ระบบในร่างกาย
ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยระบบต่างๆมากมาย ระบบทุกระบบจะทำงานสัมพันธ์กัน หากระบบใดทำงานผิดปกติ
ก็ทำให้ระบบอื่นทำงานบกพร่องตามไปด้วยระบบในร่างกายได้แก่
1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary
System)
2. ระบบกล้ามเนื้อ
(Muscular System)
3.
ระบบโครงกระดูก (Skeletal System)
4. ระบบหมุนเวียนเลือด(Circulatory
System)
5. ระบบหายใจ (Respiratory System)
6. ระบบประสาท (Nervous System)
7. ระบบต่อมไร้ท่อ (glands System)
8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)
9. ระบบขับถ่าย (Excretory System)
10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System)
1.ระบบผิวหนัง
โครงสร้างของผิวหนัง
ผิวหนังประกอบด้วย ๒ ส่วน
๑. ชั้นตื้น
เรียกว่า หนังกำพร้า (epidermis)
๒. ชั้นลึก
เรียกว่า หนังแท้ (dermis)
หนังกำพร้า
คลุมอยู่บนหนังแท้ ความหนาของหนังกำพร้าแตกต่างกันตามส่วนต่างๆ
ของร่างกาย หนาตั้งแต่ ๐.๓ ถึง ๑ มิลลิเมตร
หนังกำพร้าที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าหนาที่สุด
และบางที่สุดที่หนังตาชั้นนี้ไม่มีหลอดเลือดเลยและประกอบด้วยเซลล์รูปร่างต่างๆ
กันหลายชั้น ชั้นตื้นที่สุดที่ผิวเป็นเซลล์แบนๆ
และตายแล้วจะลอกหลุดออกไปเป็นขี้ไคล
หนังแท้
ประกอบด้วยเส้นใยพังผืดเป็นส่วนใหญ่ประสานไขว้กันไปมา
ส่วนตื้นของชั้นนี้ยื่นเป็นปุ่มนูนขึ้นมาสวมกับช่องทางด้านลึกของหนังกำพร้า
ในปุ่มนูนนี้มีหลอดเลือดและปลายประสาทรับความรู้สึก
ส่วนลึกของหนังแท้จะมีแต่เส้นใยพังผืดประสานกันค่อนข้างแน่น
ความยืดหยุ่นของผิวหนังที่อยู่เส้นใยพังผืดและเนื้อเยื่อใต้หนัง
ในคนชรา เส้นใยพังผืดยึดหยุ่นลดน้อยลงจึงเกิดเป็นรอยย่น หย่อนยาน
สีของผิวหนัง เกิดจากจำนวนเม็ดสีเมลานิน
(melaninซึ่งอยู่ในเซลล์ชั้นลึกของหนังกำพร้า
ถ้าเม็ดสีเมลานินมีมากก็มีผิวดำ
ถ้าเม็ดสีเมลานินมีน้อยก็มีผิวขาว สีของผิวหนัง
นอกจากจะเกิดจากเม็ดสีเมลานินแล้วยังเกิดจากสีของเลือดในหนังแท้ด้วย
ซึ่งทำให้ผิวมีสีชมพูจัดในคนที่มีเลือดสมบูรณ์ดี
และทำให้ผิวซีดในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง
นอกจากนั้นยังขึ้นกับความหนาของผิวหนังด้วย จะเห็นได้ในเด็กทารก
มีผิวหนังบางจึงมีผิวสีชมพู
หน้าที่ของผิวหนัง
1.
ช่วยป้องกันอวัยวะที่อยู่ลึกทั่วไปจากอันตราย และ
การแทรกซึมของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ
2.
