กระบวนการทำขนมลา บ้านป่าพาด ตำบลละอาย อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตขนมลา
1. แป้ง ใช้แป้งข้าวเจ้า 2 ส่วน ผสมกับแป้งข้าวเหนียว 1 ส่วน หรือ จะใช้แป้งที่สำเร็จรูปแล้วก็ได้ สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป
2. น้ำตาลปิ๊ป หรือน้ำตาลทรายแดงใช้ผสมลงไปในแป้ง เพื่อเติมความหวานเข้มให้แก่ขนมลา
3. น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดงที่เคี่ยวจนละลายแล้ว ส่วนนี้จะนำไปผสมในแป้งเพื่อที่จะนวดให้แป้งเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
4. น้ำมันในการทอดลา จะนิยมใช้น้ำมันพืช และน้ำมันปาล์ม เนื่องจากไม่ทำให้ไม่มีกลิ่นหืน และหาซื้อได้สะดวกตามท้องตลาดทั่วไป
5. ไข่แดง จะเป็นไข่เป็ดหรือไข่ไก่ก็ได้ ต้มให้สุก แต่ชาวบ้านจะนิยมใช้ไก่ไข่เนื่องจากจะมีกลิ่นคาวน้อยกว่าไข่เป็ด
อุปกรณ์ในการทำขนมลา
1. กะละมัง หรือหม้อ ใช้สำหรับผสมแป้งเพื่อทำขนมลา ขนาดของภาชนะอาจ ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของปริมาณวัตถุดิบ
2. กระทะที่ใช้สำหรับทอดขนมลาควรเป็นกระทะก้นแบน (ถ้าไม่มีใช้กระทะก้นมนก็ได้)
3. เตาถ่าน ชาวบ้านในชุมชนบ้านป่าพาด ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมใช้เตาถ่านมากกว่าเตาแก๊ส เพราะมีความประหยัดมากกว่า
4. กะลาที่นำมาใช้ในการโรยแป้ง ทำมาจากลูกมะพร้าว นำมาผ่าออกประมาณ 1/3 ของผล โดยขูดส่วนอื่นออกให้หมด จากนั้นเจาะรูเล็ก ๆ ถี่ ๆ (ประมาณ 20 รู) สำหรับโรยแป้งให้เป็นเส้น ส่วนด้ามจับทำจากไม้เนื้อแข็ง นำมาผูกติดกับกะลาที่เจาะรูไว้ โดยใช้ย่านลิเพาที่หาได้ง่ายในพื้นที่
5.ไม้แหลมสำหรับแซะขนม ชาวบ้านจะนิยมนำไม้ไผ่มาดัดแปลงใช้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งไม้แหลมสำหรับแซะขนมมีความยาวประมาณ 40 ซ.ม. ลักษณะการเหลาจะเหลาให้แบนเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน
6.ไม้ตีน้ำมัน ชาวบ้านจะนิยมนำไม้ไผ่มาดัดแปลง เนื่องจากหาได้ง่ายในพื้นที่ ซึ่งไม้ไผ่ที่นำมาใช้มีความยาวประมาณ 40 ซ.ม. นำมาเหลาแล้วมัดด้วยใยของกาบมะพร้าว มีความยาวประมาณ 5 ซ.ม.
