ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เข้าใจในความแตกต่าง คือการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์แห่งการให้อภัยให้งอกงามขึ้นในจิต ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จะเล็กน้อยหรือใหญ่หลวง ผู้ที่มีความเมตตาอยู่ในจิตจะคงความสงบ มั่นคงและเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี
(ท่านพระอาจารย์มหาสุทิน ผู้จัดการ ร.ร.ผดุงวิทย์ จ.ลำปาง)

3.ธรรม

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต.... เจริญเมตตาจิต... ใส่ใจเมตตาจิต... แม้ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าอยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตชาวแว่นแคว้นเปล่า จะกล่าวไปใยถึงผู้ทำเมตตาจิตให้มากเล่า ?”   พระพุทธองค์

    นี่คือหัวใจหลักอันหนึ่งของครูฟา ความเนียน  ความเลื่อนไหล ความเชื่อมั่น ความเคารพ จะเกิดความแตกต่างกันเมื่อครูฟาแต่ละคนมีธรรมในจิตที่ต่างกัน  ทั้งๆที่ฝีมือ ความรู้ ทักษะ เครื่องมือไม่ต่างกันเลย   ธรรมตัวเดียวสามารถยกระดับจิตผู้ร่วมเรียนรู้เกินครึ่งแล้ว  เพราะนี่คือศรัทธา ภาพลักษณ์ และความดีงามที่ส่งตรงออกมาจากจิต  ที่สงบ มีเมตตา มีมุทิตาจิต จริงๆและส่งผลกระทบด้านบวกกับผู้ร่วมเรียนรู้ค่อนข้างสูง  ธรรมในที่นี่ถ้าจะกล่าวโดยย่อนั้น  เห็นจะมีอยู่3อย่างที่สำคัญ ที่ควรพอกพูนขึ้นในจิตของครูฟาคือ
        1.ทาน
        2.ศีล
        3.การเจริญพรหมวิหารธรรมและเจริญสติภาวนาที่ถูกต้อง
      คำว่าทานสำหรับครูฟา ในที่นี้ จะหมายถึงความเสียสละ พลังภายใน เพื่อที่จะเดินกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้พลังในการบำบัดและยกระดับจิตผู้อื่น  ไม่มีงานใดที่ต้องใช้พลังเช่นที่ว่านี้ มีคนเคยกล่าวว่า การทำเวทีครั้งหนึ่งประหนึ่งการแบกกระสอบข้าวสารอยู่ทั้งวัน  เพราะต้องใช้พลังสมาธิ พลังจิต อย่างมากในการรักษาสนามพลังของเวที  เมื่อเสร็จจากเวทีหนึ่งๆครูฟาหลายคนถึงกับขับรถกลับบ้านเองไม่ได้  และอาจหลงๆลืมๆชั่วขณะ    บางคนเหนื่อยประหนึ่งจะอาเจียนออกมา เหมือนนักกีฬาที่ซ้อมหนักๆ  นี่หมายถึงเวทีที่ใช้พลังมาก   ดังนั้นทานในที่นี้จึงหมายถึงการให้พลังใจ แรงใจ ให้คำชื่นชม ให้กำลังจิต เพื่อพาคนเข้าสู่สัมมาทิฐิ และเจริญปัญญาตามสติกำลัง ตามจริต ต่อไป
      คำว่าศีลของครูฟา หมายถึงจิตที่เป็นปกติ ไม่เป็นทาสของอารมณ์อยู่ร่ำไป โดยมี ศีล 5 อย่างน้อย คอยกำกับเตือนสติที่เป็นรูปธรรม   จิตที่เป็นศีลนั้น คือจิตที่ตื่นขึ้นมารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง      ไม่โดนกิเลสครอบงำซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
     พรหมวิหารธรรม  เป็นธรรมเอกของครูฟา  จะเข้าใจได้โดยผ่านวิธีการปฏิบัติอย่างเป็นนิตย์ โดยอาจเริ่มต้นจากการหมั่นเจริญเมตตาภาวนา   ความเมตตาจะช่วยได้มาก ทั้งในชีวิตประจำวันและในเวทีเรียนรู้  ชนิดที่ว่าสามารถสร้างความแตกต่างและความแปลกใหม่ในเวทีได้เลย  เป็นความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข ผ่านชุดคำถาม การพูด  การโน้มน้าว และการเดินกิจกรรม
 
     คำว่า เจริญสติที่ถูกต้องสำหรับครูฟา คือการอบรม ศีล สมาธิ ปัญญา หรือการอบรมมรรคนั่นเอง โดยมีหัวใจอยู่ที่การภาวนาสองลักษณะที่สำคัญคือ  สมถะกรรมฐาน กับวิปัสสนากรรมฐาน   
     ทั้งนี้ควรมีครูบาร์อาจารย์ทางธรรมที่ดีแนะนำ  ทั้งเชิงกำลังใจ   เทคนิคปฏิบัติ และรายละเอียดต่างๆที่สำคัญ มีการทำทั้งในรูปแบบ(สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม)และชีวิตประจำวัน(เจริญสติ ดูกายใจ)  โดยถือหลักว่า นำไปสู่การลด ละอัตตา โทสะ โมหะและโลภะ หรือตัณหา  ความยินดีพอใจในกามคุณ  มานะ อหังการ ความกร่างในใจเป็นสำคัญ   ซึ่งวัดโดย กิเลสลดลง ทุกข์น้อยลง จิตพอและมีความสุขมากขึ้น
     สมถะกรรมฐาน คือ การให้จิตได้อยู่กับอารมณ์เดียวอย่างสบายๆ เป็นอารมณ์กลางๆ เช่น ลมหายใจ คำบริกรรม ท้องพองยุบ เดินจงกรม เหยียบย่างยก ผ่อนพักตระหนักรู้ ฯลฯซึ่งมีอยู่กว่า 40 กรรมฐาน ครูฟาสามารถเรียนรู้ได้  ทั้งนี้หัวใจของการทำสมถะกรรมฐาน ก็เพื่อที่จะให้จิต สงบ มีความสุข และเป็นจิตที่ดี มีกำลัง เป็นบาทฐานในการเจริญปัญญาตามแต่ระดับต่อไปได้  สมถะกรรมฐานหลักๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อครูฟามากคือ
เมตตาภาวนา และมรณะสติ   ซึ่งควรทำอย่างสม่ำเสมอ 
     วิปัสสนากรรมฐาน  คือ การรู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง จนจิตลงต่อหลักฐานว่า  ทุกอย่าง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนของเรา  ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ควบคุมไม่ได้    การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์  ไม่ใช่การนึกคิด หรือโปรแกรมสมองเอา (ซึ่งเป็นปัญญาในระดับการคิด  จินตนาการ)  ในพุทธศาสนา มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ แจ้งต่อไตรลักษณ์ คือการเจริญปัญญา อบรมมรรค ด้วยสติปัฐฐานสี่ กาย เวทนา จิต และธรรม ย่อลงให้เข้าใจง่ายคือ รู้กายรู้ใจ อย่างตั้งมั่นและเป็นกลาง   ฟังดูอาจเหมือนง่าย แต่การปฏิบัตินั้น ไม่ได้ง่ายนัก  เพราะเราคุ้นเคยกับการปรุงแต่งและคิดเอา ทั้งไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าต่อกิเลสในใจอย่างตรงไปตรงมาอีกทั้งการภาวนานั้น ต้องต่อเนื่องตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นจนหลับ  คือเพียรรู้กายรู้ใจ  เท่าที่สติกำลังเราจะทำได้   