถึงปลายของบัสจะไม่สามารถทำการสื่อสารข้อมูลได้ แต่โหนดที่อยู่ก่อนหน้าจุดเสียหายจะยังคงสื่อสารข้อมูลได้

โทโปโลยีรูปวงแหวน (Ring)

              เครือข่ายแบบ RING  เป็นการสื่อสารที่ส่งผ่านไปในเครือข่าย ข้อมูลข่าวสารจะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปในทิศทางเดียวเหมือนวงแหวน  หรือ RING นั่นเอง  โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ  BUS  ในแต่ละโหนดหรือสเตชั่นจะมีรีพีตเตอร์ประจำโหนด  1  เครื่อง  ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข่าวสารที่จำเป็นต่อการสื่อสาร ในส่วนหัวของแพ็กเกจ  ข้อมูลสำหรับการส่งข้อมูลออกจากโหนด  และมีหน้าที่รับแพ็กเกจข้อมูลที่ไหลผ่านมาจากสายสื่อสาร เพื่อตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ส่งมาให้โหนดตนหรือไม่  ถ้าใช่ก็จะคัดลอกข้อมูลทั้งหมดนั้นส่งต่อไปให้กับโหนดของตน  แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยังรีพีตเตอร์ของโหนดถัดไป
 

              ข้อดี ของเครือข่ายแบบ  RING  คือผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ โหนดพร้อมกัน  โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล  รีพีตเตอร์ของแต่ละโหนดจะทำการตรวจสอบเอง ว่ามีข้อมูลส่งมาให้ที่โหนดตนเองหรือไม่  การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ  RING  จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากโหนดสู่โหนด  จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล

              ข้อเสีย คือ ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย  ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังโหนดต่อไปได้  และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่ายขาดการติดต่อสื่อสารได้  ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละโหนด เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ รีพีตเตอร์จะต้องทำการคัดลอกข้อมูล  และตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูล  อีกทั้งการติดตั้งเครือข่ายแบบ RING  ก็ทำได้ยากกว่าแบบ  BUS  และใช้สายสื่อสารมากกว่า

 
 
 
โดยปกติ LAN จะเป็นแบบมีสาย มีมาตรฐานอยู่ที่ 10 Mbps Ethernet หรือ 100Mbps Fast Ethernet ปัจจุบันมีถึงระดับ Gigabit Ethernet ข้อจำกัดของ LAN ธรรมดาก็คือ สภาวะแวดล้อมในบางลักษณ์ อาจจะทำให้ไม่สะดวกในการติดตั้ง เช่น ในห้องประชุม , Boot แสดงสินค้า  หรือการจัดนิทรรศการ ดังนั้น เขาจึงต้องการอะไรก็ได้ที่คล้ายกับ LAN ธรรมดา ใช้งานเหมือนปกติ แต่ไม่มีสาย นั่นก็คือ Wireless LAN (WLAN) นั่นเอง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เหมือนกับอินเทอร์เน็ต หรือใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับอินเทอร์เน็ต สามารถเข้ากันได้กับระบบอินเทอร์เน็ตเดิม แต่ไม่ต้องใช้สายทองแดงในการเชื่อมต่อ ซึ่งมาตรฐานของ Wireless LAN เรียกว่า IEEE802.11b มีความเร็วสูงสุดตามมาตรฐานที่ 11 Mbps
 
WLAN ถูกกำหนดระยะทางไว้ตามมาตรฐาน IEEE802.11b ที่ 300 ฟุต ในที่โล่ง แต่เนื่องจากเป็นความถี่ในย่านไมโครเวฟ เพราะฉะนั้น เวลาวิ่งผ่านอุปสรรคต่าง ๆ เช่น กำแพง ตู้ หรือโต๊ะทำงาน หรือแม้แต่ตัวคนเองก็จะมีผลกระทบทำให้สัญญาณลดทอนลงไป โดยเฉพาะตัวคนมีโมเลกุลของน้ำอยู่ภายในค่อนข้างมาก เมื่อมันวิ่งผ่านตัวคนสัญญาณก็จะจางลงไปเป็นอย่างมาก
 