ป้องกันไม่ให้น้ำภายนอกซึมเข้าไปในร่างกายและป้องกันมิให้น้ำในร่างกายระเหยออกไป
3. รับความรู้สึกต่างๆ
อย่างกว้างขวาง
4.ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
โดยระบายความร้อนออกจากร่างกายผ่านทางผิวหนัง
5. ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
โดยต่อมเหงื่อขับเหงื่อ
จึงทำหน้าที่ช่วยไตขับถ่ายของเสียจากร่างกาย
ซึ่งเห็นชัดในหน้าร้อนจะมีเหงื่อออกมาก
6. เป็นแหล่งสร้างวิตามินดี
ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของแสงอัลตราไวโอเลตของแสงอาทิตย์ต่อสเตอรอล
(sterol) ในผิวหน้า ป้องกันโรคกระดูกอ่อน
2. ระบบกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อภายในร่างกายแบ่งได้เป็น
๓ ชนิด คือ
1. กล้ามเนื้อลาย
เป็นกล้ามเนื้อยึดติดอยู่กับกระดูกโดยมีเอ็นยึด
กล้ามเนื้อจะทำงานประสานกันคือถ้ากล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว
กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัวทำให้กระดูกสามารถเคลื่อนไหวได้เช่น
การงอแขนหรือเหยียดแขนได้
เนื่องมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อด้านนอกที่เรียกว่ากล้ามเนื้อไบเซฟ
( bicep muscle ) และ
2. กล้ามเนื้อเรียบ
เป็นกล้ามเนื้อที่พบในกระเพาะอาหาร
ลำไส้ ผนังหลอดเลือด
3. กล้ามเนื้อหัวใจ
เป็นกล้ามเนื้อชนิดพิเศษพบเฉพาะในหัวใจเท่านั้นการทำงานของกล้ามเนื้อชนิดนี้จะมีการหดตัวคลายตัวเป็นจังหวะด้วยตัวเอง
กล้ามเนื้อหัวใจ จะมีการหดตัวและคลายตัวเวลาที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่หน้าที่ของกล้ามเนื้อ
1.ให้อวัยวะเคลื่อนไหวทำงานเพื่อให้เกิดพลังงาน
2.ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนที่ไปทิศทางต่างๆ
3.สะสมไกลโคเจนเพื่อให้เป็นแหล่งพลังงาน
4.ป้องกันอันตรายแก่อวัยวะภายใน
5.ทำให้มีรูปทรงที่สมบูรณ์แข็งแรง
3.ระบบโครงกระดูก

ร่างกายของมนุษย์ที่เจริญเติบโตเต็มที่จะประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด
206 ชิ้นแบ่งเป็น กระดูกแกน 80 ชิ้น เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง
กระดูกก้นกบ
กระดูกซี่โครง อีกพวกหนึ่ง คือ กระดูกรยางค์ จำนวน 126 ชิ้น เช่น
กระดูกแขนขา
สะบัก ไหปลาร้า เชิงกราน
ส่วนประกอบของกระดูก
1.