ซึ่งเมื่อเราแจ้งต่อไตรลักษณ์ได้บ่อยๆ จิตจะเริ่มคลายจาก ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน คล้ายๆเหมือนกับเรานั่งดูหนังที่เราชอบ โดยไม่เข้าไปอิน เป็นผู้ดู รู้อาการ รู้ความเคลื่อนไหวในหนังอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง   ถ้าเราดูอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เป็นไปได้ว่าจะต้องเบื่อเอาซักวัน  เกิดความคลายความยึดติดในหนัง ในระดับแรกก็คือ สามารถที่ละความเห็นว่า กายนี้ใจนี้เป็นของเราได้  ซึ่งว่าโดยย่อ คือ เริ่มลดอัตตา ความกร่าง เข้าสู่เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ นั่นเอง  ครูฟาจะรู้สึกพอในจิตมากขึ้น  ความไว้วางใจในตัวเองจะผุดขึ้นมา อยู่เหนือ คุณค่าจากการอยากได้รับการยอมรับ ให้ตัวเองดูดี  ซึ่งถือ เป็นความไว้วางใจที่เป็นสนามพลังสำคัญในเวทีเลยทีเดียว  การมีมีครูบาร์อาจารย์แนะนำจะช่วยได้มาก  โดยเฉพาะช่วยในแง่ของการได้ฝึกลดอัตตาตัวเองด้วย เราอาจประเมินผลตัวเองตลอดเวลา ว่ากิเลส ตัวตน  อกุศลจิตในใจลดลงหรือไม่ ความทุกข์ ลดลง มีความสุข ความพอในจิตมากขึ้นหรือไม่ แม้การงานจะรุมเร้าก็ตาม สามารถจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยใจที่เบิกบานมากขึ้นได้  ถ้าปฏิบัติไปแล้ว ปรากฏว่า ยังมีโทสะ โมหะ  โลภะ และอัตตา ความโกรธ ความกร่าง เหยียบย่ำน้ำใจผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ ควรต้องทบทวนวิธีปฏิบัติใหม่  
   อย่างไรก็ดี ใคร่ขอขอแนะนำการเจริญเมตตาภาวนา และอนิจจสัญญา  ซึ่งเป็นกรรมฐานบังคับสำหรับครูฟา  อันจะนำไปสู่ทักษะที่สำคัญ คือการตั้งคำถาม สมาธิการฟังอย่างลึกซึ้ง และการปล่อยวาง เป็นสิ่งที่เชื้อเชิญครูฟาเข้ามาเรียนรู้ เพราะมีอานิสงค์และพลานุภาพมาก 
      หัวข้อธรรมดังกล่าวเฉพาะอนิจจสัญญา คือการเจริญความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วดับไปของสภาวธรรมทั้งปวง   ตั้งแต่ระดับน้อมคิดเอาจนถึงประจักษ์แจ้งในจิต โดยเฉพาะสภาวธรรมที่เป็นความยึดมั่นในตัวตน ความโลภ โกรธ หลง ในใจเรา  จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเดินกระบวนการเรียนรู้ ที่มีความผันผวนทางอารมณ์สูง
             เพราะเหตุที่ว่า  เวทีเรียนรู้ มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ความรู้สึก สนามพลังกลุ่ม   
        ตลอดเวลา  รวมทั้งพลังในตัวครูฟาเองด้วย การเจริญอนิจจสัญญา  จะช่วยได้มาก ทำให้เราไม่ยึดติด และปล่อยวาง อีกทั้งยังสามารถมีสมาธิคิดอะไรใหม่ๆที่เป็นกุศลได้ตลอดเวลาด้วย
