สถานะทางกฎหมายของบุคคลผู้มีปัญหาด้านสถานะบุคคล
โดยปกติแล้วในรัฐ ๆ หนึ่งนั้นจะมีประชากรอันเป็นองค์ปรกอบของความเป็นรัฐ ประชากรของรัฐนั้นจะประกอบด้วยคนที่มีสถานะเป็นคนชาติ กล่าวคือ มีสัญชาติของรัฐเจ้าของดินแดน และบุคคลที่ไม่สถานเป็นคนสัญชาติ หรือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติของรัฐเจ้าของดินแดน ซึ่งเป็นบุคคลที่สัญชาติของรัฐอื่น ก็คือคนที่มีสถานะเป็นคนต่างด้าวในรัฐเจ้าของดินแดน โดยปกติบุคคลย่อมต้องมีสิ่งผูกพันกับรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “สัญชาติ” ประเทศหนึ่ง ๆ ย่อมมีกฎเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของประเทศนั้น ๆ[1]และรัฐจะรับรองสถานะของคนชาติไว้ในทะเบียนราษฎรของรัฐ
ส่วนความเป็นคนต่างด้าวของบุคคลในรัฐใดรัฐหนึ่งเกิดจากผู้นั้นไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติของรัฐนั้น ๆ กล่าวคือ สำหรับในประเทศไทย คนต่างด้าว[2] ก็คือ บุคคลใดที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเกิดจากการที่ไม่มีข้อเท็จจริงที่กฎหมายกำหนดให้เป็นเหตุแห่งการได้สัญชาติไทย หรือการมีข้อเท็จจริงที่กฎหมายกำหนดให้เป็นเหตุแห่งการได้สัญชาติไทย แต่มีข้อเท็จจริงที่กฎหมายกำหนดให้เป็นเหตุแห่งการเสียสัญชาติไทย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา โดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา โดยหลักดินแดน โดยการสมรส และโดยการแปลงชาติ[3]
ดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้ว เช่นนี้สถานะทางกฎหมายของบุคคลผู้ซึ่งมีปัญหาด้านสถานะบุคคล[4] เมื่อจำแนกบุคคลเหล่านี้ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร และกฎหมายว่าด้วยสัญชาติแล้ว จะพบว่าบุคคลจำพวกนี้เป็นคนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ เป็นผู้ที่ไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย และไม่มีสัญชาติของรัฐใด ๆ เลยในประชาคมโลก
ภาวะการไร้สัญชาติ[5] (Nationalityless) ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลธรรมดา ก็คือ สภาพที่บุคคลไม่มีสัญชาติของประเทศใดเลยในโลก กล่าวโดยหลักกฎหมายได้ว่า คนไร้สัญชาติมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศของโลก ไม่มีพันธะทางกฎหมายในฐานะสมาชิกของรัฐใดรัฐหนึ่ง และปัญหาไร้สัญชาติจะรุนแรงมากขึ้นหากบุคคลไม่ได้รับการยอมรับให้ “สิทธิอาศัย” โดยรัฐใดเลยในโลก โดยผลของกฎหมาย บุคคลในสถานการณ์นี้จึงตกเป็น “คนต่างด้าวผิดกฎหมาย” ในทุกประเทศของโลก บุคคลในลักษณะนี้จึงตกเป็น “คนไร้รัฐ” (Stateless) โดยสิ้นเชิง ซึ่งคนไร้รัฐนั้นย่อมมิได้มีรัฐใดรับรองที่จะเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติ และมิได้มีรัฐที่จะรับรองความเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล ไม่มีรัฐใดยอมรับว่าเป็นพลเมืองหรือคนชาติแห่งรัฐ
ดังนั้น เมื่อคนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ ซึ่งไม่มีสัญชาติของรัฐเจ้าของดินแดน และสัญชาติของรัฐใดเลยในประชาคมโลก จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเสมอไป[6] และกรณีของรัฐไทย ก็ถือว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นคนต่างด้าวเพราะได้ถูกข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง กล่าวคือ ตามมาตรา 57 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นั้นได้บัญญัติไว้ว่า “ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย”
[1] วิเชียร วัฒนคุณ. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล. พระนคร: โรงพิมพ์หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2509. น. 6.
[2] กฎหมายไทยหลายฉบับได้บัญญัติความหมายของ “คนต่างด้าว” เอาไว้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ กฎหมายว่าด้วยสัญชาติของไทยทุกฉบับบัญญัติไว้เหมือนกัน โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 บัญญัติว่า “ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย”
ส่วนกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองนั้นได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญติคนตเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ว่าหมายถึง “บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย”
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่น ๆ ที่บัญญัติความหมายของคนต่างด้าวไว้คล้ายคลึงกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว อาทิเช่น มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า “คนต่างด้าว หมายความว่าบุคคลธรรมดาซึ่งไมมีสัญชาติไทย”
มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. 2493 บัญญัติว่า “คนต่างด้าว หมายความว่า คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ”
มาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญญติว่า “คนต่างด้าว หมายความว่า บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” และตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังให้หมายความรวมถึงนิติบุคคลด้วย
และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 บัญญัติว่า “คนต่างด้าว หมายความว่า ผู้ที่มิได้มีสัญชาติไทย”
[3] พันธุทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, “ความเป็นต่างด้าวของบุคคลธรรมดาในประเทศไทย,” (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2537) น. 61 (อัดสำเนา)
[4] งานวิจัยของคณะนักวิจัยรุ่นที่สองในโครงการวิจัยภายใต้กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฤๅไชย ซึ่งนำโดยรศ.ดร.พันธุ์พย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร และนักวิชาการที่ทำงานด้านสถานะบุคคลได้คิดค้น ทฤษฎี 5 คูณ 6 ซึ่งเป็นผลิตผลทางวิชาการด้านสถานะบุคคล ได้จำแนกกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคลในประเทศไทย โดยจำแนกตามความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
(1) คนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล หรือคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง
(2) คนไร้สัญชาติที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนต่างด้าวแต่มีข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าเป็นคนสัญชาติไทย หรือคนไทยที่ถูกบันทึกเป็นต่างต่างด้าว (คนที่มีข้อเท็จจริงซึ่งสามารถฟังได้ว่ามีสัญชาติไทย แต่ถูกบันทึกผิดในทะเบียนราษฎรว่าเป็นคนต่างด้าว)
(3) คนไร้สัญชาติที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนต่างด้าวแต่มีข้อเท็จจริงว่าเกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยข้อกฎหมาย
(4) คนไร้สัญชาติที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนต่างด้าว แต่มีข้อเท็จจริงว่าเกิดนอกประเทศไทย (คนที่อพยพเข้าเมืองมาอาศัยอยู่ฝนประเทศไทยนานแล้ว)
(5) คนไร้สัญชาติที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนต่างด้าวประเภทแรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย 3 สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา (แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเพิ่งเข้ามาใหม่)
[5] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, “ความเป็นคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย : คืออะไร ? และควรจัดการอย่างไร ?,” (บทความเพื่อหนังสือที่ระลึกวันรพี 2547 ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 29 กรกฎาคม 2547), (อัดสำเนา).
[6] หยุด แสงอุทัย. คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย กฎหมายสัญชาติ พร้อมด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ (Nationality Act) พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Act on Conflict of laws). พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527. น. 171