สารอนินทรีย์ คือ สารแคลเซียมฟอสเฟต
ซึ่งเป็นสารทำให้กระดูกแข็งแกร่ง มีปริมาณสองในสามของเนื้อกระดูก
2. สารอินทรีย์ คือ
สารที่มีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น เช่น โปรตีน
ทำหน้าที่ประสานโมเลกุลของแคลเซียมฟอสเฟตเข้าด้วยกัน
เกิดเป็นโครงร่างของกระดูก
ถ้าขาดแคลเซียมฟอสเฟตจะทำให้กระดูกมีลักษณะอ่อนนิ่มเหมือนยาง
อย่างกระดองปูนิ่ม
ขณะเดียวกันถ้าขาดสารโปรตีนจะมีลักษณะเป็นผงคล้ายขี้เถ้า
กระดูกแต่ละชิ้นจะมีเอ็น
เรียกว่า ลิกาเมนต์ ( Ligament)
ซึ่งมีความเหนียวมากยึดติดกันทำให้กระดูกเคลื่อนไหวได้ในวงจำกัดและบริเวณที่กล้ามเนื้อที่ติดกับกระดูกยังมีเอ็นเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเรียกว่า
เท็นดอน ( Tendon)
ซึ่งจะช่วยยึดกล้ามเนื้อให้ติดกระดูกสำหรับกระดูกสันหลังมีหน้าที่ค้ำจุนร่างกายมีกระดูกชิ้นเล็กๆ
เป็นข้อๆแต่ละข้อมีแผ่นกระดูกอ่อน เรียกว่า “
หมอนรองกระดูก ” รองรับ
ป้องกันการเสียดสีขณะเคลื่อนไหว
และยังมีเอ็นและกล้ามเนื้อยึดติดกันแต่ละข้อ
ทำให้บิดตัวเอียงตัวก้มตัวและโน้มตัวได้
โครงกระดูกของมนุษย์มีข้อต่อมากมาย
ซึ่งการมีข้อต่อจะทำให้กระดูกยืดหยุ่นและทำให้ส่วนต่างๆของร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวก
ข้อต่อมี 3 แบบ ดังนี้
1. ข้อต่อแบบลูกกลมในเบ้า เช่น
กระดูกข้อต่อที่สะโพก ข้อต่อที่หัวไหล่ ทำให้เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง
รวมทั้งการหมุนแขนและหมุนขา
ซึ่งในเบ้ากระดูกจะมีกระดูกอ่อนและน้ำไขข้อหล่อลื่น
ช่วยลดการเสียดสีของกระดูกเวลาเคลื่อนไหว
2. แบบบานพับ เช่น กระดูกข้อต่อที่นิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อศอก
หรือข้อพับต่างๆมีลักษณะการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนที่ของบานพับประตูหรือหน้าต่าง
3. แบบเป็นเดือยสวมลงในเบ้า เช่น
กระดูกต้นคอทำให้เราสามารถก้มและเงยหน้า
เอียงคอซ้ายขวาและหันหน้าซ้ายขวา
หน้าที่ของกระดูก
โครงกระดูกมีหน้าที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ
-
ทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายให้ร่างกายคงรูปอยู่ได้
- ป้องกันอันตรายให้แก่อวัยวะที่สำคัญ เช่น
สมอง ไขสันหลัง หัวใจ ปอด ตับ
- เป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อ
การที่เราเคลื่อนไหวได้เป็นผลมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ
ที่ยึดติดกับกระดูก
4. ระบบหมุนเวียนเลือด
ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วย เลือด หลอดเลือด และ หัวใจ
เลือด ( Blood ) ในร่างกายคนเรามีเลือดอยู่ประมาณร้อยละ 9-10 ของน้ำหนักตัว
เลือดมีส่วนประกอบ ที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
1. ส่วนที่เป็นของเหลว
ซึ่งเรียกว่า
น้ำเลือด หรือพลาสมา ( Plasma ) มีอยู่ประมาณร้อยละ55
ของปริมาณเลือดที่ไหลอยู่ในร่างกาย
2. ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือด
และเกล็ดเลือด ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 45
ของปริมาณเลือดทั้งหมด
หลอดเลือด ( Blood Vessel )
การหมุนเวียนของเลือดจากหัวใจไปและกลับจากส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายนั้นต้อง อาศัยหลอดเลือด ซึ่งมีอยู่ ทั่วร่างกาย
หลอดเลือดในร่างกายคนเราแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. หลอดเลือดอาร์เทอรี ( Arteries ) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจไปยังส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย
เลือดที่อยู่ในหลอดเลือดนี้เป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนมาก
ยกเว้นเลือดที่ส่งไปยังปอด
ซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก
หลอดเลือดอาร์เทอรีมีผนังหนาไม่มีลิ้นกั้น มีความแข็งแรง
เพื่อให้มีความทนทานต่อแรงดันเลือดที่ถูกฉีดออกจากหัวใจ
2. หลอดเลือดเวน ( Vein ) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดจากส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายเข้าสู่หัวใจ
เลือดที่อยู่ในหลอดเลือดนี้เป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูง
ยกเว้นเลือดที่นำจากปอดมายังหัวใจ
จะเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูง
ภายในหลอดเลือดนี้จะมีลิ้นป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
3.
