หนทางที่จะออกจาก ภพภูมิเช่นนี้ จึงต้องเป็นหนทางที่ค่อนข้างบูรณาการ มีทั้งมิติที่กว้างและลึกอยู่ในกระบวนการหลักได้ รูปแบบกิจกรรมจึงน่าจะเป็นองค์รวมของปัญญา วิธีคิดที่เป็นระบบลึกซึ้ง ที่จะรู้ทุกข์และหาทางออกจากทุกข์ร่วมได้
(ภาพจากงาน เพื่อนช่วยเพื่อน บว. 53)
   

     เราค้นพบว่า ที่ผ่านมาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น เต็มไปด้วยกองเอกสาร และการแก้ปัญหาที่เป็นเชิงบุคคล คือ ช่วยเด็กเป็นคนๆ หรือการเยี่ยมบ้านที่ไม่สามารถรู้รายละเอียด ความเป็นจริงในระดับทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยมที่เป็นต้นเหตุของพฤติกรรมและอุปนิสัยจริงๆได้ อีกทั้งยังมีโครงการ เวที อบรมต่างๆ ที่ต่างคนต่างทำ และ เป็นเชิงบรรยาย ไม่ได้สร้างองค์ความรู้คงทน เปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมที่สร้างสรรค์  หรือ ค่ายกิจกรรมที่แยกส่วน ไม่ต่อเนื่อง แบ่งแยก เช่น เด็กกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ทั้งๆที่ในความจริง เด็กมีโอกาสที่จะเสี่ยงได้ทุกคน เด็กเรียนเก่งก็เสี่ยงที่จะเห็นแก่ตัว อัตตาสูง ติดแค่ฐานคิด  เด็กเรียนอ่อนก็เสี่ยงที่จะติดกับอบายมุข  ยิ่งในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและอยู่ในโมหะภูมิเช่นนี้ ทุกคนอยู่ในภาวะเสี่ยงทั้งหมด หนทางที่จะออกจาก ภพภูมิเช่นนี้ จึงต้องเป็นหนทางที่ค่อนข้างบูรณาการ  มีทั้งมิติที่กว้างและลึกอยู่ในกระบวนการหลักได้ รูปแบบกิจกรรมจึงน่าจะเป็นองค์รวมของปัญญา วิธีคิดที่เป็นระบบลึกซึ้ง  ที่จะรู้ทุกข์และหาทางออกจากทุกข์ร่วมได้  ครูหลายคนและเป็นส่วนมาก เบื่อหน่ายกับการอบรมปิ้งแผ่นใส นักเรียนเริ่มขยาดกับค่ายคุณธรรม ฟังเทศน์ หรือแม้กระทั่งรูปแบบกิจกรรมของครอบครัวในโรงเรียนที่ผ่านมาเองก็ตาม ก็เป็นการเหมือนกับว่ามาซึ้ง ร้องให้กอดหรือกราบกันแล้วก็ไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในที่ยาวนานได้ ซึ่งอย่างหลังนี้ ได้มีหลายคนมองเปรียบเทียบกับรูปแบบกิจกรรมที่อยู่ในโครงการสร้างเครือข่ายครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียนด้วย ในความจริงแล้ว  โครงการนี้มุ่งที่จะพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของครอบครัว ทั้งครู พ่อแม่ และเด็กทุกด้าน เป็นสุขภาวะองค์รวม เป็นสุขแท้ด้วยปัญญา ที่สามารถพิสูจน์จากกระบวนการที่อ่อนโยน หลากหลาย สร้างกระบวนการทางปัญญา เป็นจิตตปัญญาศึกษา  จนนำไปสู่พฤติกรรมที่เปลี่ยนและกระบวนทัศน์ที่ยกระดับขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กระบวนการต่างๆ ไม่ได้จบลงที่เวที ยังมีการ เยี่ยมบ้าน ทำกลุ่มย่อย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูด คุย สนทนา  แก้ปัญหารายย่อยอยู่อย่างสม่ำเสมอ       การที่จะทำงานในระบบดูแลนักเรียนที่ดีและยั่งยืนนั้น ต้องทำทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ  คือหมายถึงมีเวทีทั้งที่เป็นทางการ นำสู่กิจกรรมทักษะชีวิตในห้องเรียน  สาระวิชาที่ตัวเองสอน และทำตามเวทีธรรมชาติ คือ การเยี่ยมบ้านหรือ ให้การช่วยเหลือตามโอกาส อย่างครบวงจร  โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักๆอยู่สามกลุ่ม ได้แก่ แกนนำครูที่ปรึกษา  เครือข่ายผู้ปกครอง และเครือข่ายเด็กนักเรียนต้นกล้าจิตอาสาเพื่อนช่วยเพื่อน บางโรงเรียนสร้างเป็นทีมครูฟาในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเฉพาะขึ้นมาเลย เช่น ร.ร. บุญวาทย์วิทยาลัย  ร.ร.ห้างฉัตรวิทยา และร.ร.ผดุงวิทย์  จ.ลำปาง 
      จากการทำงานตลอดสามปีที่ผ่านมา มักเริ่มต้นจากเวทีสร้างความตระหนักให้คุณครู และให้ครูเห็นเครื่องมือ กระบวนการเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน คือขยายฐานการดูแลเด็กไปถึงครอบครัวในเรื่องที่จำเป็นด้วยได้  อาจมีเวทีพ่อแม่ลูก แทรกอยู่ในหลักสูตรด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ถือว่าท้าทายพลังของครูฟามาก แต่ก็มีผลสูง เพราะครูจะได้เห็นของจริง ปัญหาจริงของครอบครัวลูกศิษย์ที่เกิดในเวที  เวทีจะช่วย จุดประกาย  จะช่วยให้ครูเห็นเด็กชนิดที่รอบด้านเป็นจริงและทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นที่ที่จะดึงพลังจิตอาสา จิตใฝ่ดีของครูออกมา  รูปแบบเวทีที่ถูกออกแบบอย่างดี จะเป็นตัวจุดประกายที่สำคัญ   ในการที่จะดึงปัญหา  และการตระหนักถึงปัญหาจนถึงการหาทางออกร่วมกัน หรือแม้กระทั่งการบำบัดทุกข์ แก้ปัญหา ณ ทันทีทันใดได้ ซึ่งในเวทีมีให้เห็นหลายกรณี ซึ่งกรณีเช่นนี้พบว่า สร้างแรงบันดาลใจและความรู้สึกร่วมให้ผู้อื่นที่อยู่ในเวทีไปด้วย เป็นพลังตระหนักรู้อันมหาศาล  ว่ากันว่า ยิ่งกว่าการดูหนังดร่ามา  ดูละครแล้วย้อนดูตัว แต่นี่คือของจริง ที่ทุกคนเห็นแล้วย้อนมาสะกิดใจตัวเองและอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้  แม้กระทั่งผู้เป็นครูฟาที่เดินเวทีหรือครูที่นั่งดูเฉยๆก็สามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ    ที่จะพัฒนายกระดับจิตตัวเองไปด้วย มีหลายกรณีศึกษาที่ เด็ก คุณพ่อ คุณแม่ หลายครอบครัว เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่เชิงบวก  ไปสู่การลด ละเลิกอบายมุขได้มากขึ้น  เข้าใจและเกิดสัมพันธภาพดีขึ้นหรือครูที่เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเปลี่ยนตัวเองจากครูผู้สอนมาเป็นผู้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้  หรือเป็นผู้พร้อมที่จะลดตัวตนลงมา ด้วยความเมตตา  และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย  และบางคนก็บอกเลยว่า เป็นครูที่สมบูรณ์ขึ้น หลังจากผ่านเวทีหลายๆเวทีครูมา   ซึ่งการที่ผู้คนได้เข้ากระบวนการเรียนรู้ร่วมอย่างมีชีวิตในเวทีเช่นนี้  โดยหลักๆนั้นคือการผ่านกระบวนการบทสนทนาร่วม  ผ่านชุดคำถามเชิงบวก  ให้ผลเป็นสุขภาวะทางปัญญาตามระดับ ศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละคนในทันทีทันใดเลย  มากกว่ากระบวนการที่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ผ่านมา  ที่จริงแล้ว เวทีเช่นนี้คือการสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติเชิงบวกที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว เป็นพลังสร้างสรรค์ แล้วสามารถทำให้หลอมบูรณาการยกระดับขึ้นด้วยปัญญาและความรู้สึกร่วมนั่นเอง ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในวิถีชีวิตในโรงเรียนทั่วไป  อีกทั้งในเวที คือการเรียนรู้ทุกเครื่องมือที่เกี่ยวกับการจัดการสัมพันธภาพของมนุษย์จนมาสู่ระดับการจัดการความขัดแย้งในตัวเอง ตระหนักรู้ถึงพลังตัวตน พลังมิตรภาพ พลังของความไว้วางใจ  ซึ่งทั้งหมด สามารถนำมาปรับใช้ในทุกๆสถานการณ์ที่เป็นทักษะชีวิต หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้ในทุกๆมิติได้อย่างดี แม้กระทั่งการถือว่า เป็นการปฏิบัติธรรม ภาวนา ลดตัวตน  เพิ่มเมตตา เพิ่มสุขแท้ในจิตใจ โดยไม่ทำให้ใครรู้สึกอับอายหรือเสียหน้าก็สามารถเป็นไปได้
       ในกระบวนการทำงานทั้งหมด  อาจสามารถเรียกได้ว่า เป็นกงล้อ ของระบบดูและช่วยเหลือนักเรียน   คือหมุนเวียนทำงานอย่างครบวงจร  ได้แก่   การจุดประกาย  การขยายทักษะ และการพบปะของจริง อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหา เยียวยาบำบัดทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ของคนคนหนึ่ง กลุ่มๆหนึ่ง อดีตหมายถึง การนำประสบการณ์อดีตมาเป็นบทเรียน ไม่เสียดาย อาลัยอาวรณ์ แต่เป็นการแบ่งปัน เติมเต็มและต่อยอดซึ่งกันและกัน เกิดความภาคภูมิใจ รู้ทุกข์และคุณค่าแห่งตนด้วยฐานคิดเชิงบวก  และองค์ความรู้ใหม่พร้อมที่จะปรับและต่อยอดไปใช้ได้  ปัจจุบันนี้ชัดเจน เพราะทำไปด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่วมที่มีชีวิต พบสุขแท้ด้วยปัญญาในทันทีทันใด   เกิดบทเรียนสดๆ ใหม่ๆ  อะไรที่มันดีๆ คลิกๆ เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้บ้าง  ก็นำมาเพิ่มพลังกัน ณ ตรงนี้ ที่นี่ เดี่ยวนี้  อนาคตนั้น เป็นผลของอดีตและปัจจุบัน เมื่อการเรียนรู้เกิดการหมุนเกลียวอย่างสุขงอมพอ เราคาดหวังอนาคตโดยมิต้อง พะวงหรือกังวลใดๆเลย ว่า ผู้ที่ผ่านกระบวนการเช่นนี้ จะมีภูมิคุ้มใจ หลักคิดและแรงบันดาลใจในการที่จะสร้างสุข ลดตัวตน และจิตอาสา ใฝ่สันติในกาลเบื้องหน้าค่อนข้างแน่นอน  สำหรับเด็กๆ ลูกศิษย์ของเรา ต้องบอกว่า  คือการสร้างอนาคต พื้นฐานของชีวิตครอบครัว และทักษะชีวิตองค์รวมที่มีคุณค่าต่อพวกเขาจริงๆ 
   สำหรับครูฟาอย่างพวกเรา
