เมื่อเราตื่นขึ้นมาตอนเช้า เรามีทางเลือกง่ายๆอยู่ 2 ทางคือนอนหลับแล้วก็ฝันต่อหรือตื่นขึ้นมาและขับเคลื่อนให้ความฝันเป็นจริง คำตอบอยู่ที่คุณ

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ของการฝึกอบรม ผมขับรถกลับจากตากราวสี่โมงเย็น แวะทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารในปั๊มน้ำมันตรงที่เลยนครสวรรค์มาเล็กน้อย และแวะจอดพักเป็นระยะๆ มาถึงที่วิทยาลัยเกือบห้าทุ่มแล้ว ถนนตรงทางเข้าแหลมฉบังจะโล่งแต่ก็ยังคงมีรถบรรทุกวิ่งกันอยู่ วิ่งกันจนถนนเลนซ้ายทรุดและพังไปหลายแห่งและรถบรรทุกก็ย้ายมาวิ่งเลนขวาอีก และอีกไม่นานถนนก็จะทรุดโทรมเท่ากันทั้งสองเลน ผมขับรถเลยทางแยกเข้าวิทยาลัยฯไป ต้องไปยูเทิร์นกลับเพราะมืดไม่มีไฟฟ้าและถนนกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างปรับปรุง คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน คาดว่าเรียนจบหลักสูตรแล้วก็คงยังไม่เสร็จ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องระยะของการเรียนรู้ (Stages of Learning) 4 ระยะคือUnconscious incompetence, Conscious incompetence, Conscious competence, Unconscious competence ทำให้นึกถึงหลักการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่พี่ต้อย (สุดาวรรณ)แนะนำผมไว้ว่า เวลาดูหนังฝรั่งไม่ต้องดูตัวแปรภาษาไทย ดูไปเรื่อยๆแบบไม่รู้ตัว ให้จิตใต้สำนึกมันดูเอง จะเรียนรู้ได้ดี และเวลาหลับถ้าเปิดทีวีไว้ จิตใต้สำนึกมันจะยังคงฟังอยู่และอาจารย์ถิระโรจน์บอกไว้ว่า "ถ้าคนเราจะเปลี่ยนนิสัยต้องใช้เวลา 21 วัน" ส่วนอาจารย์ขวัญฤดีบอกว่า ถ้าจะฝึกคิดแบบลึกแบบกว้างหรือคิดเป็นระบบให้ฝึกเขียน Mindmap ทุกวันๆละเรื่องจนครบ 100 เรื่อง

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2553 ช่วงเช้าสรุปภาพรวมการสร้างกระบวนทัศน์การเป็นนักบริหารระดับสูงในภูมิภาค โดย ศ. ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ทุกกลุ่มได้ร่วมกันสรุปแล้วจัดทำเอกสารส่งให้อาจารย์พิจารณาและเตรียมนำเสนอ ก่อนนำเสนออาจารย์ได้บรรยายให้ฟังก่อนโดยเน้นเรื่องการคิดเชิงระบบ (system Thinking) โดยนำหลักการพื้นฐานของการคิดเชิงระบบไว้ 10 ข้อ มาให้พวกเราได้รับรู้กัน ดังนี้

-  ปัญหาวันนี้มาจากการแก้ปัญหาเมื่อวาน (Today’s problem came from yesterday’s solution.)

-  ยิ่งผลักแรงเท่าไหร่ แรงสะท้อนกลับยิ่งมากขึ้นเท่านั้น (The harder you push, the harder the system pushes back.)

-  สิ่งต่างๆจะเลวร้ายจนที่สุดแล้วจึงค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมา (Behavior will grow worse before it grows better.)

-  อะไรที่ใช้ทางออกง่ายๆมันจะนำปัญหากลับมามากกว่าเดิม (The easy way out usually leads back in.)

-  การรักษาอาจให้ผลเลวร้ายกว่าโรค (The cure can be worse than the disease.)

-  ยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งจะช้าขึ้นเท่านั้น (Faster is slower.)

-  เหตุและผลไม่ได้อยู่ในเวลาและสถานที่เดียวกัน (Cause and effect are not closely related in time and space.)

-  บางทีการเปลี่ยนอะไรเล็กๆน้อยๆที่ถูกที่ถูกเวลาก็จะให้ผลที่ยิ่งใหญ่ได้ (Small changes can produce big results…but the areas of highest leverage are often the least obvious.)

-  โลกนี้อยู่ได้ด้วยการแบ่งปัน ไม่มีใครสามารถได้ทุกสิ่งทุกอย่างคนเดียว (You can have your cake and eat it, but not all at once.)