         นอกเหนือจากที่ปฏิบัติอยู่ตามจริตนิสัยแล้ว   หลายคน  อาจใช้วิธีฝึกแบบก้าวกระโดด คือทดลองไปใช้ชีวิตแบบผู้มีความยินดีที่จะละกิเลส(ภิกษุ)  1 เดือนเป็นต้นไป คือลองอยู่ในสภาพที่ไม่มีการปรนเปรอจากกิเลสตัวใดๆเลย  แม้กระทั่งคุณค่าของความเป็นมนุษย์  พ้นไปจากการดูดี เราจะมีความสุขได้อย่างไรในสภาพเช่นที่ว่านี้ เราเรียกคอร์สที่ว่านี้ว่า “การฝึกเป็นผ้าเช็ดเท้า”****ซึ่งเป็นรูปแบบการปฏิบัติที่ลึกซึ้ง  อดทน และถ้าผ่านได้ จะหมายถึงตัวตนที่เล็กลงไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์   ซึ่งมีความหมายว่า ตัวตนที่จะทุกข์ของเราก็ลดลงด้วย นี่คือสุขภาวะทางปัญญาที่เฉียบแหลมทีเดียว  เป็นภูมิปัญญาของวัดป่าหลายแห่ง ซึ่งเชื้อเชิญให้ครูฟาได้ลองเข้ามาสัมผัสดู  เป็นการท้าทายพลังตัวเอง และเป็นการปฏิบัติพุทธบูชาไปด้วย โดยเฉพาะครูฟาผู้ชาย  ที่จะได้เข้าใจในความเป็นผู้หญิง ความเป็นแม่ ความไร้อำนาจ   ความไร้เดียงสา และสุดท้ายคือการปล่อยวางซึ่งตัวตนที่กร่างล้นนั่นเอง
     ครูฟาต้องเข้าใจว่า มีกิเลสที่เป็นเสือร้ายมากมาย ที่ซ่อนอยู่ในจิตเรา ครูฟาที่ฉลาดคือคนที่ไม่ประมาทในอัตตาตัวเอง  และยินดีให้ผู้อื่นที่เป็นกัลยาณมิตรขัดเกลาบ้าง
    เราพูดกันมามากทีเดียวว่า มนุษย์นั้นควรจะประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ความจริงก็คือ  มนุษย์หาได้จริงจังและปฏิบัติตัวเองเพื่อให้เข้าถึงธรรมดังกล่าวอย่างจริงจังไม่  มีหลายเหตุปัจจัยด้วยกันที่ทำให้เกิดความยากลำบากที่จะเข้าถึงธรรมพรหมวิหารนี้อย่างลึกซึ้งได้  โดยเฉพาะครูฟา ที่จะทำงานเพื่อพาผู้ร่วมเรียนรู้มาสู่เป้าหมายนี้ด้วยแล้ว ถ้าไม่ทำความเข้าใจดีๆ เราก็จะเป็นเพียงพูดเพื่อปิดประเด็นให้สวยๆ และเป็นมนุษย์ผู้อาจจะมักง่ายเหมือนคนทั่วไปก็ได้
    ครูฟาไม่ควรเป็นเช่นนั้น
  เมตตาคืออะไร  เราสัมผัสมันได้อย่างไร กลวิธีเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้เรามีเมตตามากขึ้น
กรุณาคืออะไร มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์จริงหรือไม่  ทำไมมนุษย์บางคนจึงไม่สามารถคงความกรุณาไว้ได้  ทำไมบางคนจึงยังคงไว้ได้ทั้งๆที่เขาก็อยู่ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งมากมาย อะไรคือปัจจัย และเรา..
จะทะลุทะลวงตัวเองให้ความกรุณาได้แสดงศักยภาพและงอกงามได้อย่างไร
มุทิตาคืออะไร
ทำไมมนุษย์ยังอิจฉา นินทากันอยู่  เราจะมีกระบวนการอะไรที่จะฝึกให้มนุษย์ ชื่นชมยินดี และร่าเริงเฉลิมฉลองต่อกันและกันได้
อุเบกขาคืออะไร  คือการปล่อยวาง ยอมรับ ยอมจำนน อยู่เหนือการตัดสินตีความใช่หรือไม่ อุเบกขาธรรมนี้ลึกซึ้งและเข้าถึงมันยากจริงหรือไม่   ทำไมต้องอุเบกขา    ขณะที่นักเรียนคนหนึ่ง ชีวิตกำลังจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ และอันตราย  เราอุเบกขาได้กับสังคมที่ป่วยเช่นนี้ได้หรือไม่ 
    อุเบกขาคืออะไรกันแน่..
