ความหมายของนวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา

ความหมายของนวัตกรรม

     “นวัตกรรม”  หมายถึงความคิด  การปฏิบัติ  หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว  ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น  เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงาน นั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม  ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาได้ด้วย

      “นวัตกรรม”  (Innovation)  มีรากศัพท์มาจาก  innovare  ในภาษาลาติน  แปลว่า  ทำสิ่งใหม่ขึ้นมาความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ  การนำแนวคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

มาใช้ในรูปแบบใหม่เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  หรือก็คือ  “การทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น  โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ (Change)ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็นโอกาส(Opportunity)และถ่ายทอด

ไปสู่แนวความคิดใหม่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม”แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่  20  โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของนักเศรษฐอุตสาหกรรม  เช่น  ผลงานของ  Joseph  Schumpeterใน  The  Theory  of Econonmic  Deveiopment, 1934  โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์  การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  อันจะนำไปสู่การได้มาซึ่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยี(Technological  Innovation)เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก  นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้และนำไปปฎิบัติให้เกิดผลได้จริงอีกด้วย  (พันธุ์อาจ  ชัยรัตน์  ,  Xaap.com)

                คำว่า  “นวัตกรรม”  เป็นคำที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของไทย  คำนี้  เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ  มาจากภาษาอังกฤษว่า  Innovation  มาจากคำกริยา  ว่า  innovate  แปลว่า  ทำใหม่  เปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่  ในภาษาไทยเดิมใช้คำว่า  “นวกรรม”  ต่อมาพบว่าคำนี้มีความหมายคลาดเคลื่อน  จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า  นวัตกรรม (อ่านว่า  นะ  วัด  ตะ  กำ)  หมายถึงการนำสิ่งใหม่ๆ  เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทำอยู่เดิม  เพื่อให้ใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น  ดังนั้นไม่ว่าวงการหรือกิจการใดๆก็ตาม  เมื่อมีการนำเอาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆเข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม  ของวงการนั้นๆ  เช่นในวงการศึกษานำเอามาใช้ ก็เรียกว่า  “นวัตกรรมการศึกษา”  (Educational  Innovation)  สำหรับผู้ที่กระทำหรือนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆมาใช้นี้  เรียกว่า  “นวัตกร”  (Innovator)  (boonpan  edt01.htm) 

 

 

                ทอมัส  ฮิวส์ (Thomas  Hughes)  ได้ให้ความหมายของ  “นวัตกรรม”  ว่าเป็นการนำวิธีการใหม่ๆ  มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้นๆ แล้วเริ่มตั้งแต่การคิดค้น(Invention)  การพัฒนา (Development)  ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของ  โครงการทดลองปฏิบัติก่อน(Pilot  Project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริง  ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา(boonpan  edt01.htm) 

                มอร์ตัน (Morton,J.A)  ให้ความหมาย “นวัตกรรม”  เป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง(Renewal)  ซึ่งหมายถึง  การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร  ตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การนั้นๆ  นวัตกรรม  ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป  แต่เป็นการ  ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา(boonpan  edt01.htm) 

                ไชยยศ  เรืองสุวรรณ (2521 :  14)  ได้ให้ความหมาย  “นวัตกรรม”  ไว้ว่าหมายถึง  วิธีการปฏิบัติใหม่ๆ  ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะไดมาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ  ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลอง  พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือไดแล้วว่าได้ผลดีในทางปฏิบัติ  ทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

                จรูญ  วงศ์สายัณห์(252 :  37)   ได้กล่าวถึงความหมายของ  “นวัตกรรม”  ไว้ว่า “แม้ในภาษาอังกฤษเอง  ความหมายก็ต่างกันเป็น  2  ระดับ  โดยทั่วไป  นวัตกรรม  หมายถึง  ความพยายามใดๆ  จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่  มากน้อยเพียงใดก็ตามที่เป็นเพื่อจะนำสิ่งใหม่ๆ  เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำอยู่เดิมแล้ว  กับอีกระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม  ได้พยายามศึกษาถึงที่มา  ลักษณะ  กรรมวิธี  และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนเกี่ยวข้อง  คำว่า  นวัตกรรม  มักจะหมายถึงสิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำเร็จและแผ่กว้างออกไป  จนกลายเป็นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญ  (บุญเกื้อ  ควรหาเวช  ,  2543)

