หลังจากที่เช้าวันนี้ เรามี case วุ่นวายมาก ทั้งที่เป็น case วิกฤตสุขภาพจิต และ case มาบำบัดยาเสพติด คนไข้ที่เป็น case วิกฤตสุขภาพจิตนั้นมีคนโทรมารายงานว่าจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ว่า มีคนไข้พูดไม่รู้เรื่องเดินไปเดินมา ไม่นิ่ง มีอาการควบคุมตนเองไม่ได้ ดิฉันจึงรีบลงไปดู(จิตเวชอยู่ชั้นสอง) ก็กำลังพบว่าคนไข้เดินไปเดินมา พอเข้าไปทักทายพร้อมประเมินอาการทางจิตคนไข้ตอบได้แต่ชื่อของตัวเอง แต่การรับรู้อย่างอื่นผิดปกติ พร้อมกับมีอาการหวาดระแวง มีหูแว่ว และรู้สึกว่ามีตัวแมลงไต่ตามตัว และทนนั่งนานๆ ไม่ได้ มักลุกเดิน จนต้องตาม รปภ.มาช่วยควบคุมด้วย จากนั้นจึงพาไปพบแพทย์ที่แผนกฉุกเฉินเพื่อฉีดยาควบคุมอาการ และนำส่งต่อไปที่ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์

       ภาพความร่วมมือที่มองเห็นจากการทำงานในลักษณะนี้ จะเห็นการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก ER (แผนกฉุกเฉิน)  ทีมไกล่เกลี่ยของโรงพยาบาล  และทีมบริหาร จิตเวชจะเป็นหลักในการ Approach ผู้ป่วยว่าจะดูแลจัดการอย่างไรบ้าง ซึ่งใน case นี้หลังจากประเมินสภาพทางจิตแล้ว เราก็นำส่งพบแพทย์ที่ ER เพื่อให้ได้รับยาฉีดที่ทำให้ผู้ป่วยสงบก่อน จากนั้นเราก็ประสานไปที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ เพื่อส่งต่อผู้ป่วย (Refer) แล้วก็ประสานกับ ER เองในเรื่องรถ Refer พร้อมพยาบาลที่ไปพร้อมกับ case แต่สำหรับรายนี้เราขอบุคลากรที่เป็นผู้ชาย ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบริหารก็ได้อนุมัติ รปภ. ให้นั่งรถไปพร้อมด้วยคนหนึ่ง

       แต่สิ่งที่เราลืมไม่ได้สำหรับการจัดการครั้งนี้ คือ การเดินทางของญาติเพราะหากว่าส่งไปแล้วผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยโรงพยาบาลรับให้นอน (Admit) แล้วล่ะก็ญาติจะต้องเดินทางกลับมาเอง เพราะรถ Refer แค่ไปส่งแต่ไม่ได้อยู่รอ เพราะจนกว่ากระบวนการตรวจรักษาจะเสร็จใช้เวลานาน ดังนั้น ญาติจึงต้องเดินทางกลับมาเอง สำหรับคนไข้รายนี้ญาติบอกว่าสามารถเดินทางกลับมาเองได้ เราจึงไม่ต้องห่วงและกังวลมาก

        การจัดการในกรณีนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้กับการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จากการที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบ หรือเสี่ยงต่อการเกิดอาการเอะอะอาละวาด การที่เราสามารถ Approach และประเมินคนไข้ได้เร็วเท่าไร และการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีแล้ว โอกาสการเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ย่อมไม่มี