นี่คือชุดคำถามที่ควรถามและตอบใคร่ครวญด้วยตัวเอง สิ่งที่เราเรียนรู้มาบ้างก็คือ
  เราจะมีเมตตาง่ายขึ้นเมื่อคนๆนั้นเป็นคนที่เรารักและมีผลประโยชน์กับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นี่เรียกว่าความเมตตาหรือ ไม่น่าใช่ครูฟาต้องไม่ใจแคบเช่นนี้
 เรามาดูบทสวดเมตรปริตรบางบท
     นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
บุคคลไม่พึงหลอกลวงกัน ไม่พึงดูหมิ่นใครในที่ไหน ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน
ด้วยการเบียดเบียน หรือด้วยใจมุ่งร้าย

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
มารดาถนอมบุตรคนเดียวของตนด้วยชีวิตฉันใด บุคคลพึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวงฉันนั้น

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
บุคคลพึงเจริญเมตตาจิต อันไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู ในสัตว์โลกทั้งหมด
ทั้งในอรูปภูมิเบื้องบน รูปภูมิเบี้องกลาง และกามาวจรภูมิเบื้องต่ำ
     ครูฟาต้องเมตตากันถึงขนาดนี้เลยหรือ   นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะอันที่จริง นี่คือธรรมสูงสุดที่มนุษย์ควรไปให้ถึง ว่ากันตามจริง เรายังมีกิเลสอยู่มากบ้าง น้อยบ้าง อย่างไรก็ดี เราควรเมตตาตัวเองว่า เราก็สามารถบรรลุถึงสภาวะเมตตาตามที่ว่ามาได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง     จิตที่ตั้งเป้าหมายเช่นนี้ ไว้ตามสติกำลังของตน จะช่วยให้เรามีความเพียรในการฝึกปฏิบัติตน ให้เป็นคนที่มีเมตตา เมตตามากขึ้นได้ แม้ปัจจุบันก็เป็นการเจริญสัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)  เป็นการอบรมจิตไปด้วยในตัว
เมตตา
        ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข  เข้าใจในความแตกต่าง คือการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์แห่งการให้อภัยให้งอกงามขึ้นในจิต   ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จะเล็กน้อยหรือใหญ่หลวง ผู้ที่มีความเมตตาอยู่ในจิตจะคงความสงบ มั่นคงและเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี   ไม่มีการบอกว่าฉันจะไม่โวยวายเธอ เมื่อเธอทำสิ่งนี้ สิ่งนี้ได้........
อีกทั้งความเมตตาคือการแนะนำสิ่งดีให้กันโดยเฉพาะธรรมมะดีๆที่เราพอจะรู้หรือปฏิบัติได้ตามสมควรโดยมีความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่ ไม่ได้กลัวว่าเมื่อเราแนะนำไปจะกลัวผู้อื่นไม่รักหรือหงุดหงิด
เมตตาคือการให้อภัย คือการให้   ให้ทุกอย่างที่จะให้ได้ ไม่หวังผลอะไร เพียง ให้ได้ และได้ให้ ด้วยเพราะปรารถนาจะเห็นผู้อื่นมีความสุขกายสุขใจ
   พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการเจริญเมตตาภาวนามาก และเป็นธรรมที่ควรถูกปลูกฝังและพัฒนาให้เกิดขึ้นในจิตของครูฟา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างทำเวทีกระบวนการเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เราพร้อมหรือยังที่จะฝึกให้มีเมตตามากขึ้น  เรามีเมตตาต่อกันจริงๆหรือยังครูฟาทั้งหลาย
เรายังมีเงื่อนไขของความรักอยู่อีกหรือไม่ เรายังคาดหวังผู้อื่นให้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นอยู่อีกหรือไม่
 หากเป็นความปรารถนาที่ดีงาม เราจะกล่าวกับเขายังไง เพื่อที่จะยังคงความเมตตาในจิตของเราอยู่ 