นวัตกรรม  แบ่งออกเป็น  3  ระยะ  คือ

                ระยะที่  1  มีการประดิษฐ์คิดค้น  (Innovation)  หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย

                ระยะที่ 2  พัฒนาการ  (Development)  มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน  (Pilot  Project)

                ระยะที่  3  การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป  ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์

ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา

                “นวัตกรรมการศึกษา”  (Educational  Innovation)  หมายถึง  นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีปะสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม  เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา  และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย  ในปัจจุบันการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง  ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว  และประเภทที่กำลังเผยแพร่  เช่น  การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  (Computer  Aids  Tnstruction)  การใช้แผ่นวีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ  (Interactive  Video)  สื่อหลายมิติ(Hypermedia)  และอินเตอร์เน็ต (Internet)  เหล่านี้เป็นต้น(วารสารออนไลน์  บรรณปัญญา.htm)

                “นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational  Innovation)  หมายถึง  การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ  รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา  เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน  และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน  เช่น  การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive  Video)  สื่อหลายมิติ(Hypermedia)  และอินเตอร์เน็ต  เหล่านี้เป็นต้น

ความหมายของเทคโนโลยี

                ความเจริญในด้านต่างๆ  ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน  เป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้าทดลองประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ  โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์  เมื่อศึกษาค้นพบและทดลองใช้ได้ผลแล้ว  ก็นำออกเผยแพร่ใช้ในกิจการด้านต่างๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพในกิจการต่างๆ  เหล่านั้น  และวิชาการที่ว่าด้วยการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์  มาใช้ในกิจการด้านต่างๆ  จึงเรียกว่า  “วิทยาศาสตร์ประยุกต์”  หรือนิยมเรียกกันทั่วไปว่า  “เทคโนโลยี”  (boonpan  edt01.htm) 

                เทคโนโลยี  หมายถึง  การใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา  ผู้ที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้  เรียกว่านักเทคโนโลยี  (Technologist) (boonpan  edt01.htm) 

                เทคโนโลยีทางการศึกษา  (Educational  Technology)  ตามรูปศัพท์  เทคโน  (วิธีการ)+โลยี(วิทยา)  หมายถึง  ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา  ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ  มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ  3  ประการ  คือ  วัสดุ  อุปกรณ์  และวิธีการ  (boonpan  edt01.htm) 

                สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติได้ให้คำจำกัดความของ  เทคโนโลยีทางการศึกษา  ว่าเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์  ให้สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม  เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น  (boonpan  edt01.htm) 

                ดร.เปรื่อง  กุมุท  ได้กล่าวถึงความหมายของ  เทคโนโลยีทางการศึกษา  ว่า  เป็นการขยายขอบข่ายของการใช้สื่อการสอน  ให้กว้างขวางขึ้นทั้งในด้านบุคคล  วัสดุเครื่องมือ  สถานที่  และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการเรียนการสอน  (boonpan  edt01.htm) 

 

                Edgar  Dale  กล่าวว่า  เทคโนโลยีทางการศึกษา  ไม่ใช่เครื่องมือ  แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ  ให้บรรลุผลตามแผนการ  (boonpan  edt01.htm) 

                นอกจากนี้  เทคโนโลยีทางการศึกษา  เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศนศึกษา  ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  ทั้งนี้  เนื่องจากโสตทัศนศึกษา  หมายถึง  การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง  ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส  ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก  จึงใช้คำว่าโสตทัศนอุปกรณ์  เทคโนโลยีทางการศึกษา  มีความหมายที่กว้างกว่า  ซึ่งอาจจะพิจารณาจาก  ความคิดรวบยอดของเทคโนโลยีได้เป็น  2  ประการ  คือ

                1.  ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ  ตามแนวคิดรวบยอดนี้  เทคโนโลยีทางการศึกษาหมายถึง  การประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพ  ในรูปของสิ่งประดิษฐ์  เช่น  เครื่องฉายภาพยนตร์  โทรทัศน์  ฯลฯ  มาใช้สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่  การใช้เครื่องมือเหล่านี้  มักคำนึงถึงเฉพาะการควบคุมให้เครื่องทำงาน  มักไม่คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้  โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล  และการเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหาวิชา

                ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา  ตามความคิดรวบยอดนี้  ทำให้บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาแคบลงไป  คือ  มีเพียงวัสดุ  และอุปกรณ์เท่านั้น  ไม่รวมวิธีการ  หรือปฏิกิริยาสัมพันธ์อื่นๆเข้ามาด้วย  ซึ่งตามความหมายนี้ก็คือ  “โสตทัศนศึกษา”  นั่นเอง

                2.  ความคิดรวบยอดทางพฤติกรรมศาสตร์  เป็นการนำวิธีการทางจิตวิทยา  มานุษยวิทยา  กระบวนการกลุ่ม  ภาษา  การสื่อความหมาย  การบริหาร  เครื่องยนต์กลไก  การรับรู้มาใช้ควบคู่กับผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม  เพื่อให้ผู้เรียน  เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมิใช่เพียงการใช้เครื่องมืออุปกรณ์เท่านั้น  แต่รวมถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วยมิใช่วัสดุ  หรืออุปกรณ์แต่เพียงอย่างเดียว (boonpan  edt01.htm) 

เป้าหมายของเทคโนโลยีการศึกษา

                1.  การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้  กล่าวคือ  แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้มิได้หมายถึงแต่เพียงตำรา  ครู  และอุปกรณ์การสอน  ที่โรงเรียนมีอยู่เท่านั้น  แนวคิดทางเทคโนโลยีทางการศึกษา  ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ที่กว้างขวางออกไปอีก  แล่งทรัพยากรการเรียนรู้ครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ  เช่น

                     1.1  คน  คนเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่สำคัญซึ่งได้แก่  ครู  และวิทยากรอื่น ซึ่งอยู่นอกโรงเรียน  เช่น  เกษตรกร  บุรุษไปรษณีย์  เป็นต้น

                     1.2  วัสดุเครื่องมือ  ได้แก่  โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  เช่น  ภาพยนตร์  วิทยุ  โทรทัศน์  เครื่องวิดีโอเทป  ของจริงของลำลองสิ่งพิมพ์  รวมไปถึงการใช้สื่อมวลชนต่างๆ

 

                     1.3  เทคนิค  -  วิธีการ  แต่เดิมนั้นการเรียนการสอนส่วนมาก  ใช้วิธีให้ครูเป็นคนบอกเนื้อหาแก่ผู้เรียนปัจจุบันนั้น  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้มากที่สุด  ครูเป็นเพียง  ผู้วางแผนแนะแนวทางเท่านั้น

                     1.4  สถานที่  อันได้แก่  โรงเรียน  ห้องปฏิบัติการทดลอง  โรงฝึกงาน  ไร่นา  ฟาร์ม  ที่ทำการรัฐบาล  ภูเขา  แม่น้ำ  ทะเล  หรือสถานที่ใดๆ  ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เรียนได้

                2.  การเน้นการเรียนรู้แบบเอกัตบุคคล  ถึงแม้นักเรียนจะล้นชั้น  และกระจัดกระจาย  ยากแก่การจัดการศึกษาตามความแตกต่างระหว่างบุคคลได้  นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้พยายามคิด  หาวิธีนำเอาระบบการเรียนแบบตัวต่อมาใช้  แต่แทนที่จะใช้ครูสอนนักเรียนที่ละคน  เขาก็คิด  “แบบเรียนโปรแกรม”  ซึ่งทำหน้าที่สอน  ซึ่งเหมือนกับครูมาสอน  นักเรียนจะเรียนด้วยตนเอง  จากแบบเรียนด้วยตนเองในรูปแบบเรียนเป็นเล่ม  หรือเครื่องสอนหรือสื่อประสมหลายๆ  อย่าง  จะเรียนช้าหรือเร็วก็ทำได้ตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน

                3.  การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา  การใช้วิธีระบบ  ในการปฏิบัติหรือแก้ปัญหา  เป็นวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์  ที่เชื่อถือได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหา  หรือช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เนื่องจากกระบวนการของวิธีระบบ  เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรือของระบบ  อย่างมีเหตุผลหาทางให้ส่วนต่างๆ  ของระบบทำงาน  ประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ

