พ่อหลวงของแผ่นดิน
เดินตามรอยเท้าพ่อหลวงของแผ่นดิน

เดินตามรอยเท้าพ่อหลวงของแผ่นดิน  

เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พสกนิกรทั้งประเทศจะได้ร่วมเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีของพ่อหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ไชโยดอทคอมจึงขออนุญาตนำเอาส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ได้เล่าไว้ในหนังสือ หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท มาให้พี่น้องไชโยได้อ่านกัน

ในโอกาสที่คนไทยทั้งแผ่นดินปฏิญาณตนจะ "ทำดีเพื่อพ่อหลวง" เราลองฟังเรื่องราวของพระองค์ แล้วนำไปเริ่มทำจากตัวเราเองกันดีกว่า เพื่อก้อนดินเล็กๆ จะได้รวมเป็นแผ่นดินแผ่นเดียว เพื่อพ่อ..อย่างแท้จริง

ใครมีเรื่องราวที่ได้รับฟังมา หรืออ่านมา อยากเชิญชวนให้ร่วมแบ่งปันกัน ณ บ้านไชโย ด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ เราเชื่อว่าทุกคนในที่นี้ อยากอ่านและอยากทำดีกันจริงๆ ... เพื่อในหลวงของเรา

..................................................................................................................

ตอนหนึ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งให้ผมไปจดมูลนิธิชัยพัฒนา ผมไปที่ กทม.(ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) เอง เราไม่อยากใช้อภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น เพราะยิ่งอยู่ใกล้เจ้านาย ยิ่งต้องทำตัวให้ธรรมดาตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ก็ไปแจ้งเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็มีเจ้าหน้าที่ของ กทม.เขามาสอบสวน ถามบอกทำไมนายกฯไม่มาเอง ผมก็บอก นายกฯงานเยอะ มาไม่ได้เลยมอบฉันทะมา บ้านอยู่อำเภออะไร บอกอยู่อำเภอดุสิต บ้านเลขที่เท่าไหร่ ไม่รู้ เขาก็ เอ อะไรบ้านไม่มีหลักแหล่ง แล้วมาตั้งมูลนิธิได้อย่างไรสอบสวนไล่ไปเรื่อย  ทำอาชีพอะไรบอกไม่รู้จริงๆว่าอาชีพอะไร แต่เห็นทำหลายอย่าง เจ้าหน้าที่เหลือบตาไปเรื่อยจนกระทั่งไปเห็นชื่อผู้ยื่นจริงๆ และผมเป็นแค่ตัวแทนเท่านั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมอบอำนาจมา อุ๊ย อย่าให้ท่านมานะ ขออย่ามาเลย จัดการให้เสร็จ ค่าจดทะเบียนสามสิบบาท ขอบริจาคเป็นคนแรกได้ไหม แล้วตกลงวันนั้นฟรี

ก็กลับมากราบบังคมทูล นี่พอเขาถามว่าอาชีพอะไร ข้าพระพุทธเจ้าตอบไม่ได้

พระองค์ท่านตอบว่า คราวหลังถ้าเขาถามว่าฉันทำอาชีพอะไร ให้ตอบว่า “ทำราชการ”

พระองค์ท่านทรงรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการ ถือว่ารับงานของราชะมาทำต่อ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือต้องรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน

.............................................................................................................

...เห็นเวลาเสด็จเยี่ยมราษฎรไหมครับ ทรงโน้มพระวรกายหาประชาชน ในขณะที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเราเดินก๋าเหมือนภาพที่เห็น คนใหญ่คนโตระดับเจ้ากระทรวงเดินผูกผ้าขาวม้า เดินตรวจราชการลอยไปลอยมา เฉียดหัวชาวบ้าน

พระองค์ทรงน้อมพระวรกายไปหาประชาชน คุกเข่าหน้าประชาชน ถามทุกข์สุข ปรึกษาหารือกับเขาเป็นชั่วโมงๆ บางทีประทับพับเพียบ ประชาชนนั่งพับเพียบ พระองค์ท่านก็ทรุดพระวรกายนั่งพับเพียบเสมอบนพื้นเดียวกัน แต่พวกเราเป็นใคร ทำไมทำยากทำเย็นนักอย่างนั้นหรือ ผมเห็นน้อยครั้งเหลือเกินที่จะมีภาพประทับตาอย่างนั้นเกิดขึ้น

ทำเถอะครับ ความน่ารัก น่าบูชา น่าเคารพ ไม่เสื่อมเสียเกียรติอะไรทั้งสิ้น และยิ่งอยู่สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องลงต่ำมากเท่านั้น สุภาษิตไทยเขาบอกแล้ว เหมือนรวงข้าวที่เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวนั้นจะต้องโน้มลงสู่แผ่นดินฉันใด คนก็ต้องเป็นอย่างนั้น

เวลาทรงงานต่างๆนั้น ทรงประทับกับพื้น ประทับพับเพียบ วิถีชีวิตชาวไทยที่สอนเรื่องความเรียบง่าย พระองค์ทรงประสูติกาลต่างประเทศนะครับ โตต่างประเทศ ศึกษาต่างประเทศ แต่เหตุไฉนเสด็จกลับมาพระองค์ท่านเป็นไทยที่สุด .. พระองค์ท่านทรงประทับพับเพียบได้เป็น 5 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ไม่เปลี่ยนท่าเลย พวกเรานี่เผลอปั๊บกลับท่ากลับที พอนานๆ 3-4 ชั่วโมงก็ค่อยๆพังพาบ ค่อยๆยืดขาเท้าแขนไปข้างหลัง แล้วก็เท้าแขนไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็นั่งพับเพียบๆเฝ้า พอ 4-5 ชั่วโมงพังพาบเฝ้า ถ้าขืนต่อสัก 2 ชั่วโมง ล้มตึงนอนเฝ้าตรงนั้นแน่

แต่พระองค์ท่านประทับนั่ง ความมีวินัยควบคุมพระวรกายทั้งหมด ความเรียบง่าย พระองค์กองเอกสารบนพื้น พวกเราก็นั่งล้อมวงเฝ้ากัน ไม่ต้องเข้าห้องประชุม ไม่ต้องมีโต๊ะเก้าอี้ ประหยัดนั่นเอง

ฉลองพระองค์เป็นสิบๆปีก็อย่างนั้น ฉลองพระบาทผ้าใบตลอด 59 ปีไม่เคยเปลี่ยนยี่ห้อเลย มีใครเคยสังเกตหรือเปล่า....ผมเหลือบเห็นนาฬิกาของพระองค์ท่าน พระองค์เรียกของพระองค์เองว่า “ยี่ห้อใส่แล้วโก้” ท่านบอก “นาฬิกาฉันยี่ห้อใส่แล้วโก้” ไม่กี่ร้อยบาทนะครับ ในขณะที่พวกเราต้องจอเป็นสัญลักษณ์ ที่ทำอย่างนั้น แสดงว่าในตัวไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นต้องการเฟอร์นิเจอร์มาประดับเพราะไส้ในไม่มีอะไรเลย คนที่เขามีอะไรแล้ว เขาไม่สนใจพวกอะไรสิ่งต่างๆเหล่านี้

( ข้อความจากหนังสือ หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)