 เราละอายแก่ใจหรือไม่เวลาพลังของความเมตตาลดลง เผลอพลั้งไปทำร้ายจิตใจผู้อื่น ด้วยการ ด่า ประชด ยุยง ดูถูก  ซ้ำเติม  สะใจ  โวยวาย  เงียบหนี...............  ไม่ใส่ใจ
 เรากร่างเกินไปหรือไม่ อะไรทำให้ความเมตตาของมนุษย์ที่มีต่อกันลดลง
   -ความคาดหวัง
-ความหงุดหงิด
-ความแปรปรวน
-ความไม่ตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง
-การตัดสินตีความไปในแง่ลบ
    ที่กล่าวมาทั้งหมด เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นถึงความเมตตา  ความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์   การให้อภัยกับความผิดพลาดของกันและกัน  และไม่ด่าให้หลังกัน 
กรุณา
       ความกรุณานี้เป็นธรรมชาติดั้งเดิมและเป็นส่วนที่แสดงความเป็นมนุษย์ธรรม   คือมนุษย์นั้นไม่อยากเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์  อยากเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์  มีความรู้สึกคล้ายๆกับว่า  จะสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ตกทุกข์ได้ยาก  แท้จริงมนุษย์ไม่ได้ต้องการเห็นผู้อื่นทุกข์แล้วตัวเองจะมีความสุข มนุษย์ไม่ได้มีนิสัยอยากสะใจอะไรขนาดนั้น  นั่นเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการส่วนลึกบางอย่างเท่านั้น  เรื่องของความกรุณานี้ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องผ่านการฝึกฝนจิตพอสมควร    หากเราสามารถล้างกิเลสได้ในระดับหนึ่งคือ สามารถที่จะลดตัวตน ลดความต้องการที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตลงได้บ้าง  มีความสุขในความพอเพียง  ความกรุณาจะทอแสงและแสดงตัวออกมาจนหลายครั้งแม้กระทั่งการนั่งมองดูผู้คนเฉยๆ  ก็อาจเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในจิตเดียวกันที่ต้องเกิดมาร่วมทุกข์ในสังสารวัฎที่ยาวนานนี้อย่างท่วมท้น จนน้ำตาไหลเอ่อออกมา   แม้กระทั่งผู้ที่เคยเป็นศัตรูของเรา ผู้ที่ทำร้ายเรา เราก็รู้สึกขอบคุณเขา    และเกิดความรู้สึกแบบที่คล้ายๆกับความสงสาร เป็นห่วง   แต่ไม่ใช่เสียทีเดียวนัก แต่มันทำให้เกิดความอ่อนโยนขึ้นในจิต  ห่วงใย  ชนิดที่ต้องรู้และสัมผัสเอง และไม่สามารถเสแสร้งจิตได้   ครูฟาต้องการจิตที่มีกรุณาเช่นนี้มาก  แต่จะทำอย่างไรถึงจะเข้าไปหาธรรมชาติดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคนได้
        ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากผ่านวิถีของการผ่านภาวนา หรือจิตวิญญาณอันสูงส่งที่เป็นเนื้อแท้ เป็นแก่นแท้ของแต่ละศาสนา  เราไม่สามารถทำจิตของตัวเองให้มีความกรุณาได้ มันอาจจะได้ในระดับหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่งและกับคนหนึ่งๆ แต่ไม่สามารถยืนระยะได้นาน และออกมาจิตที่ซื่อตรงและไม่เสแสร้งได้ ครูฟาจำเป็นที่จะต้องยกระดับคลื่นกรุณาในจิตของตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการฝึกตนตามวิถีทางที่ถูกต้อง  ซึ่งโดยภาพรวมและที่เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือความกรุณาและคุณธรรมใดๆก็ตามครูฟาไม่สามารถเข้าใจได้ในระดับความคิดอย่างเดียวต้องใจรู้สึกและจำสภาวะนั้นๆได้เองด้วยจึงจะสามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างชำนาญ
  มุทิตา