                4.  พัฒนาเครื่องมือ – วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา  วัสดุและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษาหรือการเรียนการสอนปัจจุบันจะต้องมีการพัฒนา  ให้มีศักยภาพ  หรือขีดความสามารถในการทำงานให้สูงยิ่งขึ้นอีก

แนวคิดพื้นฐานของนวัตกรรมทางการศึกษา

                ปัจจัยที่สำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมาก  ต่อวิธีการศึกษา  ได้แก่แนวคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป  อันมีผลทำให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาที่สำคัญๆ  พอจะสรุปได้  4  ประการ  คือ

                1.  ความแตกต่างระหว่าบุคคล  (Individual  Different)  การจัดการศึกษาของไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเอาไว้อย่างชัดเจนซึ่งจะเห็นได้จากแผนการศึกษาของชาติ  ให้มุ่งจัดการศึกษาตามความถนัดความสนใจ  และความสามารถ  ของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่  การจัดระบบห้องเรียนโดยใช้อายุเป็นเกณฑ์บ้าง  ใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์บ้าง  นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสนองแนวความคิดพื้นฐานนี้ เช่น 

                -  การเรียนแบบไม่แบ่งชั้น (Non – Graded  School)

                -  แบบเรียนสำเร็จรูป  (Programmed  Text  Book)

                -  เครื่องสอน  (Teaching  Machine)

                -  การสอนเป็นคณะ  (Team  Teaching)

                -  การจัดโรงเรียนในโรงเรียน  (School  within  School)

                -  เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  (Computer  Assisted  Instruction)

                2.  ความพร้อม  (Readiness)  เดิมทีเดียวเชื่อกันว่า  เด็กจะเริ่มเรียนได้ก็ต้องมีความพร้อมซึ่งเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติ  แต่ในปัจจุบันการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ชี้ให้เห็นว่าความพร้อมในการเรียนเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้  ถ้าหากสามารถจัดบทเรียน  ให้เหมาะกับความสามารถของเด็กแต่ละคน  วิชาที่เคยเชื่อกันว่ายาก  และไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กก็สามารถนำมาให้ศึกษาได้  นวัตกรรมที่ตอบสนองแนวความคิดพ้นฐานนี้ได้แก่  ศูนย์การเรียน  การจัดโรงเรียนในโรงเรียน  นวัตกรรมที่สนองแนวความคิดพื้นฐานด้านนี้  เช่น

                -  ศูนย์การเรียน  (Learning  Center)

                -  การจัดโรงเรียนในโรงเรียน  (School  within  School)

                -  การปรับปรุงการสอนสามชั้น  (Instructional  Development  in  3  Phases)

                3.  การใช้เวลาเพื่อการศึกษา  แต่เดิมมาจากการจัดเวลาเพื่อการสอน  หรือตารางสอนมักจะจัดโดยอาศัยความสะดวกเป็นเกณฑ์  เช่น  ถือหน่วยเวลาเป็นชั่วโมง  เท่ากันทุกวิชา  ทุกวันนอกจากนั้นก็ยังจัดเวลาเรียนเอาไว้แน่นอนเป็นภาคเรียน  เป็นปี  ในปัจจุบันได้มีความคิดในการจัดเป็นหน่วยเวลาสอนให้สัมพันธ์กับลักษณะของแต่ละวิชาซึ่งจะใช้เวลาไม่เท่ากัน  บางวิชาอาจใช้ช่วงสั้นๆ  แต่สอนบ่อยครั้ง  การเรียนก็ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น  นวัตกรรมที่สนองแนวความคิดพื้นฐานด้านนี้  เช่น

                -  การจัดตารางสอนแบบยืดหยุ่น  (Flexible  Scheduling)

                -  มหาวิทยาลัยเปิด (Open  University)

                -  แบบเรียนสำเร็จรูป  (Programmed  Text  Book)

                -  การเรียนทางไปรษณีย์

                4.  ประสิทธิภาพในการเรียน  การขยายตัวทางวิชาการ  และการเปลี่ยนแปลงของสังคม  ทำให้มีสิ่งต่างๆที่คนจะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นมาก  แต่การจัดระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึงจำเป็นต้องแสวงหาวิธีการใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  ทั้งในด้านปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้เรียนและปัจจัยภายนอก  นวัตกรรมในด้านนี้ที่เกิดขึ้น  เช่น