     จุดประกาย  หมายถึง  การที่ครูฟา สร้างพื้นที่และบรรยากาศให้เพื่อนครูอื่นๆได้เกิดการเรียนรู้เครื่องมือผ่านกิจกรรม  การได้ตระหนักในทุกข์ และทางออกจากทุกข์ร่วมกันซึ่งส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบเวที ซึ่งเหตุผล อย่างที่กล่าวไว้  คือ  มีพลังสูงแม้จะเสียพลังภายใน เสียเวลา  หรือแม้กระทั่ง งบประมาณก็ตาม   ผลที่ได้นับว่าคุ้มมาก เราไม่สามารถเอาเงิน 100,000 บาท ไปจ้างครูให้มีแรงบันดาลใจที่จะรักและเมตตาลูกศิษย์ได้   แม้เพียงคนเดียว ก็ตาม ทั้งนี้หมายถึงเวทีที่มีการออกแบบและเดินกระบวนการอย่างดีด้วยครูฟามืออาชีพ
     ขยายทักษะ  คือการที่มีเวทีต่อยอด  ซึ่งส่วนใหญ่ คือการที่ครูได้มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้แต่ละเครื่องมือ แต่ละกิจกรรมอย่างลึกซึ้งขึ้น  โดยเฉพาะ  การฟังอย่างลึกซึ้ง  การตั้งคำถามด้วยชุดคำถามเชิงบวก ให้คุณค่า และการจัดการตัวเองของครูฟา
     พบปะของจริง   คือการที่ครูฟาได้นำเอา หลักคิด ความเชื่อ  รูปธรรมและหัวใจของเครื่องมือ นำไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงในโรงเรียน กับ เด็กนักเรียน กับครอบครัวของเด็กนักเรียน หรือกับเพื่อนร่วมงานในองค์กร  อาจผ่านรูปแบบเวทีที่เป็นทางการ หรือเป็นธรรมชาติก็ตาม เช่น   การทำห้องเรียนพ่อแม่ การทำเวทีพ่อแม่ลูก  การทำกิจกรรมทักษะชีวิตในห้องเรียน ทำสุนทรียสนทนาถอดบทเรียนจากการทำงานดูแลนักเรียนในองค์กร การแก้ปัญหาโดยการทำกลุ่มย่อย   หรือให้คำปรึกษาเดี่ยว  เช่น กรณีของเด็กคนหนึ่งที่อยากเลิกเหล้าในเวที ครูก็นำมาช่วยงาน  ดูแลอย่างใกล้ชิด  หรือสร้างคุณค่าแห่งตัวตนให้กับเด็กคนนั้นจนสามารถเลิกเหล้าได้เด็ดขาดจริงๆ หรือกรณีของเด็กกลุ่มเสี่ยงท้ายห้อง ที่มีดำริอยากจะบวช ก็ได้บวช 7วันและกลับมาพร้อมกับพฤติกรรมเชิงบวกใหม่ๆ บทเรียนดีๆเหล่านี้ จะเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างแน่นอน ถ้าผ่านกระบวนการอย่างครบวงจรและต่อเนื่อง รวมถึงการเยี่ยมบ้าน การสื่อสารกับผู้ปกครอง ตลอดจนการนำเอาหลักคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข หรือกระบวนการทางปัญญา ไปใช้ในสาระวิชาของตน  รูปธรรมและหัวใจของเครื่องมือ ไม่มีอะไรที่สำคัญมากไปกว่าการฟังอย่างลึกซึ้ง  การสื่อสารอย่างสันติ  การยกระดับปัญญาสู่สัมมาทิฐิ ด้วยเมตตา ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำทั้งในรูปแบบและทุกๆสถานการณ์ชีวิตในโรงเรียนหรือแม้กระทั่งนอกห้องเรียนของครูฟานั่นเอง
         เมื่อ  พบปะของจริงแล้ว ครูฟาก็จะได้บทเรียนดีๆที่ค้นพบด้วยตัวเอง  บทเรียนบางอย่างก็เกินคุ้ม ได้เกินหวัง  แต่หลายๆบทเรียนก็พบปัญหาที่ยังอาจจะข้ามผ่านไม่ได้   ไม่ใช่ว่า  เครื่องมือดังกล่าวจะดีที่สุด  แต่ครูฟาควรได้มีโอกาสแบ่งปัน   เติมเติม และต่อยอดซึ่งกันและกันได้ นี่หมายถึงการกลับมาจุดประกาย ให้พลังแก่กันอีกครั้ง  เป็นชุมชนของครูฟานักปฏิบัติจริง (cops)   ขยายทักษะกันอีกครั้ง และกลับไปพบปะของจริงกันอีกครั้ง  และคงจะไม่มีวันสิ้นสุด คงได้ จุดประกาย ขยายทักษะ พบปะของจริงกันเป็นกงล้อของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสังสารวัฏอันยาวนานไม่จบสิ้นนี้เอง