      เวลาเรากล่าวถึงคำบาลีในทางศาสนา หรือคำที่เข้าใจยากๆไม่ใช่คำทั่วไป มีบางครั้งเหมือนกันที่เราอาจจะเคยหงุดหงิด หรือไม่อยากจะเข้าไปทำความเข้าใจ  คำว่ามุทิตาก็เข้าข่ายนี้และเป็นคำที่คุ้นเคยน้อยกว่า เมตตากรุณาอยู่ค่อนข้างมาก   แต่ก็เป็นระดับที่จิตอยู่ในขั้นสูงชนิดหนึ่ง    จิตที่มีมุทิตานี้ เป็นจิตที่ไม่แบ่งแยก และแสดงถึงความเป็นพวกเดียวกันของมนุษย์ทั้งโลก   แสดงถึงความชื่นชมยินดีต่อกันและกัน แสดงถึงการก้าวผ่านความบกพร่องและข้ออ่อนที่ไม่ใช่สาระหลักของชีวิตไป เป็นคลื่นที่เกิดขึ้นจากการที่จิตรู้สึกเป็นศิษย์ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง  ขอบคุณที่ทำให้เราได้เรียนรู้และยังมีคนที่พร้อมจะเก่งกว่าเรามากมายนัก
  โปรดสังเกตให้ดี “ยังมีคนที่พร้อมจะเก่งกว่าเรามากมายนัก”
 จิตที่เชื่อเช่นนี้  คือจิตที่พร้อมจะเปิดประตูการก้าวข้ามอัตตาอันคนที่พร้อมจะเก่งกว่าเราสามารถจะเป็นใครก็ได้
 ลูก หลาน เพื่อน ผู้ชาย  คนแก่  หัวหน้า  ลูกน้อง คลื่นมุทิตาในจิตบอกให้เรามองว่า   มนุษย์นั้นมีค่าที่ควรเคารพ มนุษย์นั้นมีศักยภาพ  อันที่จริง  การที่ใครสักคนจะเกิดเป็นคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่นี่ไม่ใช่การคิดเอา  เรามีวิธีคิดมากมายที่จะช่วยให้เราเกิดคลื่นมุทิตาในจิต  ซึ่งมันเป็นเพียงคลื่นหยาบๆเท่านั้น  เมื่อจิตได้รับการฝึกฝนระยะหนึ่ง มีความอิ่มและสงบในระดับหนึ่ง ซึ่งครูฟาที่เคยปฏิบัติหรือภาวนาตามวิถีทางของตัวเองจะรู้เลยว่า จิตที่คิดเองกับจิตที่ระลึกได้จริงๆนั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร
 การคิดเอง  คือการสอนให้จิตเชื่อเช่นนั้นไปก่อน คือให้เชื่อไปก่อน แต่ก็เป็นความเชื่อที่ดีงาม เป็นเทคนิคการฝึกจิตที่ใช้ได้อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการโปรแกรมสมองนั่นเอง  แต่ในที่สุดจิตจะต้องได้รับการภาวนา ให้อิ่ม สงบ รู้เท่าทันและยอมรับกับทุกๆสิ่ง เมื่อจิตถึงสภาวะหนึ่ง  ซึ่งครูฟาควรจะได้รับรู้และสัมผัสมันจะรู้สึกอิ่มๆ เย็นๆอยู่ในอก (ปีติ)โดยที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องอยาก  ไม่อยากอะไร จิตเช่นนี้จะเข้าใจและฉลาดกว่าความคิดมากนัก และฐานจิตแบบนี้เองที่จะเคารพตัวเอง ผู้อื่น เห็นคุณค่าเห็นมหัศจรรย์ของโลก ของชีวิต ของผู้คน และนี่เองที่เรียกว่าคลื่นมุทิตา ที่อยู่ตรงข้ามกับคลื่นอิจฉาริษยา
ครูฟาต้องเท่าทันความอิจฉา น้อยเนื้อต่ำใจ และก้าวข้ามให้ได้ด้วยกำลังของการเจริญสติที่ถูกต้อง
    อุเบกขา
    เมื่อเราฟังสุ้มเสียงของภาษาเราจะเห็นความหนักแน่น  เป็นความหนักแน่นและมั่นคงของจิต   เป็นการยอมรับต่อความบกพร่องของตัวเองและผู้อื่นอย่างยอมจำนนจริงๆ  มีความรู้สึกว่าเราเข้าใจในความบกพร่อง  ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ ไม่มีสิ่งใดถูกต้องดีเสมอไป ทุกอย่างมีโอกาสผิดพลาดและปวดร้าวได้เสมอ
    การที่เราอยากเห็นผู้อื่นดี มีความสุข            เห็นงานทุกๆชิ้นมีประสิทธิภาพ  เราจะเอามาตรฐานใดมาวัด หากไม่เกิดจากความเข้าใจในความแตกต่างและความบกพร่องของมนุษย์   เราจะต้องเชื่อให้ได้จริงๆว่า โลกนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เรียกว่าต้องยอมรับในข้ออ่อนของมนุษย์โดยสุจริตและยอมจำนนใจ เพราะการที่เราวางจิตแบบนี้ จะทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าของตัวเองและทุกๆคนขึ้นมาทันที  อุเบกขาจึงอาจเป็นจุดที่บูรณาการพรหมวิหารธรรม เป็นธรรมขั้นสูงที่สุดได้เลย   ในการภาวนาเราจำเป็นที่จะต้องมีพรหมวิหารธรรมเป็นฐานด้วย เนื่องจาก เราภาวนาเพื่อให้ข้อเท็จจริงของกายของใจได้ปรากฏชัดแก่จิต ให้จิตยอมรับ และเกิดการจำสภาวะการเกิดดับ ไม่ใช่ของเรา ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์ กายนี้เป็นอสุภะ (ไม่สะอาด) กายใจแสดงไตรลักษณ์ให้เห็น  จนยอมรับยอมจำนนต่อหลักฐานจริงๆ ได้  คือ รู้สึกได้จริงๆไม่ใช่นึกเอา แล้วจิตก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด  เกิดความพอขึ้น  เกิดความคลายกำหนัด ความหิวอารมณ์  การไปคลุกกับอารมณ์ที่ส่งออกนอกลดลง  ความดิ้นรนทะยานอยากลดลง จิตอิ่มและมีความสุขมากขึ้น   เกิดอุเบกขาธรรมขึ้นในจิต เกิดเมตตาขึ้นในจิต เกิดมุทิตาขึ้นในจิตโดยธรรมชาติ   มิต้องปรุงแต่งหรือทำเสแสร้งเอา   ปล่อยวางอย่างแท้จริงและมีความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างไม่หวั่นไหว มีความมั่นคง  ซึ่งทั้งหมด   เกิดได้จากการภาวนาเจริญสติอย่างสม่ำเสมอ เป็นชีวิตประจำวัน   และด้วยการเจริญพรหมวิหารภาวนาอย่างสม่ำเสมอประกอบคู่ไป  เป็นการปลูกความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูลงในจิตได้อย่างดี
     ทั้งหมดเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างพรหมวิหารธรรมและการเจริญสติปัฐฐานสี่                                    
                                    การเจริญสติที่ถูกต้องสำหรับครูฟา
     เรามีหนังสือมากมายที่กล่าวถึงการเจริญสติ ปฏิบัติธรรม   มีครูบาอาจารย์สายปฏิบัติที่เป็นที่เชื่อมั่นเคารพมากพอสมควร  เราได้อ่าน ได้ศึกษา ได้เรียนรู้และได้ลองปฏิบัติมา ตามจริต ตามสติกำลังของเรา  เป็นที่น่าชื่นใจทีเดียวที่เรามีความเพียรเผากิเลส มีสติรู้กายใจ มีสัมปชัญญะที่จะลดตัวตนเช่นนี้  เพราะสิ่งนี้มันคือบ่อพรางของความทุกข์   แต่ว่า....
       จะพอมีสิ่งใดที่จะยืนยันได้แน่ชัดได้ว่าเราได้เจริญสติมาถูกทาง ถูกต้อง
        ครูฟาคือผู้ที่จะต้องตรวจสอบและชี้วัดตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
   ความรู้ใน การเจริญสติมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ที่ชัดมากก็คือ มหาสติปัฐฐานสูตร และธรรมจักรในข้อย่อยที่ว่าด้วยมรรคมีองค์แปด   ซึ่งครูฟาควรได้ศึกษาในหัวข้อที่จำเป็นไว้  เป็นชุดความรู้การถอดบทเรียนเรื่องสุขภาวะองค์รวมที่ละเอียดมาก   แม้ว่าเราอาจจะยังไม่ได้บรรลุคุณธรรมวิเศษอะไรในขณะนี้   แต่การเจริญสติ การภาวนา  การมีดำริที่จะออกจากกาม  ออกจากการพยาบาท  ออกจากการเบียดเบียน นับเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่  ที่ควรให้กำลังใจต่อกันและกัน เป็นกัลยาณมิตรส่งเสริมกัน  ขัดเกลากัน  เพราะเราไม่สามารถที่จะล้างกิเลส ล้างอัตตาได้ในสองสามวัน  เพียงแค่การมีดำริ มีความปรารถนา และการทำไปตามสติกำลัง ก็นับว่า มีน้อยนักแล้วในเส้นทางนี้ เป็นการงานที่ผู้เข้าใจจริงและอยากทำมีน้อย   เป็นการงานเดียวที่ไม่ควรหยุด และทอนกำลังใจกัน   จนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน  สิ่งที่มีอยู่จริง   ความสุขความเข้าใจที่แท้จริง
       บรรลุความดี ความงาม ความจริงในจิตเรา  มีความสุข  เกิดปัญญา นี่คือนิพพาน  คือการสิ้นความอยาก ความสิ้นตัณหา  คือทางพ้นทุกข์ คือหนทางของสุขภาวะที่ยั่งยืนและรุ่มรวยที่สุดที่ครูฟาควรทำความเข้าใจและเพียรปฏิบัติตนไปตามสติกำลัง  เพื่อนำพาตัวเองและผู้ร่วมเรียนรู้ไปให้ถึงฝั่งของศานติในดวงใจ คืออิสรภาพจากกิเลสเมฆหมอกของความอยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ    และทั้งหมดคือสุขภาวะที่ลึกซึ้งนั่นเอง