บทเรียนโปรแกรมมุ่งไปที่กิจกรรมของผู้เรียนมากกว่าผู้สอน

บทเรียนโปรแกรม (Programmed Instruction)

                แต่เดิมนั้น บทเรียนโปรแกรมใช้ในความหมายของการเสนอสิ่งพิมพ์ในการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเเรียนแบบเอกัตบุคคล และในปี ค.ศ. 1954 สกินเนอร์ได้นำเอาอุปกรณ์การเรียนที่เป็นกล่องเล็ก ๆ ที่เจาะเป็นหน้าต่างอยู่ข้างบน ซึ่งจะปรากฏเนื้อหาบนกระดาษที่ม้วนรอบแกนหมุนผู้เรียนจะเลือกตอบคำถามหลังเนื้อหานั้น ถ้าเลือกคำตอบถูก กระดาษก็จะม้วนไปสู่เนื้อหาถัดไป                                                                                                                                                                                             ต่อมาได้มีการนำเอาทฤษฏีเสริมแรงมาใช้ โดยให้การเสริมแรงเป็นคำตอบถูกต้องหลังคำถาม ต่อมามีการพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องช่วยสอน (Teaching machine) และหลังจากเครื่องช่วยสอนได้ลดความนิยมลง บทเรียนโปรแกรมก็ถูกจัดทำมาในรูปของหนังสือ โดยการแบ่งเนื้อหาออกเป็นกรอบเรื่องย่อย ๆ และคำตอบที่ถูกต้องจะอยู่ในหน้าถัดไปจากเนื้อเรื่อง ต่อมาก็จัดทำโดยให้กรอบเรื่องและคำตอบอยู่หน้าเดียวกัน แต่คำตอบที่ถูกต้องจะอยู่ด้ายซ้ายมือของกรอบเรื่องถัดไป ในการศึกษาด้วยตนเอง จึงต้องมีแผ่นกระดาษปิดเรื่องถัดไปและคำตอบที่ถูกต้องไว้ก่อน และค่อย ๆ เลื่อนกระดาษปิดไปเรื่อย ๆ โดยอ่านเรื่องและลองตอบคำถามดูแล้วจึงค่อยเลื่อนกระดาษดูคำตอบ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 กว่า ๆ ได้มีหลักเกณฑ์สำหรับบทเรียนโปรแกรม ซึ่ง Wilbur Schramm สรุปไว้ดังนี้

1. จัดเนื้อหาของสิ่งเร้าให้เป็นลำดับ

2. ให้ผู้เรียนตอบสนองในแนวทางที่เจาะจง

3. การตอบสนองของผู้เรียนนั้นให้มีการเสริมแรงโดยทันที จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่เรียกว่า knowledge of result

4.ให้ผู้เรียนได้เรียนเพิ่มขึ้นทีละน้อยเป็นขั้น ๆ ที่เรียก Small steps

5. การให้ผู้เรียนเรียนเป็นขั้นน้อย ๆ จะทำให้ความผิดพลาดมีน้อย

6. จากสิ่งที่ผู้เรียนตอบสนองได้ถูกต้อง จะทำให้ผู้เรียนตอบสนองได้ถูกต้องมากขึ้น เป็นการนำไปสู่ความสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย

      อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนบางคนอาจเรียนได้ดีกว่า จากการเรียนขั้นใหญ่ ๆ (Large step ) มากกว่าขั้นเล็ก ๆ (Small step) และการได้ Knowledge of results อาจช้าลงโดยไม่ต้องเกิดขึ้นทันทีทันใด

     จากผลที่ได้รับต่างกัน ทำให้ Norman Crowder ได้เสนอโปรแกรมที่เรียกว่า " Intrinsic Programming" เป็นการเสนอเนื้อหาจำนวนมาก และตามด้วยคำถามแบบปรนัยเป็นชุด ซึ่งประยุกต์เอาข้อเท็จจริงและหลักการไว้ และต่อมา Crowder ก็ได้เสนอบทเรียนโปรแกรมแบบที่เรียกว่า แบบสาขา (Branching Program) ซึ่งแบบเดิมของ Skinner เรียกว่าเป็นแบบเส้นตรง (Linear Program)

เมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดแบบบทเรียนโปรแกรมก็ได้มีการแตกความคิดออกไปหลายรูปแบบ เช่น การเรียนแบบโปรแกรมการสอน (Programmed Tutoring ) การสอนระบบรายบุคคล (PersonalizedSystem of Instruction ) และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (computer Assisted Instruction) เราอาจนำบทเรียนโปรแกรมมาใช้ทั้งวิชาตลอดภาคเรียน หรือเพียงหน่วยเล็กแต่ละวิชา บทเรียนโปรแกรมอาจใช้เพื่อสอนเสริมสำหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อน หรือเพิ่มความรู้มากขึ้นสำหรับผู้ที่เรียนเก่ง ซึ่งจะเป็นการช่วยผู้สอนทั้งนี้เพราะผู้สอนไม่สามารถที่จะสอนรายบุคคลได้ทั่วทุกคน ผู้เรียนสามารถที่จะเรียนบทเรียนโปรแกรมได้ด้วยตนเอง และเรียนไปมากน้อยตามความสามารถของตน นอกจากนั้น บทเรียนโปรแกรมยังช่วยสอนให้ผู้เรียนที่ขาดเรียนไปได้เรียนด้วยตนเอง เพื่อติดตามเนื้อหาวิชาได้ทัน

     บทเรียนโปรแกรมจะมีราคาแพงกว่าตำราเรียนอื่น ๆ โดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะการจัดทำต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่า แต่ก็คงได้ผลคุ้มค่าต่อการลงทุน การใช้บทเรียนโปรแกรมนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนเพียงลำพังคนเดียว เราอาจจัดให้มีกิจกรรมกลุ่มเป็นการเสริมได้

 การใช้บทเรียนโปรแกรม

     บทเรียนโปรแกรมนั้นเป็นการออกแบบให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง ดังนั้นจึงมุ่งไปที่กิจกรรมของผู้เรียนมากกว่าผู้สอน ผู้ออกแบบบทเรียนโปรแกรมและผู้สอนจึงต้องจัดสภาพการเรียนให้ผู้เรียนได้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่วางไว้ ก่อนอื่น ผู้สอนก็ควรคุ้นเคยกับการใช้บทเรียนโปรแกรมเป็นอย่างดีก่อนนำไปใช้จริง ซึ่งจะทำให้ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และยังบูรณาการบทเรียนโปรแกรมเข้ากิจกรรมการเรียนการสอนแบบอื่น เช่น การบรรยาย หรือการอภิปรายได้

     ก่อนเริ่มเรียนบทเรียนโปรแกรม  ในครั้งแรกผู้สอนควรอธิบายให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงวิธีการใช้บทเรียนโปรแกรม เช่น ควรเขียนตอบไว้ในเล่ม หรือแยกต่างหากในกระดาษเขียนตอบและควรอธิบายให้ผู้เรียนทราบว่า คำถามในบทเรียนโปรแกรมนั้นไม่ใช่ข้อทดสอบดังนั้นผู้เรียนไม่ควรจะกลัวว่าจะตอบผิด เพราะไม่เกี่ยวกับการให้คะแนนหรือเกรดแต่อย่างใด ถ้าผู้เรียนตอบผิด โปรแกรมก็จะช่วยให้คำตอบที่ถูกต้อง บทเรียนโปรแกรมนั้นมีไว้เพื่อการเรียน ไม่ใช่เพื่อการสอบ

ผู้เรียนควรได้เรียนไปได้ช้าหรือเร็วตามความสามารถของตนเอง ไม่ควรจะเร่งรัดหรือถ่วงให้ช้าโดยผู้สอน และควรกระตุ้นผู้เรียนให้ถามได้หากมีข้อสงสัย เพราะข้อสงสัยอาจเกิดจากการกำกวมหรือผิดพลาดของบทเรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขบทเรียนให้ดีขึ้นต่อไป

     อีกประการหนึ่ง ควรมีการย้ำให้ผู้เรียนตระหนักถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองโดยไม่แอบดูคำตอบก่อน  ควรได้คิดและตอบคำถามด้วยตนเองให้เรียบร้อยก่อนที่จะดูคำตอบ การแอบดูคำตอบก่อนนั้นจะทำผู้เรียนไม่ได้อะไรจากการใช้บทเรียนโปรแกรมเลยเพราะผู้เรียนจะเสียโอกาสของการเรียนไป

 ลักษณะของบทเรียนโปรแกรม

     บทเรียนโปรแกรมอาจจะถูกนำมาสร้างในลักษณะต่าง ๆ กันตามความเหมาะสมกับจุดประสงค์ เช่น ในลักษณะของเครื่องสอน หรือบทเรียนโปรแกรม ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดก็ตาม บทเรียนโปรแกรมจะมีลักษณะที่สำคัญ ๆ ดังนี้

1. มีการกำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้อย่างชัดเจน สามารถวัดได้จริงอย่างที่เรียกว่า จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

2. เนื้อหาวิชาจะถูกแบ่งออกเป็นหน่วยเล็ก ๆ หรือย่อย ๆ แล้วนำมาจัดลำดับ แต่ละขั้นย่อย ๆ นั้นเรียกว่า กรอบ (Frame ) แต่ละกรอบอาจจะมีความสั้นยาวแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม

3. จัดเรียงลำดับกรอบของบทเรียนเอาไว้ต่อเนื่องกัน จากง่ายไปหายากและเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน มีการย้ำทวนและให้ผู้เรียนได้ทดสอบตนเองอยู่ตลอดเวลา

4. ผู้เรียนมีโอกาสตอบสนองหรือมีส่วนร่วมในการเรียน จากกิจกรรมต่าง ๆ กำหนดไว้ในกรอบ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาและมีทักษะในเรื่องทีเรียน

5. มีการให้ข้อมูลย้อนกลับทันที ผู้เรียนสามารถตรวจสอบคำตอบด้วยตนเองได้ทันทีจากคำเฉลย และอาจจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมด้วย

6. มีการเสริมแรงทุกระยะขั้นตอนที่สำคัญ ๆ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและต้องการเรียนต่อไป การเสริมแรงนี้อาจอยู่ในรูปของคำชม หรือการที่ผู้เรียนรู้ว่าตนเองทำได้ถูกต้องแล้ว

7. ไม่กำจัดเวลาในการเรียน ผู้เรียนสามารถใช้เวลาเรียนได้ตามความสามารถของแต่   ละคน คนอ่อนอาจใช้เวลามากกว่าคนเก่ง แต่ก็สามารถเรียนสำเร็จได้เช่นกัน

8. มีการวัดผลที่แน่นอน คือ มีทั้งการทดสอบย่อยในระหว่างที่เรียน ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อวัดความก้าวหน้าในการเรียนให้เห็นอย่างชัดเจนด้วย

ชนิดของกรอบในบทเรียนโปรแกรม

     กรอบต่าง ๆ ที่แบ่งไว้ในบทเรียนโปรแกรม สามารถจะจำแนกออกได้เป็น 4 ชนิด คือ

1. กรอบตั้งต้น ( Set Fiame ) เป็นกรอบทีนำเสนอข้อมูลที่เป็นหลักการหรือทฤษฏี เพื่อปูพื้นความรู้ให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนมีโอกาสจะตอบสนองได้โดยการตอบคำถามที่ไม่ยาก ซึ่งอาจจะหาคำตอบเอาจากในกรอบนั้นโดยตรงก็ได้

2. กรอบฝึกหัด (Practice Frame ) ในกรอบชนิดนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกหัดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาจากกรอบตั้งต้น จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหา และต้องการฝึกทักษะมากน้อยเท่าใด  ข้อสำคัญก่อนที่ผู้เรียนจะเรียนในกรอบฝึกหัดนี้ จะต้องผ่านกรอบตั้งต้นมาก่อน กรอบฝึกหัดกับการตั้งต้นอาจจะไม่จำเป็นต้องติดต่อกันทันที อาจจะมีกรอบเพิ่มเติมมาคั่นหาอีกหลายๆ กรอบก็ได้แต่ต้องมีกรอบฝึกหัดตามกรอบตั้งต้นเสมอ

3. กรอบรองกรอบส่งท้าย ( Sub-Terminal Frame ) เป็นกรอบที่จะนำไปสู่กรอบส่งท้าย จะให้ความรู้ที่จำเป็นแก่ผู้เรียน เพื่อให้การตอบสนองในกรอบส่งท้าย ได้ถูกต้อง

4. กรอบส่งท้าย (Terminal Frame ) เป็นกรอบสุดท้ายของกรอบที่เรียงลำดับต่อเนื่องมาจากง่ายไปหายาก ในกรอบนี้อาจจะชี้ช่องไว้บ้างหรือไม่ก็ไม่มีเลยก็ได้ ผู้เรียนจะต้องเรียนผ่านกรอบต้น ๆ มาก่อน การตอบสนองจากผู้เรียนจะมีมากกว่าสิ่งเร้า ตรงกันข้ามกับกรอบต้น ๆ