ช่วงผมนี้ต้องทำงานคลุกคลีกันชาวต่างชาติมากมายหลายเผ่า...ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม บังคลาเทศ อียิบ เอธิโอเปีย อินเดีย อินโดนีเซีย ตรุกี และเยอรมัน เป็นเรื่องปกติมากเลยที่เมื่อคนมาจากหลายประเทศรวมตัวกัน เรื่องการเมืองและศาสนาจึงมักจะเป็นหัวข้อการเจรจาในช่วงเวลาหลังเลิกงาน
ประเด็นทางศาสนาเป็นหัวข้อพูดคุยของเราเมื่อวานครับ หากได้ติดตามกันก็จะรู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่มุสลิมที่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัดเขาทำ Ramadon หรือถือศีลอดกันทั้งเดือน ซึ่งเรื่องของการถือศีลอดในศาสนาอิสลามนี่แหละครับที่เป็นตัวจุดประเด็นในวงสนทนาของพวกเรา เกิดการประชันความเชื่อและสนับสนุนแนวความคิดของศาสนาตัวเองขึ้นกันอย่างสนุกสนานระหว่าง อิสลาม พุทธ คริส และคนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ผมคงเขียนออกมาไม่หมดว่าผมได้อะไรจากการพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติต่างภาษาต่างศาสนาของผมบ้าง มีประเด็นที่ผมอยากจะบันทึกไว้ ก็คือ ประเด็นเกี่ยวกับคนไม่มีศาสนา
คนไม่มีศาสนา - จากการบอกเล่าของคนสองคนครับ คนหนึ่งจากเวียดนามและอีกคนหนึ่งจากจีน - เขาให้เหตุผลของการไม่นับถือศาสนาว่า การที่เราจะเป็นคนดี จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องมีศาสนา ที่พึ่งทางจิตใจจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องเคารพรูปสักการะ คนที่เรารักเพื่อนหรือแม้กระทั่งตัวเราเองควรจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือ เขามองว่าหลาย ๆ ศาสนาหลีกหนีความจริงโดยการอ้อนวอนต่อสิ่งที่มองไม่เห็นแทนที่จะบอกกับตัวเองซึ่งเป็นความจริง เป็นสิ่งที่มีอยู่ เขาเห็นหลาย ๆ คนในพุทธศาสนากราบไหว้บูชา เห็นคนคริสเตรียนร้องเพลง ขอพร เห็นคนอิสลามปฏิบัติตามกฏเกณฑ์หลาย ๆ อย่างที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตเลยบางคนถึงขั้นงมงาย เขามองว่าศาสนาทำให้สภาพจิตใจของคนเข้มแข็งขึ้นเมื่อคนรู้สึกอ่อนแอก็จริง แต่ไม่ได้เป็นสภาพจิตใจที่ยอมรับต่อปัญหา เหมือนกับว่าใช้ศาสนาเป็นแค่สิ่งยึดเหนี่ยวมากกว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้เหตุและผล สรุปก็คือเขาบอกว่าการที่เราจะเป็นคนดี การที่เราจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การที่เราจะเข้าใจชีวิต การที่เราจะเข้าใจเพื่อนร่วมโลก มันควรจะเกิดขึ้นจากตัวของเราเอง มากกว่าการนำเอาจิตใจไปยึดติดอยู่กับความเชื่อหนึ่ง ๆ เขายังบอกอีกว่าจริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่ใ่ช่คนที่นับถือศาสนาที่เรานับถือกันอยู่หรอก คนอิสลามเป็นอิสลามเพราะเกิดในครอบครัวที่เป็นอิสลาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขานับถือนั้นเขาทำตามพ่อแม่ เขาไม่ได้ค้นพบด้วยตัวของเขาเอง สมมุติว่าถ้าเขาเกิดมาในครอบครัวคนพุทธ เขาก็จะกลายเป็นพุทธศาสนิกชน สมมุติอีกทีว่า หากเขาเกิดมาแล้วพ่อแม่สอนทุกศาสนา พุทธ คริส อิสลาม หรือไม่มีศาสนา แล้วเขาเลือกที่จะนับถือศาสนานั้น ๆ เขาถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของศาสนานั้น ในมุมมองของผมเอง ความคิดของคนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าแจ๋วไปเลย และก็มีคนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนมากมายทั่วโลก เริ่มเข้าสู่ความจริงข้อนี้มากขึ้น และก็อาจจะมีอีกหลาย ๆ คนหันมานับถือพุทธศาสนามากขึ้นหากเขาได้เปิดใจกว้างศึกษาธรรมะแบบที่คนพุทธทำกัน
