ผู้ผสมผสานหลายๆศาสตร์หลายๆจิตวิญญาณด้านบวกมาอยู่รวมในที่เดียวกัน เพื่อดึงศักยภาพของความรักความดีงามความจริงในใจมนุษย์ออกมาสร้างสรรค์และแบ่งปัน ดูแลช่วยเหลือกันผ่านกระบวนการกิจกรรม

 

 

2. กระบวนการ

    “ถ้าจะเปรียบกับจอมยุทธ์ก็ต้องบอกว่า ต้องมีเพลงกระบี่  ต้องมีความรู้ มีทักษะและมีจิตวิญญาณในเพลงกระบี่”

   “ถ้าจะเปรียบกับชาวนาก็ต้องมีวิธีการปลูกข้าว มีความรู้ มีทักษะและมีจิตวิญญาณในการปลูกข้าว

    “ถ้าเป็นหมอ ก็ต้องมีวิธีรักษาโรค  มีจิตวิญญาณในการดูแล  วินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย”  

    “ถ้าเทียบกับศิลปินคีตกวี ก็ต้องบอกว่า ต้องมีความเข้าใจและการสัมผัสถึงความรู้สึกทางเสียง ทำนอง จังหวะ และภาษา พร้อมกับมีระเบียบวิธีการที่จะสร้างสรรค์และสื่อสารออกมาให้ผู้อื่นซาบซึ้งด้วยจิตวิญญาณได้”

    สำหรับครูฟา อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผสมผสานหลายๆศาสตร์หลายๆจิตวิญญาณด้านบวกมาอยู่รวมในที่เดียวกัน  เพื่อดึงศักยภาพของความรักความดีงามความจริงในใจมนุษย์ออกมาสร้างสรรค์และแบ่งปัน ดูแลช่วยเหลือกันผ่านกระบวนการกิจกรรมหรือหลักสูตรได้ ครูฟาจึงต้องมี ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และจิตวิญญาณเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของครูฟาทีเดียว คำถามก็คือว่า

  1.“เป็นกระบวนการของอะไร”

2.“ทำไมต้องใช้กระบวนการเช่นนี้”

3.“มันนำพาไปหาอะไร ผลลัพธ์ของมัน”

4“ในภาพรวมนั้นทำอย่างไร”

 ตอบ

1.ในภาพรวม คือการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การจัดการความขัดแย้งตั้งแต่ระดับของตัวเอง ครอบครัว และองค์กร เป็นกระบวนการของความดี ความงาม ความจริง เป็นศีล  เป็นการภาวนา   เป็นการเจริญสติ  เป็นการดูจิต  เป็นกระบวนการของการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ* 

 

2. .“ทำไมต้องใช้กระบวนการเช่นนี้”

   2.1.เพราะมนุษย์ถูกปนเปื้อนจากกิเลสจนมองไม่เห็นความดีงามที่แท้จริง ที่เป็นเนื้อแท้ของตัวเอง และของกันและกัน จนโดดเดี่ยว หรือแยกตัวเองเหินห่าง ขาดจิตอาสา ขาดพลัง ขาดคุณธรรมในชีวิต ขาดความปรารถนาและแรงบันดาลใจที่ดีงาม

 2.2 เพราะมนุษย์นั้นมักง่าย ขี้อิจฉา ก้าวร้าวและเอาอารมณ์เป็นใหญ่  โดยเฉพาะอารมณ์ฝ่ายต่ำ    และเนื้อหนังมายา  มนุษย์ต้องอ่อนโยน รักเพื่อนมนุษย์ ประณีต ละเอียดอ่อน มนุษย์ต้องใช้ชีวิตที่งดงาม มีคุณค่าสมที่ได้เกิดมา

 2.3   เพราะมนุษย์นั้นหลอกตัวเอง  ปรุงแต่ง ตีความเข้าข้างตัว  มนุษย์นั้นขี้โกหก   ลึกจริงๆแล้วมนุษย์นั้นมักรับความบกพร่องของตัวเองไม่ได้  ซึ่งมันก็รวมไปถึงไม่สามารถยอมรับความบกพร่องของผู้อื่น  ความไม่สมบูรณ์แบบของผู้อื่นไปด้วย  กระบวนการจึงต้องมากระตุ้นและให้พลัง ให้อำนาจด้านบวก เพื่อที่มนุษย์จะข้ามพ้นจากสิ่งเหล่านี้และก้าวไปสู่ความดี ความงามและความจริง เพื่อบรรลุความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้

   ดังนั้น......