-  เอามีดผ่าช้างออกเป็นสองครึ่ง ไม่ได้ช้างสองตัว (Dividing an elephant in half does not produce two small elephants.)

การจัดการการพัฒนาสังคมแบบรวมศูนย์ แก้ปัญหาไม่สำเร็จเพราะเรียนรู้ได้ช้ากว่าการขยายตัวของปัญหาสังคม การแก้ปัญหาต้องใช้วิธีโยงกลุ่มพลังที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ทางออกไม่ได้อยู่เหนือปัญหาหรืออยู่ที่หนึ่งที่ห่างไกลปัญหา คำตอบอยู่ในปัญหา ต้องจัดระบบให้การศึกษา การเมืองและเศรษฐกิจสนับสนุนให้คนพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองได้

สังคมไทยต้องการความเชื่อถือกันและสื่อสารกันของผู้คนเพื่อหลอมรวมจินตนาการและความรู้ของชุมชน การวิจัยที่ดีจะได้จากการตั้งคำถามที่ถูกต้อง คำถามที่ถูกต้องจะเกิดได้ถ้ามีกรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptualization) ที่ดี เมื่อปัญหามันยุ่งยาก แต่ไปหาวิธีการแก้แบบง่ายๆ ปัญหามันจึงไม่จบ

หลังอาจารย์บรรยายเสร็จ อาจารย์ก็เลือก 4 กลุ่มมานำเสนอเพิ่มเติม โดยไม่ได้นำเสนอครบทุกกลุ่ม ผมได้นำเสนอเป็นคนที่สอง ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงในการจัดทำสไลด์นำเสนอ มันไม่ได้ยากที่การทำสไลด์ แต่มันยากตรงที่จะทำอย่างไรที่จะสามารถหลอมรวมหรือรวบรวมเอาความคิด ข้อเสนอดีๆของคนทั้ง 10 คนในกลุ่มโดยไม่ให้ตกหล่นและนำเสนออกมาให้ผู้ฟังมองเห็นภาพรวมและการเชื่อมโยกันเองของเนื้อหาในหมวดวิชาที่ 1 และการเชื่อมโยงกับหมวดวิชาอื่นๆที่เหลืออีก 8 หมวดวิชา

ผมนำเสนอด้วยภาพ (ดูแล้วอาจคิดไปได้หลายทางถ้าคิดลึก) ที่สื่อให้ คนคิดเชิงระบบ มองเห็นภาพรวม (เห็นป่า อย่าเห็นเพียงต้นไม้) และให้คน “คิดกว้าง แล้วค่อยคิดลึก” ภาพหนึ่งภาพสื่อความหมายเกินคำบรรยายเกินพันคำจริงๆ ต่อด้วยสไลด์การเชื่อมโยงเนื้อหาทั้ง 7 วิชาในหมวดที่ 1 ต่อด้วยสไลด์ภาพเรือใบลำเล็กในทะเลกว้าง กับประโยคที่ว่า “เราไม่สามารถปรับทิศทางลมได้ แต่เราสามารถปรับใบเรือได้” เพื่อสื่อถึงการปรับกระบวนทัศน์และกรอบความคิดของผู้บริหารและผู้นำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

สไลด์ต่อไปผมนำเสนอ สรุปความรู้ที่ได้รับ ด้วยประโยคง่ายๆ 7 ประโยค เท่ากับจำนวนวันที่มีอยู่ 7 วันในหนึ่งสัปดาห์ โดยผู้นำและผู้บริหารต้องมีดังนี้

¢ ปรับ “กบาลทัศน์” (Mindset) เพื่อเปลี่ยน “กระบวนทัศน์” (Paradigm)

¢ กล้าคิด กล้านำ กล้าทำ กล้าตาม กล้าเปลี่ยนแปลง

¢ เปิดกว้าง รับฟังคนอื่น รับรู้ความรู้สึกคนแต่ใช้เทคนิคทางวิชาการ

¢ มองเชิงบวก คิดนอกกรอบ มองเห็นภาพใหญ่ เข้าใจส่วนย่อย

¢ มองเห็นอนาคต พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน

¢ เติบโตจากภายใน ใส่ใจโลกภายนอก(คิดกว้าง มองไกล ใฝ่ดี มีกึ๋น)

¢ มั่นใจตนเอง เห็นคุณค่าคนอื่น (เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งชีวิต)

