นักวิชาการตะวันตกเรียกว่า "Competencies" และศึกษากันมายาวนานโดยต่อยอดองค์ความรู้จากท่าน Prof.David C McCleland ปัจจุบันได้บูรณาการแตกกิ่งก้านสาขากันไปมากมาย แต่ปรัชญาที่สำคัญก็ยังคงเป็นแก่นแท้และสาระเดิม นั่นก็คือ "การทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมในการทำงานตามต้องการขององค์กร ก็เท่านั้นเอง"

    มนุษย์นั้นเป็นสัตว์โลกเพียงชนิดเดียวที่มีสมองอันแสนชาญฉลาดในการทำหน้าที่ต่างๆและหมายรวมถึง หน้าที่ในการแยกแยะความผิดชอบชั่วดีที่มนุษย์ทุกคนมีค่าเริ่มต้นในการติดตั้งมาตาม"แรงแห่งกรรม"
    คำว่า "แรงแห่งกรรม" เปรียบไปแล้วก็คือผลแห่งการกระทำในอดีตชาติ และถูกกำหนดให้ติดตัวตนมาอยู่ในภพชาติใหม่ ภาษานักวิชาการเขาอาจเรียกว่า "ศักยภาพ" บ้าง "สมรรถนะ" บ้าง นักวิชาการตะวันตกหลายท่านได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังมานานมากแล้ว และได้นำมาสร้างเป็นระบบพัฒนามนุษย์ กระตุ้นให้มนุษย์ได้ระเบิดศักยภาพของตนเองออก
มาใช้อย่างเต็มที่โดยใช้วิธีการ เสริมสร้าง "ขีดความสามารถ" ให้กับมนุษย์ ปัจจุบันที่เรารู้จักกันอย่างแพร่หลายก็คือ "Competencies" ของ Mccleland นั่นเอง
    ในแนวทางของ Competencies นั้น ก็จะมีทั้งระบบอเมริกา และระบบอังกฤษ จุดดีจุดด้อยก็แตกต่างกันไปแต่ในทัศนะส่วนตัวของผมแล้ว วิถีของอเมริกาจะเป็นนามธรรมเสียมาก และมักต้องใช้จิตใจที่เป็นธรรมจริงๆในการประเมิน (ทุกวันนี้ระบบการประเมินผลต่างๆในบ้านเราผู้มีอำนาจในการประเมินมักใช้ความรู้สึกที่มาจากอารมณ์หยาบๆมาประเมิน) แต่ถ้ามนุษย์เรารับรู้และเปิดใจที่จะปรับปรุงตนเองจนสามารถปรับเป็นกรอบแนวคิดแห่งตนได้มันจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนอย่างที่สุด ส่วนของระบบอังกฤษผมได้เห็นส่วนราชการนำมาใช้กันค่อนข้างมาก เพราะมันเป็นรูปธรรม มันมองเห็น มันมีหลักฐานที่ต้องใช้ยืนยันในการที่เราจะตอบว่า ขีดความสามารถของเราเพิ่มขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ ดูแล้วก็ค่อนข้างยุติธรรมดีนะครับ แต่ผมมีความเห็นว่ามันจะทำให้มนุษย์เรายึดติดสิ่งที่เป็นวัตถุมากจนเกินไป แล้วท้ายที่สุดก็ไม่ได้สนใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง
    Competencies จะกล่าวถึงสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากและเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์เราทุกคน เพียงแต่ว่าเราจะรับรู้  รู้สึกถึง หรือรู้จักมันดีพอแค่ไหน เปรียบเสมือนส่วนของภูเขา