แต่อย่างไรก็ตาม มันทำให้ผมฉุกคิดถึงวัดประจำหมู่บ้าน..บ้านผมอยู่ใกล้วัดครับ เดินออกมาหน้าบ้านก็จะเห็นศาลาวัด เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่วัดได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนหลังคาใหม่ เพราะว่ามีผู้บริจาคกระเบื้องที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นเป็นกระเบื้องอย่างดี ทางหมู่บ้านเองก็ตกลง เพราะว่าผู้บริจาคขอแค่สิ่งเดียวคือทำหลังคาให้เป็นชื่อกับนามสกุลของเขา วัดบ้านผม วัดสันม่วงคำ แต่ตอนนี้หลังคาวัดเป็นชื่อคนไทยนามสกุลญี่ปุ่น สลักไว้บนหลังคนซะงั้น...มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่คิดถึงคำที่เพื่อนผมพูดเกี่ยวกับการเป็นคนดี การให้ทาน การทำบุญ สำคัญด้วยเหรอที่คนทั้งโลกจะต้องรับรู้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คิดในแง่ดีว่า ดีแล้ววัดเราจะได้แข็งแรงทนทาน กระเบื้องจากญี่ปุ่นแนะ ฮ่า ๆ และก็หวังว่าสิ่งนี้มันจะไม่เปลี่ยนเป็นค่านิยมของคนแถว ๆ บ้าน ในอนาคต หากลูก ๆ หลาน ๆ ถาม แทนที่จะบอกว่าเขาทำบุญเยอะเลยเอาชื่อไว้บนหลังคาวัด ก็เปลี่ยนเป็นบอกว่าชื่อนี้คือยี่ห้อกระเบื้องละกัน
อาจจะออกประเด็นนิดหน่อย ก็ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
แวะมาอ่านครับ...
เวียดนาม กับ จีน สัดส่วนคนไม่มีศาสนานั้นผมว่าเยอะ เพราะว่า โดยพื้นฐานเป็นคอมมิวนิสต์
และผมเห็นด้วยกับข้อความที่ว่า "เขาเลือกที่จะนับถือศาสนานั้น ๆ เขาถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของศาสนานั้น"
อ่านแล้วก็ได้ความคิดที่หลากหลายออกไป
บางครั้งการมีศาสนาก็เหมือนเรามีเป้าหมายในชีวิต
ความสำเร็จในบางเรื่องก็มาจากกำลังใจที่ไม่เห็นตัวตน
ความศรัทธาต่อความดี...ก็ถือว่า มีศาสนา...แค่ไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น
ไม่ใช่สิ่งสำคัญ....รอชื่นชมกับความสำเร็จค่ะ
ถ้าคนเรามองอะไรตามสภาพความเป็นจริงตามกฎหลักวิทยาศาสตร์ จะช่วยทำให้ลดปัญหาการยึดติดได้มากขึ้น และเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้นมีปัญญามากขึ้น เพราะสามารถใช้หลักเหตุและผลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ถูกจุด ก็จะเกิดการเรียนรู้และความกล้าที่จะเผชิญกับปัญหามากขึ้นและเป็นพลังที่จะช่วยทำให้ชาติบ้านเมืองเจริญได้เร็วขึ้น เช่น "ถ้าอยากสอบผ่านก็ควรที่จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น ขยันเรียนให้มากขึ้น ผลออกมาเป็นอย่างไรก็ช่างมันเพราะเราทำเต็มที่แล้วๆเราก็จะไม่มาเสียใจภายหลัง" เราจะเห็นได้ว่าหลักการเหตุและผลมันจะช่วยพัฒนาคุณภาพคนไปในตัวด้วย คือแก้ปัญหาโดยใช้ปัญญา ใช้ความคิด แค่นี้มันก็ช่วยพัฒนาจิตใต้สำนึกและมุมมองไปในทางที่สร้างสรรค์อีกด้วย "ดีกว่าเราไปกราบไหว้ขอพรหวังกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน อะไรก็ไม่รู้" เห็นมั้ยค่ะว่าถ้าเราแก้ไขอะไรไม่ถูกจุด มันก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาหรอกค่ะ "ถ้าเรามีแต่ศรัทธาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ใช้ปัญญาเหตุและผลไตร่ตรอง" มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะนับถือศาสนาหรอกค่ะ ถ้ารู้สึกขัดใจสามารถแย้งได้น่ะค่ะ