ปีที่แล้วผมไปอุดฟันอีกสองครั้งติด ๆ กัน เพราะอุดครั้งแรกแล้วไม่กี่วันก็แตก จึงต้องไปอุดใหม่อีกครั้ง โชคดีหน่อยที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ

เรื่องของฟัน-2

โสภณ  เปียสนิท 

...........................

 

                ปีที่แล้วผมไปอุดฟันอีกสองครั้งติด ๆ กัน เพราะอุดครั้งแรกแล้วไม่กี่วันก็แตก จึงต้องไปอุดใหม่อีกครั้ง โชคดีหน่อยที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ผมจึงไม่เปลืองเงินมากนัก เมื่อผมเล่าถึงอาการเจ็บเมื่อเคี้ยวอาหารนาน ๆ ดื่มน้ำร้อน น้ำเย็นจะมีอาการเสียวจนทำให้ผมไม่อยากจะดื่มน้ำ คุณหมอให้คำแนะนำว่า ครั้งหน้าผมควรไปครอบฟันเสีย

 

                สอบถามเรื่องข้อมูลการครอบฟันจึงทราบว่า โรงพยาบาลรัฐตามชนบท ไม่มีการให้บริการการครอบฟัน เพราะไม่มีอุปกรณ์ เหตุใดจึงไม่มีอุปกรณ์ คำตอบยังไม่แจ้งชัด แต่แปลกก็คือ คุณหมอแนะนำให้ผมไปทำการครอบฟันที่ คลินิคส่วนตัว (แน่นอนย่อมเป็นของส่วนตัวของคุณหมอหรือไม่ก็ของที่มีเจ้าของคุ้นเคย หรือไม่ก็เป็นญาติมิตร) ซึ่งพร้อมให้บริการ ปัญหาอยู่ที่ค่าบริการ หนึ่งซี่ประมาณสามพันบาทขึ้นไป คำนวณดูเงินเดือนแล้ว ผมจึงชลอโครงการครอบฟันไปชั่วคราวเนื่องจากผมยังไม่อยากทำงบประมาณรายเดือนของครอบครัวแบบขาดดุล

 

                ปัญหาเรื่องฟันของคุณแม่บ้านของผมก็อยู่ในสภาพที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หลายครั้งที่เธอขอให้ผมอยู่บ้านดูแลลูกแทน เพื่อให้เธอได้ไปทำฟัน แต่ผมก็เฉยเสียบ้าง บ่ายเบี่ยงว่าติดภารกิจบ้าง จนในที่สุดเธอยื่นคำขาดว่าต้องไปทำฟันในวันเสาร์หน้า ซึ่งทำให้ผมไม่มีทางเลี่ยงอีกต่อไป วันเสาร์ที่นัดหมายกันไว้ก็มาถึง เราสามคน พ่อ แม่ ลูก เดินทางถึงคลินิคหมอฟันตามนัด ระหว่างรอ ผมต้องทำกิจกรรมกับลูกวัยสองขวบอย่างต่อเนื่อง ทั้งอ่านหนังสือให้ฟัง คุยให้ฟัง ชี้ให้ดูโน่นดูนี่ เอาของเล่นให้เล่น ให้กินนม ซื้อขนมให้กิน พาไปเดินเล่น สามชั่วโมงครึ่งผ่านไป จ่ายไป 3500 บาท ผมดีใจว่าพิธีกรรมทำฟันเสร็จเรียบร้อย แต่ยังครับ ภรรยาแจ้งว่าครั้งหน้าหมอนัดในวันเสาร์ถัดไป ผมงง “อ้าว ทำไมต้องจ่ายเงินทั้งหมดตอนนี้” เธอบอกว่า “เปล่า เสาร์หน้าต้องจ่ายอีก 3000 บาท” ค่าทำฟันครั้งนี้ทำให้ผมเห็นคุณค่าของการรักษาฟัน และตำหนิตัวเองที่ไม่ดูและฟันให้ดีไปหลายวัน

 

               เมื่อถึงร้านหมอในวันนัดครั้งที่สอง ผมพาลูกไปนั่งตรงเก้าอี้รับรองแขก แม่บ้านไปติดต่ออยู่ที่พนักงานต้อนรับ ผมเล่นอยู่กับลูกแต่หูได้ยินเสียงการโต้ตอบสนทนาระหว่างผู้ให้และผู้มารับบริการ “นัดไว้หรือเปล่าค่ะ” “นัดคะ” “แต่ไม่เห็นมีในหมายนัดเลยนะคะ” “อ้าว..ก็คุณหมอเป็นคนนัดดิฉันเอง” “ หรือ อ๋อ มีคนโทรมายกเลิกนี่ค่ะ เป็นเสียงผู้ชาย แจ้งว่าคุณประไพเลือนนัด”

                   คราวนี้ผมหูผึ่งขึ้นมาทันที ก็บ้านของเรา มีอยู่กันแค่สามคน และผมเป็นผู้ชายอยู่คนเดียว ภรรยาหันขวับมามองที่ผมด้วยสายตาที่ค้นหาคำตอบ รู้สึกฉุนกึกขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน นึกในใจว่า “ซวยแล้วกู” ยิ่งภรรยามองผมด้วยสายตาคาดคั้นมีความหมายในเชิงว่า “ใครให้เธอโทรมายกเลิกนัด (นี่เขียนให้เพราะแล้วนะครับ) ผมยิ่งเดือดปุดอยู่ภายใน ผมระงับปากไม่อยู่เสียแล้ว “เอ ระบบการจองคิวมีปัญหาเสียแล้วมั้งครับ” เธอคนนั้นหันควับมาทางผมด้วยสายตาที่เลียนแบบมาจากนางอิจฉาในละครหลังข่าว “ไม่มีปัญหาร็อก ตั้งแต่เปิดร้านมาไม่เห็นคนอื่นมีปัญหา” ว่าเข้านั้น แน่นอน เรื่องนี้คงหาคนผิดไม่ได้ แต่ผลที่ตามมาก็คือทำให้ผมและภรรยารู้สึกขุ่น ๆ ไปทั้งวัน

 

                มองในมุมของผม ก็ว่าทางร้านหมอผิด ทางหมอก็โยนความผิดที่ว่ากลับมาที่ผมอยู่ดี ทำให้ผมนึกถึงคำของมหาตมะ คานธี ที่ว่า “Customer is the king ลูกค้าคือเจ้า” ขึ้นมาทันที ร้านนี้ช่างเข้าใจงานบริการได้ดีแท้ ๆ ความรู้สึกผิดหวังสุมเข้ามาในความคิดของผม เมื่อไม่มีทางอื่นที่ดีกว่า ผมจึงชวนภรรยาไปทำฟันที่ร้านอื่น เธอหันมากระซิบตอบเสียงมะนาวไม่มีน้ำว่า “เธอจะบ้าหรือ ทำมาครึ่งซึกแล้วจะย้ายร้าน” ครับก็จริงอย่างเธอว่า ผมจำเป็นต้องให้เธอกลับเข้าร้านเดิมอีกครั้งด้วยความฝืนใจ และจำยอมด้วยความรู้สึกสูญเสียหลายอย่าง เสียเงินค่อนหมื่น เสียอารมณ์ที่ถูกกล่าวหา เสียท่าที่ไม่อาจย้ายร้านได้ทันท่วงที เสียความรู้สึกที่ว่าทางร้านน่าจะมีวิธีแก้ปัญหานัดคิวซ้ำซ้อนได้ดีกว่านี้