                -  มหาวิทยาลัยเปิด

                -  การเรียนรู้ทางวิทยุ  การเรียนทางโทรทัศน์

                -  การเรียนทางไปรษณีย์  แบบเรียนสำเร็จรูป

                -  ชุดการเรียน

 

นวัตกรรมทางการศึกษาที่สำคัญของไทยในปัจจุบัน(2546)

                นวัตกรรม  เป็นความคิดหรือการกระทำใหม่ๆ ซึ่งนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวงการจะมีการคิดและทำสิ่งใหม่อยู่เสมอ  ดังนั้นนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ  สิ่งใดที่คิดและทำมานานแล้ว  ก็ถือว่าหมดความเป็นนวัตกรรมไป  โดยจะมีสิ่งใหม่มาแทน

                ในวงการศึกษาปัจจุบัน  มีสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมทางการศึกษา  หรือนวัตกรรมการเรียนการสอน  อยู่เป็นจำนวนมากบางอย่างเกิดขึ้นใหม่  บางอย่างมีการใช้มาหลายสิบปีแล้ว  แต่ยังคงถือว่าเป็น  นวัตกรรม  เนื่องจากนวัตกรรมเหล่านั้นยังไม่แพร่หลายเป็นที่รู้จักทั่วไปในวงการศึกษา

นวัตกรรมทางการศึกษาต่างๆ ที่กล่าวถึงกันมากในปัจจุบัน

                ๐  E-learning

                     ความหมาย  E-learning  เป็นคำที่ใช้เรียกเทคโนโลยีการศึกษาแบบใหม่  ที่ยังไม่มีชื่อภาษาไทยที่แน่ชัดและผู้นิยามความหมายไว้หลายประการ  ผศ.ดร.ถนอมพร  เลาหจรัสแสง  ให้คำนิยาม  E-learning   หรือ  Electronic  Learning  ว่าหมายถึง  “การเรียนผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ซึ่งใช้ในการนำเสนอเนื้อหาทางคอมพิวเตอร์ในรูปของสื่อมัลติมิเดีย  ได้แก่  ข้อความอิเลคทรอนิกส์  ภาพนิ่ง  ภาพกราฟิก  วิดีโอ  ภาพเคลื่อนไหว  ภาพสามมิติ  ฯลฯ”  เช่นเดียวกับ  คุณธิดาทิตย์  จันคนา  ที่ให้ความหมายของ  E-learning   ว่าหมายถึง  การศึกษาที่เรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนต  โดยผู้เรียนรู้จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง  การเรียนรู้จะเป็นไปตามปัจจัยภายใต้ทฤษฎีแห่งการเรียนรู้สองประการคือ  เรียนตามความรู้ความสามารถของผู้เรียนและการตอบสนองในความแตกต่างระหว่างบุคคล  (เวลาที่แต่ละบุคคลใช้ในการเรียนรู้)  การเรียนจะกระทำผ่านสื่อบนเครือข่ายอินเตอร์เนต  โดยผู้สอนจะนำเสนอข้อมูลความรู้ให้ผู้เรียนได้ทำการศึกษาผ่านบริการ  World  Wide  Web  หรือ  เวปไซด์  โดยอาจให้มีปฏิสัมพันธ์  (สนทนา  โต้ตอบ  ส่งข่าวสาร)  ระหว่างกัน  จะที่มีการเรียนรู้ในสามรูปแบบ  คือ  ผู้สอนกับผู้เรียน  ผู้เรียนกับผู้เรียนอีกคนหนึ่ง  หรือผู้เรียนหนึ่งคนกับกลุ่มของผู้เรียน  ปฏิสัมพันธ์นี้สามารถกระทำผ่านเครื่องมือสองลักษณะ  คือ

                1)  แบบ  Real-time  ได้แก่การสนทนาในลักษณะของการพิมพ์ข้อความแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน  หรือ  ส่งในลักษณะของเสียง  จากบริการของ  Chat  room

                2)  แบบ  Non  real-time  ได้แก่การส่งข้อความถึงกันผ่านทางบริการ  อิเลคทรอนิคเมลล์  Web  Board  News-Group  เป็นต้น