สลับสไลด์ต่อไปด้วยภาพชายคนหนึ่งกำลังมองลอดปากถ้ำออกไปเห็นท้องฟ้ากว้างที่กำลังอยู่ในระหว่างความมืดกับความสว่าง กับประโยคที่ว่า “เมื่อเราตื่นขึ้นมาตอนเช้า เรามีทางเลือกง่ายๆอยู่ 2 ทางคือนอนหลับแล้วก็ฝันต่อหรือตื่นขึ้นมาและขับเคลื่อนให้ความฝันเป็นจริง คำตอบอยู่ที่คุณ

แล้วก็อีกสไลด์หนึ่งด้วยการสรุปหมวดวิชาทั้ง 9 หมวดวิชาในหลักสูตรนักปกครองระดับสูง ที่เชื่อมโยงกันเป็นลำดับจากหมวด 1 การสร้างกระบวนทัศน์และวิธีคิด ต่อด้วยหมวด 2-3-4-8 (มุมมองในระดับสากล มุมมองในระดับประเทศ การเสริมสร้างภาวะผู้นำ คุณภาพและการสร้างสุนทรียภาพที่) เน้นการพัฒนาผู้นำด้วยการพัฒนาตัวตน (เติบโตจากภายใน) และมุมมอง (ใส่ใจภายนอก)

หลังจากนั้นก็เป็นการพัฒนาความเป็นนักบริหารด้วยหมวดที่ 5 (การบริหารภาครัฐแนวใหม่) และ 6 (กระทรวงมหาดไทยและการบำบัดทุกข์บำรุงสุข) ต่อด้วยการนำความรู้ไปประยุกต์และทดลองปฏิบัติในหมวดที่ 7 (การเสริมสร้างประสบการณ์ปกครองและการบริหาร) และ 9 (การนำลงสู่การปฏิบัติ)สุดท้ายจะได้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้ผู้บริหารระดับสูงหรือนักปกครองระดับสูงที่มีภาวะผู้นำและมีสมรรถนะ ดังที่เคยนำเสนอไปแล้วในตอนก่อนๆ

สไลด์ต่อไปเป็นการสรุปจากประสบการณ์ เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้โดยผมสรุปให้เห็นเจตนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ของหลักสูตรจะเป็นจาก Learning Individual สู่ Learning Teamwork สู่Learning Network สู่ Learning Organization สู่ Intelligent Organization จนเกิดเป็น High performance organization

สลับด้วยสไลด์รูปภาพคนพายเรือเล็กในกระแสน้ำเชี่ยว พร้อมกับประโยคภาษาอังกฤษ (เพื่อให้ดูสากลหน่อย) ที่มีความหมายว่า “เวลาก็เหมือนสายน้ำ คุณไม่สามารถสัมผัสกระแสน้ำเดียวกันได้เป็นครั้งที่สองเพราะกระแสน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วจะไม่หวนกลับมาอีก จงมีความสุขกับทุกขณะของชีวิต

พร้อมกับสรุปข้อเสนอแนะของกลุ่มให้แก่ผู้จัดการฝึกอบรมด้วยคำว่า “KUSAVIA” มาจากคำว่า “Knowledge, Understanding, Skills, Attitude, Value, Inspiration, Action” โดยผมกล่าวไว้ว่า กระบวนการจัดการให้มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะต่างๆดีอยู่แล้ว แต่ผู้จัดน่าจะต้องพยายามให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติ เห็นคุณค่า เกิดแรงบันดาลใจที่จะนำไปปฏิบัติ การจัดการฝึกอบรมก็จะเกิดประโยชน์แก่ผู้เรียน หน่วยงานและประเทศชาติมากขึ้น

พร้อมสไลด์ปิดท้ายด้วยภาพรถยนต์กำลังมุ่งหน้าเดินทางไปในพื้นที่ป่าโปร่งที่มีคำบรรยายภาพว่า “หัวใจของการเดินทางไม่ใช่อยู่ที่จุดหมาย หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง...มากกว่า” เพื่อย้ำเตือนแก่เพื่อนในรุ่นว่า อย่ามัวห่วงแต่นั่งเรียนหนังสือในห้องเรียนเท่านั้น อย่าลืมเก็บเกี่ยวมิตรภาพ ความงดงามของความสัมพันธ์และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อนๆด้วยกันก็มีคุณค่าไม่น้อย และประโยคทีเล่นทีจริงอีกว่า “ความสำเร็จขึ้นอยู่กับทีม ความล้มเหลวขึ้นอยู่กับผู้นำ (เสนอ)

