ตั้งใจจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มีป่าชายเลน

                              

 

                        ต้นเรื่องมาจากชายคนหนึ่งเดินเข็นรถเข็นเลาะริมถนน เพื่อรดน้ำต้นไม้บริเวณสองข้างทางในเวลาโพล่เพ้ย ผมขับรถผ่านมาเห็นด้วยความสงสัย จึงจอดรถลงไปถามก็เลยรู้ว่าชายคนที่ใส่เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนคราบดินและเหงื่อไค ที่กำลังเข็นรถเข็น รดน้ำต้นไม้อยู่ริมทางคนนั้นคือ ผู้ใหญ่แดงหรือที่เรียกกันว่า“ผู้ใหญ่รู” และเขาผู้นี้คือคนหนึ่งที่มีเจตนาดีและมีความมุ่งมั่น ตั้งใจจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มีป่าชายเลนมากยิ่งขึ้น เพียงหวังว่า กุ้ง หอย ปู ปลา จะกลับมาอยู่อาศัยในพื้นที่ ชาวบ้านก็จะมีอยู่มีกินเหมือนเดิมได้

จากนั้นผมก็แวะเวียนมาพบและพูดคุยกับผู้ใหญ่แดงอีกหลายๆครั้ง ทำให้รู้เรื่องราวที่มาที่ไป ทำไมถึงต้องมาทำเรื่องนี้ ? ได้ความว่า “เขตพื้นที่หมู่ 10 เป็นเขตแนวกัดเซาะชายฝั่ง (อ่าว ก. ไก่) มีคลื่นลมพัดน้ำทะเลเข้าชายฝั่งทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยใกล้ทะเล และหมู่บ้านแห่งนี้มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องในหมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น แนวคิดที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อให้ชุมชนอยู่รอดและพ้นจากภัยธรรมชาติจึงเริ่มขึ้น โดยการรวมกลุ่มชาวบ้านและชวนกันมาช่วยออกแรง นำไม้ไผ่มาปักเป็นแนวยาวหลายร้อยเมตร เพื่อป้องกันการกัดเซาะหน้าดินบริเวณชายฝั่งทะเล
ผลที่ได้ตามมาคือตะกอนดินจากน้ำทะเลที่คลื่นลมพัดเข้าหาฝั่งถูกกัก ทับถม ตลอดแนวเขตไม้ไผ่ และการที่จะรักษาดินให้อยู่ได้โดยดินไม่ถูกกัดเซาะจากน้ำทะเลอีกก็คือ ที่มาของโครงการกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ในเขตพื้นที่หมู่ 10 โดยการนำต้นไม้ป่าชายเลนมาปลูกเพื่อให้ทำหน้าที่ยึดเกาะดินเอาไว้ เมื่อมีดินมีต้นไม้เป็นป่าชายเลน จึงทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศเพิ่มขึ้นด้วย

จนถึงวันที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาทำงานร่วมกันกับผู้นำชุมชนในพื้นที่และขยายผลของงานออกไป จุดกำเนิดของแนวคิดเรื่อง การสร้างศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลน “ ภายใต้ชื่อที่เห็นพ้องกันว่า “โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน” จึงเกิดขึ้น โดยการประสานความร่วมมือ จากเพื่อน พี่ น้อง และบุคคลทั่วไป
กลยุทธที่นำมาใช้อาจเป็นวิธีการที่เรียบง่าย คือ     “การบอกต่อถึงเจตนาดี คิดดี และทำดี ” ให้คนอื่นรู้และอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรม วันนี้โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน จึงถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของงานด้านการพัฒนาของชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มุ่งหวังที่จะรองบประมาณของรัฐมาบริหารจัดการงาน แต่ใช้การประสานความร่วมมือ ให้แนวคิดดีๆของคนในชุมชนได้ถูกนำไปต่อยอดและสนับสนุนแบบมีส่วนร่วม สิ่งหนึ่งที่จะได้คือความเต็มใจที่จะดูแลรักษาพื้นที่ที่เขารักและทำอย่างเต็มใจ นั้นหมายถึงความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้น ครับ