WLAN ถูกกำหนดระยะทางไว้ตามมาตรฐาน IEEE802.11b ที่ 300 ฟุต ในที่โล่ง แต่เนื่องจากเป็นความถี่ในย่านไมโครเวฟ เพราะฉะนั้น เวลาวิ่งผ่านอุปสรรคต่างๆ เช่น กำแพง ตู้ หรือโต๊ะทำงาน หรือแม้แต่ตัวคนเองก็จะมีผลกระทบทำให้สัญญาณลดทอนลงไป โดยเฉพาะตัวคนมีโมเลกุลของน้ำอยู่ภายในค่อนข้างมาก เมื่อมันวิ่งผ่านตัวคนสัญญาณก็จะจางลงไปเป็นอย่างมาก
 
วันนี้ประชาคมธรรมศาสตร์จะได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ด้วย WLAN สองมาตรฐานด้วยกันคือ IEEE802.11b ความเร็วสูงสุดคือ 11 Mbps และ IEEE802.11g ความเร็วสูงสุดคือ 54 Mbps
 
วันนี้ประชาคมธรรมศาสตร์จะได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ด้วย WLAN สองมาตรฐานด้วยกันคือ IEEE802.11b ความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps และ IEEE802.11g ความเร็วสูงสุดคือ 54 Mbps

 

  สำหรับผู้เริ่มต้นใช้ระบบ TU-WLAN
 
ความจริงก็คือว่า ไม่ว่าจะไปใช้งาน wlan ที่ไหนๆ ความรู้พื้นฐานเราต้องมีและต้องกระทำคือ ทำการสำรวจตรวจสอบความพร้อมทางด้าน Hardware กันก่อนดีกว่า ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือนิยมเรียกกันว่า Notebook ของแต่ละคนนั้นมี wireless lan card ติดตั้งมากับเครื่องด้วยหรือไม่ ส่วนมากเลย Notebook ในยุคปัจจุบันจะติดตั้งมากับเครื่องที่เรียกว่า build-in กันแบบเสร็จสรรพ
  วิธีการตรวจสอบ
 
ขออ้างอิงที่ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP
 

1. ที่ี่ My Computer ให้เรา Click mouse ปุ่มขวามือแล้วเลือก Properties

   
 

2.  เราก็จะได้ภาพ System Properties

   
 

3. Click mouse ที่หัวข้อ Hardware

   
 
4. Click mouse ที่ Device Manager เราก็จะเห็น Hardware ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง ของเราเยอะแยะมากมาย ดังภาพ
   
 
5. ที่หัวข้อ Network Adapters ด้านซ้ายมือสุดจะเห็นเครื่องหมาย + ให้เรา click mouse ลงไป แล้วเราก็จะเห็นรายการของ Network Adapters ที่ถูกติดตั้งมาในเครื่องนี้
   
  โปรดสังเกตดังนี้นะคะครับ
* Wireless LAN Card เครื่องนี้ใช้ยี่ห้อ Intel รุ่น PRO/Wireless 2200BG คำว่า B,G คงรู้จักกันในช่วงแนะนำกันแล้วนะครับ ส่วนจะเป็นยี่ห้อไหน รุ่นอะไรก็สุดแล้วแต่ อาจจะเป็น B ตัวเดียว (โดยเฉพาะ Notebook รุ่นเก่าก็ใช้ได้)
 
** หากมีเครื่องหมาย หน้ารายการดังกล่าว แสดงว่า มันถูก Disable อยู่ ก็ให้ click mouse ปุ่มขวา แล้วเลือก Enable อุปกรณ์ดังกล่าวจะได้กลับมามีชีวิตใช้งานได้
 