7. กาบมะพร้าวนำมาหั่นให้มีความยาวประมาณ 6 นิ้ว หรือตามความเหมาะสม ไว้ใช้สำหรับทาไข่แดงในกระทะเพื่อป้องกันแป้งขนมลาติดกระทะเวลาโรย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งที่สามารถทำเองได้ และสามารถหาได้ในท้องถิ่น
8. กระชอน ควรหาที่มีตาข่ายละเอียด เพื่อใช้สำหรับกรอง เอาสิ่งที่เป็นตะกอนและสกปรกออกจากแป้งโดยหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป
9. ตะหลิว / ทัพพี ใช้สำหรับตักขนมลาขึ้นจากกระทะ เพื่อนำขนมลามาซ้อน ๆ กัน
10. ถ่านใช้เป็นเชื้อเพลิงในการทอดขนมลา ปัจจุบันนิยมใช้ถ่านที่ทำจากไม้เงาะเพราะให้ความร้อนที่ดี เผาไหม้ช้าและไม่สิ้นเปลืองรวมถึงเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
ขั้นตอนและวิธีการทำขนมลา
1.นำแป้งข้าวเจ้า 2 ส่วนผสมกับแป้งข้าวเหนียว 1 ส่วน ผสมลงในหม้อหรือกะละมังที่เตรียมไว้
2.เติมน้ำตาลปี๊บที่เคี่ยวและวางไว้จนเย็นแล้ว ผสมลงไปในแป้ง ใช้กรองหรือผ้าบาง ๆ กรองเอาเศษสิ่งที่เป็นตะกอนและสกปรกออกจากแป้ง
3.นวดแป้งและน้ำตาลให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ 20 นาที การสังเกตว่าแป้งพร้อมที่จะทอดหรือยังให้ สังเกตได้จาก เมื่อยกมือขึ้นแป้งจะไหลเป็นสาย ไม่ขาด ก็แสดงว่าสามารถนำไปใช้ได้
4.เตรียมก่อไฟในเตาถ่าน เพื่อใช้ทอดขนมลา อาจจะใช้แก๊สก็ได้เพื่อความสะดวก แต่สำหรับการทำขนมลาที่นี่ ชาวบ้านบอกว่าส่วนใหญ่แล้วจะใช้เตาถ่านกัน เพราะวัสดุที่นำมาใช้ก็หาได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อ ได้ช่วยประหยัดอีกทางหนึ่ง
5.หลังจากไฟติดได้อุณหภูมิที่ต้องการแล้ว กระจายถ่านให้เป็นวงกลมรอบ ๆ เตา เพื่อให้ความร้อนกระจายไปทั่ว ๆ เวลาทอดขนมลาจะได้สุกทั่วพร้อมกันทั้งแผ่น
6.ตั้งกระทะบนเตา ใช้ไข่แดงต้มสุกผสมน้ำมันพืชเช็ดกระทะให้ทั่วเพื่อป้องกันขนมติดกระทะ
7.ใช้ไม้ตีมันชุบน้ำมันพืชทาให้ทั่วกระทะก่อนโรยแป้ง
8.นำแป้งใส่ภาชนะสำหรับโรย (กะลาเจาะรู) แล้วนำไปโรยลงกระทะเป็นวงกลมสานไปสานมาหลาย ๆ ครั้งจนได้ขนาดที่ต้องการ แต่ต้องไม่ให้หนาหรือบางเกินไป
9.สุกแล้วใช้ไม้ปลายแหลมแซะแล้วนำขึ้นมาวางซ้อน ๆ กัน โรยแผ่นใหม่ต่อไป ทำแบบนี้จนแป้งหมด เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำขนมลาแล้ว ก็จะบรรจุในบรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่ายหรือนำไปจัดวางในหมฺรับสำหรับประกอบพิธีตามความเชื่อในงานบุญสารทเดือนสิบ ต่อไป
ความเชื่อและภูมิปัญญาเกี่ยวกับขนมลา
ความเชื่อเกี่ยวกับการทำขนมลา นอกจากเพื่อการนำไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วและนำไปแจกจ่ายให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตนเคารพนับถือแล้ว ยังเหลือเก็บไว้เป็นอาหารในยามที่ไปทำนา เพราะในช่วงฤดูการทำนาเป็นช่วงฤดูฝนการประกอบอาหารทำได้ลำบากเพราะในอดีต ในการประกอบอาหารต้องใช้ไม้ฟืนในการประกอบอาหาร ในฤดูฝนไม้ฟืนจะชื้นก่อไฟติดยากต้องเสียเวลาในการปรุงอาหาร ประกอบกับไม่มีเวลาในการประกอบอาหารเนื่องจากทุกคนในบ้านต้องไปช่วยกันทำนากันหมด ก็ใช้ขนมลานี่แหละกินประทังความหิวไปก่อนได้จนกว่าจะเสร็จภารกิจมาประกอบอาหารทานได้ และการที่คนนำขนมลาไปทำบุญที่วัดมากๆ ทางวัดได้เก็บขนมลาเหล่านั้นไว้ถวายพระได้เช่นกัน ในการถนอมอาหารไว้กินนานนั้นใช้วิธีการ โดยการนำขนมลามาม้วนให้กลมแล้วใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลราดลงไปเก็บใส่โอ่งหรือถังไว้ สามารถเก็บไว้ได้นานตลอดฤดูฝน หรือตลอดปีได้ ซึ่งเรียกว่า “ลาอับ”หรือ”ลาพับ” หรือในบางแห่งการใช้น้ำตาลทรายละเอียดโรยให้ทั่วแผ่นขนมลาแล้วม้วนเก็บก็ได้ หรือนำไปตากแดดให้กรอบก่อนแล้วจึงเก็บ นำมาทานใหม่จะอร่อยมาก และหวานจัด ใช้ทานแทนขนมหวานได้ดีทีเดียว