น้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ เป็นส่วนที่คนเรามองไม่เห็น แต่มีปริมาตรมหาศาลเต็มเปี่ยมด้วยพลังสามารถจมเรือเดินสมุทรใหญ่ๆอย่าง "ไททานิค" ได้ทั้งลำ ถ้าเทียบกับส่วนที่อยู่เหนือผิวน้ำที่จะมีเพียงน้อยนิด และคนทั่วไปมองเห็น การใช้ชีวิตของมนุษย์เราทุกวันนี้เรามักมุ่งเน้นแต่การให้ความสำคัญส่วนที่น้อยนิดเหนือผิวน้ำ โหยหาแต่สิ่งภายนอกเข้ามายัดเยียดให้กับตนเอง ซึ่งเราเรียกมันว่า "ความรู้ และทักษะ" แต่ถ้าผมถามว่า คุณรู้แค่ไหน? จริงหรือที่ว่าคุณรู้ ยกตัวอย่างไม่ต้องเอาเรื่องยากมาก เอาเรื่องง่ายๆที่ใครๆก็รับรู้ได้แล้วกัน.... หากคุณเดินไปแล้วบังเอิญเจอแบงค์พันตกอยู่ที่พื้น โดยที่คุณมองเห็นและบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลย คุณจะมีทักษะในการจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
    ผมเชื่อว่าคนที่มีภูมิสมองไม่บกพร่องและสามารถ "แยกแยะ" ได้เขาก็จะมีทักษะในการจัดการที่อยู่บนพื้นฐานของ "จริยธรรม" เป็นหลัก (ประเทศที่พัฒนาแล้วประชากรส่วนใหญ่เขาจะยึดถือเรื่องนี้มาก) เรื่องแบบนี้แทบไม่ต้องไปเรียนในโรงเรียน ไม่ต้องเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองดี เพราะพื้นฐานของคนทุกคนมีความปรารถนาอยู่ในห่วงลึกของจิตใจที่จะเป็นคนที่ดีอยู่แล้ว แต่ทำไมทุกวันนี้สังคมวุ่นวาย มีการแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกันทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ โดยไม่ได้สนใจมากนักหรอกว่าใครจะได้รับผลกระทบจากการ
กระทำของเราหรือไม่ อย่างไร? วิถีการใช้ชีวิตเริ่มเดินออกนอกลู่ นอกแนวทาง "จริยธรรม" นี่หรือสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วย "ความรู้"?
    คนบางคนรู้ทุกเรื่อง รู้ทุกอย่างรอบตัว แต่ไม่รู้อยู่อย่างเดียวคือสิ่งที่เป็นตัวตนของตนเอง ไม่รู้ว่าจุดยืนในชีวิตของตนคืออะไร ไม่กล้าที่จะยืนหยัดในการทำความดี ไม่รู้จักแก้ไขในสิ่งที่ตนเองทำผิด วิถีชีวิตก็จะยึดแต่บรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ในสังคมถึงรู้อยู่ว่ามันเป็นค่านิยมที่ไม่เหมาะสม แต่ก็ยินดีที่จะทำ นี่คือลักษณะของคนที่ไม่มีจุดยืนในชีวิต ซึ่งน่าเสียดายศักยภาพที่มีอยู่ในตัวอย่างมาก
    ทุกวันนี้มีคนเพียงส่วนน้อยที่สามารถดึงศักยภาพในตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ที่เหลืออีกส่วนมากนั้นไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิด เพราะไม่ทันได้คิด หรืออาจจะคิดไม่ทัน การเพิ่มขีดความสามารถให้กับตนเอง (Competencies) ด้วยวิธีการที่รวดเร็วและได้ผลดีที่สุดที่ผมปฏิบัติแล้วเห็นผล ก็คือการเรียนรู้ ให้รู้จักตนเองอย่างดีพอ รู้ยืนหยัด หยัดยืน ในสิ่งที่เป็นจุดยืนของตน รู้จักใช้สมองซีกขวาสร้างสุนทรียภาพให้กับชีวิตบ้างอย่างน้อยก็จะช่วยคัดกรองอารมณ์ให้ละเอียดขึ้นได้ อย่าใช้แต่ตรรกะ เหตุผล เพียงอย่างเดียว เพราะเดียวภูมิในการแยกแยะความผิดชอบชั่วดีจะบกพร่องครับ