***  หากมีเครื่องหมาย  แสดงว่า Device Drivers ซึ่งหมายถึง Software ของอุปกรณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้มีการติดตั้ง หรือติดตั้งผิดพลาด ข้อนี้คงต้องเกี่ยวกับ Admin หน่อยละครับ (รู้จัก Admin คนไหนก็ลองหิ้วเครื่องฯ ไปหาเขาดู) เมื่อเสร็จภาระกิจ ก็ปิดหน้าต่างที่เราเข้าไปทำงานด้วย แล้วกลับมาตั้งต้นที่ Background
 
6. ก่อนจะจบ Hardware ดูอีกนิดครับ เพราะ Notebook หลาย ๆ ยี่ห้อ ได้ทำสวิทช์โยกไว้ (จะเป็นหน้าด้าน หรือด้านข้างก็พลิกดูด้วยครับ เดี๋ยวจะไม่ทำงาน)
   
 
7. Click mouse ที่ปุ่ม Start, มาที่ Connect to แล้ว Click mouse ที่หัวข้อ Wireless Network Connection เพื่อผลลัพธ์ดังนี้
   
 
8. ที่ด้านบนสุดซ้ายมือ Click mouse ที่หัวข้อ General, ที่ด้านล่างซ้ายมือ Click mouse ที่หัวข้อ Properties
   
 
** หน้าต่างนี้ถือว่าสำคัญทีเดียวครับ เพราะจะต้องกำหนดวิธีการที่จะได้มาซึ่ง IP-Address หากข้ามขั้นตอนนี้ไปแล้วเดี๋ยวจะใช้งานไม่ได้**
 
9. ที่ Scroll Bar ด้านขวามือ ให้ Scroll Down ลงมาจนพบรายการ Internet Protocol ดังรูป
   
 
10. Double Click mouse ทับที่รายการ Internet Protocol (TCP/IP) อย่าทำให้ เครื่องหมาย  หน้ารายการดังกล่าวหายไปเชียวนะครับ แล้วก็จะปรากฏภาพดังนี้
   
 
ภาพที่ปรากฏภายใต้หัวข้อ General เราจะกำหนดวิธีการได้มาซึ่ง IP-Address ซึ่งเป็นหัวใจในการใช้งานบน Internet ด้วยการ click mouse ที่หน้ารายการ Obtain an IP address automatically และ Obtain DNS server address automatically ตามลำดับ เสร็จแล้ว click mouse ที่ปุ่ม OK แล้วหน้าต่างนี้จะปิดแล้วกลับไปที่หน้าต่างก่อนหน้านี้คือ รูปในข้อ 9
 
* ต่อรูปที่ 9 กันอีกนิด กรุณา Check Box ในกรอบสี่เหลี่ยมด้านหน้าของสองบรรทัด ด้านล่างสุด ให้ปรากฏเครื่องหมาย  เพื่อว่าต่อไปเราจะได้ทำงานแบบง่าย ๆ ที่ Task bar ด้านขวามือ โดยไม่ต้องเข้ามาหลายขั้นตอนอย่างนี้ก็ได้ (ไม่เลือกก็ไม่ว่ากัน)
 
11. กลับมาที่ภาพเดิม
   
 
Click mouse ที่หัวข้อ View Wireless Networks ด้านล่างขวามือ จากนั้นเราก็จะเห็น Wireless Access Point ที่เราสามารถเชื่อมต่อเพื่อเข้าไปใช้งาน คำแนะนำคือ สังเกตดู ความแรงของสัญญาณที่ปรากฎอยู่บนจอภาพของเรา (คล้ายสัญญาณมือถือของเรานั่นแหละครับ ตัวไหนแรงที่สุดก็ให้เลือกที่ตัวนั้น ๆ แล้ว click mouse ที่ปุ่ม connect ด้านล่างขวามือ เป็นอันเสร็จพิธี
   
 
12. ทำการตรวจสอบความพร้อมในการเล่น Internet ก็ขอให้ดูภาพนี้
   
 
ขอให้ท่านผู้ใช้งานมีความเพลิดเพลินกับการท่อง Internet แบบไม่จำกัดเวลาและสถานที่