"ความคิดดีจะค่อยๆ สร้างกำลังใจให้เรา ไม่ว่าอุปสรรคจะมีมากอย่างไร ก็ไม่สามารถทำลายความตั้งใจที่มีอยู่ได้เลย"

"ความคิดดีจะค่อยๆ สร้างกำลังใจให้เรา

ไม่ว่าอุปสรรคจะมีมากอย่างไร

ก็ไม่สามารถทำลายความตั้งใจที่มีอยู่ได้เลย"

ชีวิตเริ่มต้นด้วยปัญหา  และเราเคยสังเกตหรือไม่  ทุกครั้งที่คิดแก้ปัญหาเรื่องใดก็ตาม  มักจะมีความ คิดดีกับไม่ดีตีกันเองในหัวสมองเสมอ  ฉะนั้นถ้าเราเก็บสะสมความคิดดีๆ หรือความคิดแบบบวกไว้มาก  ก็จะเอาชนะความคิดไม่ดีหรือคิดแบบลบได้  ตรงข้าม  ถ้าสะสมความคิดไม่ดีไว้มาก  ก็จะชนะความคิดดีได้เช่นเดียวกัน 

อย่างเวลาที่เราคิดเรื่อง “ความสำเร็จในชีวิต”  บางคนเห็นว่า..ความสำเร็จมาจากพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดสำหรับคนที่ไม่มีมา  ก็ยอมรับเสียเถอะว่ายากจะประสบความสำเร็จได้...

พอเราใส่ความคิดติดลบให้ตัวเองตั้งแต่ต้น  ทุกครั้งที่ทำอะไรไม่สำเร็จ  ก็จะหวนนึกถึงความคิดเหล่านี้เสมอ  พลอยทำไห้หมดกำลังใจ  ที่สุดก็เริ่มท้อแท้  และสิ้นหวังกับชีวิตจนไม่อยากทำอะไรให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

แต่บางคนกลับคิดว่า..ความสำเร็จมีอยู่ทุกที่ทุกเวลา  ถ้าเราเชื่อมั่นว่าทำได้  เราก็เป็นได้ทุกอย่างที่อยากเป็น  เพราะทุกคนคงไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด  ถ้าได้ฝึกฝนบ่อยๆ  ไม่ว่าใครก็ทำได้ทั้งนั้น  แม้แต่ขอทานพิการทางมือทั้ง 2 ข้าง  เมื่อผ่านการฝึกฝนตัวเอง  ก็ยังใช้เท้าแทนมือวาดรูปได้สวยมากกว่าคนที่มีมือแต่ไม่เคยได้ฝึกเลยด้วยซ้ำ...

ความคิดดีจะค่อยๆ  สร้างกำลังใจให้เรา  ไม่ว่าอุปสรรคจะมีมาก อย่างไรก็ไม่สามารถทำลายความตั้งใจที่มีอยู่ได้เลย  แต่พระพุทธศาสนาสอนให้เรามองอีกด้านว่า...แม้แต่ความคิดดีหรือการคิดบวก  ก็อาจนำเราไปสู่ความไม่ดีได้เช่นกันหรือแม้แต่ความคิดไม่ดีหรือคิดลบมากไป  นำไปสู่สิ่งดีๆ  ก็มีไม่แน่นอน  เพราะทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ความคิดอย่างเดียวยังต้องอาศัยการกระทำควบคู่กันไปด้วย...

อย่างเราอยากได้บ้านได้รถ  แต่ไม่ยอมทำงาน อาศัยคำสอนที่ว่า  ทำบุญอธิษฐานแล้วจะได้ทุกสิ่งที่ตนปรารถนา  จึงเที่ยวถามหาว่า  ที่ไหนใครบอกกันว่าทำบุญแล้วชีวิตจะดีขึ้น  อธิษฐานแล้วจะได้ทุกอย่างสมปรารถนา  ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ไปทำบุญกับเขาจนได้

ความอยากได้(ตัณหา)ถือว่าเป็นกิเลส  เป็นความคิดด้านลบ  ทำให้เราหวังผลจากสิ่งที่ทำมามากเกินเลยจากความเป็นจริง  แต่เพราะความอยากได้จึงนำไปสู่การทำบุญ  ซึ่งเป็นความดีที่อาจไม่ได้ตอบสนองผลเป็นวัตถุ  แต่อาจมอบความสุขใจให้ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

ตรงกันข้าม  หากเราคิดดีหรือคิดบวก  เช่น  อยากเลี้ยงพ่อแม่  ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก  แต่กลับใช้วิธีการที่ผิดศีลธรรม  ไปปล้นเงินหรือโกงทรัพย์สินคนอื่นเขามา  เป็นการเริ่มต้นด้วยความคิดที่ดี  แต่กลับนำไปสู่การทำไม่ดีไปเสีย