จากคำบอกกล่าวของชาวบ้านผู้เกี่ยวข้องกับความเชื่อและภูมิปัญญาเรื่องขนมลา ของชุมชนบ้านป่าพาด หมู่ที่ 17 ต. ละอาย อ. ฉวาง จ. นครศรีธรรมราช ทำให้ทราบว่า ความเชื่อและภูมิปัญญาเรื่องขนมลาของชาวชุมชนบ้านป่าพาดนั้น ไม่ได้มีข้อแตกต่างไปจากชุมชนอื่น ๆ ในภาคใต้ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในเรื่องเดียวกัน คือ " ความรัก ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และความสามัคคีปรองดองกัน การประกอบพิธีกรรมบุญสารทเดือนสิบ ที่ทำขึ้นทุกปีเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเชื่อว่าขนมลา ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนแพรพรรณ เครื่องนุ่งห่ม ใช้เป็นเสื้อผ้า ซึ่งขนมลานี้ก็เป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งในบรรดาขนม 5 ชนิดที่นำมาใช้ในการจัด หมฺรับ จากความเชื่อดังกล่าวนั้นเมื่อถึงวันทำบุญเดือนสิบ ชาวนครศรีธรรมราชไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ส่วนใหญ่จะเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อทำบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และจัดอาหารคาวหวานรวมทั้งสิ่งของให้ผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงฤดูฝนในภาคใต้จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนสิบ ชาวบ้านส่วนมากจึงถือโอกาสทำบุญ เริ่มต้นในการทำการเกษตรในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง เพราะเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้นที่เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว อีกทั้งยังเป็นการจัดเสบียงอาหารนำไปถวายพระในรูปของหมฺรับ ให้ทางวัดได้เก็บรักษาเป็นเสบียง สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในฤดูฝน นี่คือกุศโลบายที่ถูกแฝงไว้ในพิธีกรรมและความเชื่อของคนรุ่นเก่าก่อนและถูกนำมาถ่ายทอดเพื่อเป็นคำสอนให้แก่อนุชนรุ่นหลังถึงการแสดงความกตัญญูกตเวทีของชาวชาวภาคใต้โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช
จากการทำขนมลาแบบดั้งเดิมเพื่อประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อในพิธีบุญสารทเดือนสิบ ในปัจจุบันยังมีการต่อยอดทางความคิด โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหาร ทำเป็นขนมลากรอบเพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมอาชีพตามโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” (OTOP) เพื่อขยายโอกาสในการจัดจำหน่ายอีกทางหนึ่ง
ดิฉันเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลอ่อนจันทร์ เป็นครูสอนอยู่โรงเรียนวัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ตระกูลอ่อนจันทร์อยู่ที่มาบเตย อยากรู้จักคุณพงค์ประสิทธ์ อ่อนจันทร์ ดิฉันคิดว่าเราคงเป็นญาติกัน ดิฉันค้นหาการทำขนมลา พอเห็นสกุลดิฉันดีใจมาก