ท่านผู้อ่านคงเริ่มเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมผมให้ชื่อตอนนี้ว่า ประดิดประดอย แม้แต่สีของพื้นและกรอบสไลด์ผมก็ใช้สีส้ม เพราะสีส้มเป็นสีของกลุ่มปฏิบัติการที่ 4 ที่ผมสังกัดอยู่ หลังการนำเสนอ ผมคิดว่าทำให้เพื่อนๆมองเห็นภาพและมีความเข้าใจมากขึ้น พอจบชั่วโมงเพื่อนๆหลายคนก็เดินเข้ามาชมเชยว่าผมสรุปให้เข้าใจได้ดีมาก ผมคิดว่าคุ้มกับที่ผมพยายามตั้งใจจัดทำสไลด์และนำเสนอสไลด์ชุดนี้ ไม่ใช่เพราะคำชม แต่เป็นเพราะผมสามารถช่วยให้เพื่อนๆได้เข้าใจและมองภาพรวมของหลักสูตรได้มากขึ้น จริงๆแล้วผมเองก็พยายามทำตัว “Low profile มาตลอด”

ช่วงบ่าย เรียนวิชาทิศทางการเมืองการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินกับการพัฒนาประเทศ โดยอาจารย์มนุชญ์ วัฒนโกเมร อาจารย์สรุปกระแสหลักทิศทางการเมือง การปกครองและการบริหารในช่วงปลายทศวรรษ 2530-ต้นทศวรรษ 2550 มี 5 กระแสคือการกระจายอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล การป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ การมีส่วนร่วมของประชาชน (มี 5 ระดับคือให้ข้อมูลข่าวสาร รับฟังความคิดเห็น เกี่ยวข้อง ร่วมมือร่วมใจและเสริมอำนาจ) และการพัฒนาการเมือง (เริ่มเข้าสู่การเมืองภาคประชาชน)

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2553 ช่วงเช้าเรียนวิชา บทบาทของประเทศไทยในการจัดการสิ่งแวดล้อมโลก ภาวะโลกร้อนโดย ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา ท่านกล่าวว่า ภาวะโลกร้อน เป็นภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากการดูดซับความร้อนและการแผ่รังสีความร้อนของชั้นบรรยากาศโลกที่เพิ่มมากขึ้น พบว่าอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 0.74 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมมา

ภาวะกาซเรือนกระจกในธรรมชาติเป็นภาวะที่เกิดความสมดุลของพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์และพลังงานที่โลกเสียไป การเพิ่มขึ้นของกาซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้ภาวะสมดุลดังกล่าวเสียไป ชั้นบรรยากาศเก็บกักรังสีความร้อนมากขึ้น โลกจึงร้อนขึ้น ส่งผลให้เกิดการเร่งอัตราการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก น้ำทะเลเพิ่มและขยายตัว กระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศเสียสมดุล สภาพอากาศรุนแรง (พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง) เกิดการขาดแคลนอาหารและเกิดโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ

อาจารย์เสนอแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อนด้วยการปรับตัวเพื่อรับมือกับการกัดเซาะชายฝั่งและน้ำท่วม สร้างเสริมสุขภาพรับมือกับโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ การสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องแหล่งอาหารและการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการใช้น้ำอย่างพอเพียง

ช่วงบ่าย พบอาจารย์ที่ปรึกษาทำไอเอส ผมเริ่มเขียนบทที่ 1 และ 3 แต่บทที่ 2 ยังทำไม่เสร็จ งานยังไม่ก้าวหน้าจึงยอมรับกับอาจารย์จรัญญาตรงๆ อาจารย์ก็ใจดีไม่ได้ว่าอะไร และให้รีบไปดำเนินการให้เร็วขึ้น การเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศสบายๆ ไม่กดดัน ไม่หวาดกลัว จะทำให้เรียนรู้ได้ดีมากขึ้น  ผมคิดว่าผมก็คงเหมือนโคนันทวิศาล ถ้าดุ ตำหนิหรือบังคับ ผมก็ไม่อยากทำ แต่ถ้าใจดี เป้นกันเองก็จูงใจให้ผมอยากเรียนรู้มากขึ้น

คล้ายๆสมัยที่ผมเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ถ้าวันรุ่งขึ้นจะสอบวิชาหนึ่ง ผมจะไม่อยากอ่านวิชานั้น แต่จะไปอ่านวิชาอื่น เพราะผมรู้สึกว่า การสอบบังคับให้ผมต้องอ่านหนังสือซึ่งไม่สนุก ผมชอบออ่านหนังสือตามใจตัวเองมากกว่า มีความสุขมากกว่า คะแนนสอบตอนเรียนแพทย์จึงพอผ่านๆเท่านั้น แต่ตอนเป็นแพทย์ฝึกหัดผมจะทุ่มเทอย่างมาก