อย่างมีชายคนหนึ่งกำลังเดินออกจากบ้าน  เห็นเด็กข้างบ้านซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดียืนอยู่หน้าบ้านพร้อมกับพ่อ  โดยเด็กกำลังมองดูคนขายลูกโป่งซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งถนน  เขาเดินเข้าไปทักทายเด็กชายอย่างคุ้นเคย  เลยรู้ว่าเด็กชายคนนั้นอยากได้ลูกโป่งแต่พ่อไม่ยอมให้เงินไปซื้อ

ด้วยความสงสารชายคนนั้นจึงให้เงินไปโดยไม่ได้คิดอะไร  เมื่อเด็กได้เงินก็รีบวิ่งข้ามถนนไปทันที  แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  เมื่อรถที่วิ่งมาด้วยความเร็ว  เบรกไม่ทัน จึงพุ่งชนเต็มแรง  ร่างเล็กๆ ลอยขึ้นก่อนจะตกกระแทกพื้นอย่างแรงเสียชีวิตทันที

เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพ่อและชายคนนั้นตลอด  เมื่อทั้งคู่หายจากอาการตกตะลึง  พ่อก็รีบวิ่งเข้าไปหาร่างลูกชายพร้อมใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา  ก่อนจะรีบบอกให้คนแถวนั้นช่วยเรียกรถพยาบาลอย่างคนเสียสติ  พร้อมกับต่อว่าชายคนนั้นว่าเป็นต้นเหตุให้ลูกชายตนเองต้องตาย

ส่วนชายคนนั้นได้แต่ตกใจกับเหตุการณ์ไม่แพ้พ่อของเด็กคนนั้น  และยังสะอึกกับคำพูดที่ถูกต่อว่าต่างๆ นานา เขาไม่มีเจตนาจะให้เด็กคนนั้นได้รับอันตราย  เพียงแค่อยากให้เด็กได้รับความสุข  จนลืมนึกถึงในเรื่องความปลอดภัย

เรื่องทั้งหมดสรุปได้ถึงเจตนาที่ดี  บางทีก็นำไปสู่เรื่องไม่ดีได้อย่างที่เห็น  นั่นเพราะความคิดเป็นส่วนหนึ่ง  การกระทำเป็นอีกส่วนหนึ่ง  และการกระทำต่างหากที่บ่งบอกได้ถึงผลที่จะตามมา  ถ้าเราไม่ฉุกคิดในทุกการกระทำ  ก็ย่อมได้รับผลอย่างที่เห็น

เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย  จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าวันนี้ทำดี  แต่ทำไมพรุ่งนี้ถึงยังไม่ดีอีก  ทำไมคิดดี  คิดบวกสารพัด ทำไมผลจึงออกมาล้มเหลวหรือบางคนทำไม่ดี  ผลที่ได้กลับดี  คนโกงทำไมจึงรวย  สิ่งที่เรายังไม่มีคำตอบให้ในเวลานี้  จึงต้องรอคอยพิสูจน์ด้วยระยะเวลา

พระพุทธองค์จึงสอนให้เราสนใจแต่จิตใจของตนว่าสุขหรือทุกข์ “เพราะจิตมีดวงเดียว เมื่อมีชีวิตหรือตายไปก็ดวงนี้  ถ้าตอนมีชีวิตอยู่ได้รับทุกข์  ตายไปก็ทุกข์  ยังมีชีวิตมีความสุข  ตายไปก็ได้รับความสุขอย่างไม่ต้องสงสัย  ตอนมีชีวิตยังไม่รู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร  แล้วตายไปจะมีความสุขได้อย่างไร”

ฉะนั้น  ชีวิตจะดีหรือร้าย  ล้มเหลวหรือสำเร็จ  จะเจริญก้าวหน้าหรือย่ำแย่แค่ไหน  ไม่ใช่สิ่งที่เราควรคิดถึงเป็นอันดับแรก  สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าตอนนี้จิตใจของเราเป็นอย่างไรต่างหาก  เพราะไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน  ยังยิ้มได้เสมอ  นั่นต่างหากที่สำคัญ  อย่างน้อยจิตใจเราก็ยังมีความดีมากพอที่จะมีความสุขกับชีวิตได้

 

-- ที่มา --

กิตติเมธี.  ศิลปะการคิดให้ชีวิตมีสุข. กรุงเทพฯ : กลุ่มผลิบาน, 2553.