      แม้ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์จะคือความกรุณาแต่เมื่อโดนปนเปื้อนและถูกแทรกแทรงจากสิ่งสมมติมากๆ จิตมนุษย์จึงมักจะไหลลงต่ำและเอาอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ทุกที  ถ้ามนุษย์ข้ามพ้นตรงนี้ไม่ได้ ก็จะทุกข์อย่างใหญ่หลวง   การมีกรอบใช้กิเลส(การไม่เบียดเบียนกันของกายและวาจา)  การภาวนา  การเจริญสติ    และการคิดแยบคายเร้ากุศลจะช่วยให้มนุษย์เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่นและมองสิ่งต่างๆบนโลกนี้ด้วยความรักความเข้าใจมากขึ้น

           ....การทะลุทะลวงและละลายเมฆหมอกความขุ่นมัวของอำนาจฝ่ายต่ำหรือกิเลสมาร  ด้วยสุนทรียกระบวนการ  การสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ การเจริญภาวนาสติปัฐฐานสี่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา  แตะใจ  โดยมีครูฟาเป็นคนกลาง คนเอื้อให้เกิดการเรียนรู้โลกภายในของกันและกัน ช่วยให้ผู้ร่วมเรียนรู้ได้สัมผัสถึงพื้นที่ความกรุณาในใจตัวเองและผู้อื่น  และค่อยๆเพิ่มพื้นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ ความดีงามสีขาวบริสุทธิ์ในใจให้งอกงามขึ้น  อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติต่อไป

 

3.ที่ผ่านมาให้ผลอย่างไร

     เหมือนการคั่วป๊อบคอร์นหรือข้าวโพด     มีบางคนที่เข้าใจ เกิดปัญญาญาณเร็ว  เหมือนข้าวโพดที่คั่วแล้วแตกฉานเร็ว  บางคนค่อยๆแตกฉาน สุกกรุ่น แต่มีบางคนที่ไม่สามารถเปิดใจเรียนรู้ได้คือข้าวโพดที่ไม่สุก ลีบ ติดกระทะพาราดามเก่าๆติดกรอบอยู่ แข็ง กินไม่ได้ ไม่เรียนรู้ ไม่แบ่งปัน ไม่ละวาง ไม่เติบโต ไม่ลอยลำ ซึ่งก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง  แต่ทั้งหมดคือมนุษย์เหมือนกันครูฟาควรต้องให้ความรักและยอมรับกับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น

4.“เคารพ  เชิงบวก ให้คุณค่าและอยู่บนสัมมาทิฐิ”

       ซึ่งต้องมาจากจิตที่เป็นอย่างนี้จริงๆ ครูฟาต้องตรวจสอบตัวเองได้  และสามารถสังเกตตรวจสอบ บรรยากาศของกระบวนการซึ่งอาจต้องใช้จิตของความกรุณาสัมผัส  ซึ่งนั่นหมายถึง การผ่านการฝึกฝนจิตมาพอสมควร ซึ่งถ้าครูฟาสามารถทำได้  จะเป็นฐานในการยกระดับจิตตัวเอง และผู้ร่วมเรียนรู้ให้ค้นพบ การเคารพ  การคิดเชิงบวก และคุณค่าของกันและกันได้อย่างดี  อย่างไรก็ดี เครื่องมือที่จะหมุนกระบวนการให้เดินต่อไปได้ให้ถึงเป้าหมายนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ครูฟาควรจะได้เรียนรู้

     สรุป...

    กระบวนการต้องทำด้วยฐานคิดเชิงบวก  ฐานคิดของการเคารพ ชื่นชมยินดีต่อกัน คือคิดเร้ากุศล  ยกระดับจิตและคุณค่าของกันและกัน   ซึ่งบางครั้งต้องมีการขัดเกลาและพูดความจริงที่เป็นประโยชน์กันบ้าง(ทึ้ง) มิใช่เพียงแค่การชื่นชมอย่างเดียว  เป็นการพูดด้วยสัมมาวาจา สันติ  เปรียบเสมือนการปลูกข้าว ข้าวจะงอกงามได้เมื่อชาวนาได้เตรียมดิน กระตุ้นดิน   ไหว้พระแม่โพศพ  เคารพสิ่งศักดิ์สิทธ์  เคารพข้าวและดูแลเอาใจใส่ต้นข้าวเป็นอย่างดี จริงใจ    ด้วยใจที่รักในข้าว และเห็นคุณค่าของเมล็ดข้าวทุกๆเมล็ดว่าคือชีวิตของผู้คนนั่นเอง