                ความหมายของ  E-learning  ที่มีปรากฏอยู่ในส่วนคำถามที่ถูกถามบ่อย  (Frequently  Asked  Question : FAQ)  ในเวป  www.elearningshoecase.com  ให้นิยามว่า  E-learning  มีความหมายเดียวกับ  Technology-based  Learning  นั้นคือการศึกษาที่อาศัยเทคโนโลยีมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ  ความหมายของ E-learning  ครอบคลุมกว้างรวมไปถึงระบบโปรแกรม  และขบวนการที่ดำเนินการ  ตลอดจนถึงการศึกษาที่ใช้  คอมพิวเตอร์เป็นหลักการศึกษาที่อาศัย Web  

เป็นเครื่องมือหลักการศึกษาจากห้องเรียนเสมือนจริง  และการศึกษาที่ใช้  การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ความหมายเหล่านั้นมาจากลักษณะของการส่งเนื้อหาของบทเรียนผ่านทาง  อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์  ซึ่งรวมทั้งจากในระบบอินเตอร์เนต  ระบบเครือข่ายภายใน (Intranets)   การถ่ายทอดผ่านสัญญาณทีวี   และการใช้ซีดีรอม  อย่างไรก็ตาม  E-learning  จะมีความหมายในขอบเขตที่แคบกว่าการศึกษาแบบทางไกล  (long  distance  learning)  ซึ่งจะรวมการเรียนโดยอาศัยการส่งข้อความหรือเอกสารระหว่างกันและชั้นเรียนจะเกิดขึ้นในขณะที่มีการเขียนข้อความส่งถึงกันการนิยามความหมายแก่  E-learning  Technology-based  learning  และ  Web-based  Learning  ยังมีความแตกต่างกัน  ตามแต่องค์กร  บุคคลและกลุ่มบุคคลแต่ละแห่งจะให้ความหมาย  และคาดกันว่าคำว่า  e-learning  ที่มีการใช้มาตั้งแต่ปี  ค.ศ.  1998  ในที่สุดก็จะเปลี่ยนไปเป็น  E-learning  เหมือนอย่างกับที่มีเปลี่ยนแปลงคำเรียกของ  e-Business

                เมื่อกล่าวถึงการเรียนแบบ  Online  Learning  หรือ  Web-based  Learning  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ  Technology-based  Learning  ที่มีการเรียนการสอนผ่านระบบอินเตอร์เนต  อินทราเนต  และเอ็ซทราเนต  (Extranet)  พบว่าจะมีระดับ  การจัดการที่แตกต่างกันออกไป  Online  Learning  ปกติจะประกอบด้วย  บทเรียนที่มีข้อความและรูปภาพ  แบบฝึกหัด  แบบทดสอบ  และบันทึกการเรียน  อาทิคะแนนผลการทดสอบ(test  score)  และบันทึกความก้าวหน้าของการเรียน(bookmarks)  แต่ถ้าเป็น Online  Learning  ที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งโปรแกรมของการเรียนจะประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว  แบบจำลอง  สื่อที่เป็นเสียง  ภาพจากวิดีโอ  กลุ่มสนทนาทั้งในระดับเดียวกันหรือในระดับผู้รู้  ผู้มีประสบการณ์  ที่ปรึกษาแบบออนไลน์  (Online  Mentoring)  จุดเชื่อมโยงไปยังเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่ในบริการของเวป   และการสื่อสารกับระบบที่บันทึกผลการเรียน  เป็นต้น

                การเรียนรู้แบบออนไลน์  หรือ  e-learning  การศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  อินเตอร์เนต (Internet)  หรืออินทราเนต  (Intranet)  เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน  โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย  ข้อความ  รูปภาพ  เสียง  วิดีโอ  และมัลติมีเดียอื่นๆ  จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน  Web  Browser  โดยผู้เรียน  ผู้สอน  และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน  สามารถติดต่อ  ปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ  โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย  (e-mail,  web-board,chat)  จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน  เรียนได้ทุกเวลา  และทกสถานที่  (Learn  for  all : anyone , anywhere  and  anytime) 

 

 

 

การนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา

                เมื่อพิจารณาถึงการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนน่าจะมีความสัมพันธ์กับการเรียนการสอนแบบโปรแกรม  (Programmed  Instruction)  ซึ่งในระยะเวลากว่า  20  ปีที่ผ่านมา  การเรียนการสอนแบบโปรแกรมได้รับความสนใจว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น  เนื่องจากการเรียนการสอนวิธีนี้มีหลักการพื้นฐานของการใช้ทฤษฎีและหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  (Individaul  Differences)  มีการใช้แรงเสริม  (Reinforcement)  และการให้ข้อมูลป้อนกลับแก้ผู้เรียน  (feedback)  การเรียนการสอนลักษณะนี้นอกจากจะใช้สื่อการเรียนการสอนในรูปเอกสารแล้วได้มีผู้พยายามสร้างเครื่องสอน  (Teaching  Machine)  เพื่อนำเสนอบทเรียนแบบโปรแกรมอีกด้วย  และเมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการศึกษา  บทเรียนแบบโปรแกรมจึงมีการพัฒนามาอยู่บนคอมพิวเตอร์  และทำให้เกิดการเรียนการสอนที่เรียกว่า  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  (CAI)

                ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  (Behaviorism)  เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่า  จิตวิทยาเป็นเสมือนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของพฤติกรรมมนุษย์  (Scientific  Study  of  Human  Behavior)  และการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมภายนอก  นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง  (Stumuli  and  Response)  ซึ่งเชื่อว่า  การตอบสนองสิ่งเร้าของมนุษย์เป็นพฤติกรรมแบบแสดงออก  (Operant  Conditioning)  ซึ่งมีการเสริมแรง  (Reinforcement)  เป็นตัวการ  โดยทฤษฎีนี้  จะไม่พูดถึงความคิดภายในของมนุษย์ความทรงจำ  ความรู้สึก  ในลักษณะการเรียนเป็นพฤติกรรมซึ่งต้องเกิดขึ้นตามลำดับแน่ชัดการที่ผู้เรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้น  จะต้องมีการเรียนตามขั้นตอน  เป็นวัตถุประสงค์ๆต่อไปในที่สุด

                ทฤษฎีปัญญานิยมทฤษฎีปัญญานิยม  (Cognitivism)  เกิดขึ้นจากแนวความคิดของชอมสกี้  (Chomsky)  ที่ไม่เห็นด้วยกับ  สกินเนอร์  (Skinner)  บิดาของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  ชอมสกี้  เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของภายในจิตใจ  มนุษย์ใช้ผ้าขาวเมื่อใส่สีอะไรลงไปก็จะกลายเป็นสีนั้นมนุษย์มีความนึกคิด  มีอารมณ์จิตใจ และความรู้สึก  ภายในที่แตกต่างออกไป   ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนก็ควรจะคำนึงถึงความแตกต่างกันออกไป  ดังนั้นการออกแบบการเรียนการสอนก็ควรจะคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าบุคคลด้วย

                ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ภายใต้ทฤษฎีปัญญานิยม  (Cognitivism)  นี้ยังเกิดทฤษฎีโครงสร้างความรู้  (Schemr  Thor)  ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าโครงสร้างภายในของความรู้มนุษย์อยู่นั้นมีลักษณะเป็นโหมดหรือกลุ่มเชื่อมโยงกันอยู่ในที่มนุษย์เรียนรู้อะไรใหม่ๆ  ที่เพิ่งได้รับ  นั้นไปเชื่อมโยงกับกลุ่มที่มีอยู่เดิม  รูเมลฮาร์ทและออโทนี่  (Rumelhart  and  Ortorry)(1977)  ได้ให้นิยามความหมายของคำ  โครงสร้างความรู้ว่าเป็นโครงสร้างของข้อมูลในสมองมนุษย์ซึ่งรวบรวมความรู้ของเกี่ยวกับวัตถุลำดับเหตุการณ์  รายการ  กิจกรรมต่างๆ  เอาไว้  หน้าที่โครงสร้างของความรู้นี้ก็คือ  การนำไปสู่การรับข้อมูล(Perception)  การรับข้อมูลนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดโครงสร้างความรู้  (Shema)  ทั้งนี้ก็เพราะการรับรู้ข้อมูลนั้นเป็นการสร้างความหมายโดยกา