หลอดเลือดฝอย ( Capillaries )
เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กละเอียดเป็นฝอยติดต่ออยู่ระหว่างแขนงเล็ก
ๆ ของหลอดเลือดอาร์เทอรีและหลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอยมีผนังบางมาก
เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนสารอาหาร แก๊ส และสิ่งต่าง ๆ
ระหว่างเลือดกับเซลล์ของร่างกาย
หัวใจ
( Heart ) หัวใจของคนตั้งอยู่ในบริเวณทรวงอก
ระหว่างปอดทั้งสองข้าง ค่อนไปทางซ้าย ภายในมีลักษณะ
เป็นโพรงแบ่งออกเป็น 4 ห้อง โดยแบ่งเป็นห้องบน 2
ห้อง เรียกว่า เอเตรียม ( Atrium ) ห้องล่าง 2 ห้อง เรียกว่า
เวนตริเคิล ( Ventricle ) หัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้ายมี
ลิ้นไบคัสปิด ( Bicuspid ) คั่นอยู่
ส่วนห้องบนขวาและล่างขวามีลิ้นไตรคัสปิด ( Tricuspid) คั่นอยู่
ซึ่งลิ้นทั้ง 2 ทำหน้าที่คอยเปิด-ปิด เพื่อไม่ให้ ้เลือด
ไหลย้อนกลับ
หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดโดยการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจเป็นจังหวะ
ทำให้เลือดไหลไปตามหลอดเลือดต่าง ๆ
การหมุนเวียนเลือดในร่างกาย
1.
เลือดจากส่วนต่าง
ๆ ของร่างกายซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำ
จะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา (Right Atrium
)
2.
เมื่อหัวใจบีบตัวเลือดจะไหลจากหัวใจห้องบนขวา
ผ่านลิ้นหัวใจลงสู่ห้องล่างขวา ( Right Ventricle
)
3. เมือหัวใจห้องล่างขวาบีบตัว
เลือดจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดไปยังปอด
เมื่อมีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจน
เลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย (
Left Atrium )
4.
เมื่อหัวใจห้องบนซ้ายบีบตัว
เลือดจะไหลผ่านลิ้นหัวใจลงสู่ห้องล่างซ้าย(Left Ventricle
)5. เมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว
เลือดจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
และเมื่อเลือดมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำก็จะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนชวาเป็นเช่นนี้เรื่อย
ๆ ไป
![]()
5.ระบบหายใจ

มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่
การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะบบหายใจตามลำดับ ดังนี้
1.จมูก (Nose)
จมูกส่วนนอกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตรงกึ่งกลางของใบหน้า
รูปร่างของจมูกมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด
ฐานของรูปสามเหลี่ยมวางปะ ติดกับหน้าผากระหว่างตาสองข้าง
สันจมูกหรือดั้งจมูก มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน
ยื่นตั้งแต่ฐานออกมาข้างนอกและลงข้างล่างมาสุดที่ปลายจมูก
อีกด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมห้อยติดกับริมฝีปากบนรู
จมูกเปิดออกสู่ภายนกทางด้านนี้
รูจมูกทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศที่หายใจเข้าไปยังช่องจมูกและกรองฝุ่นละอองด้วย
2. หลอดคอ (Pharynx)
เมื่ออากาศผ่านรูจมูกแล้วก็ผ่านเข้าสู่หลอดคอ
ซึ่งเป็นหลอดตั้งตรงยาวประมาณยาวประมาณ 5 "
หลอดคอติดต่อทั้งช่องปากและช่องจมูก จึงแบ่งเป็นหลอดคอส่วนจมูก กับ
หลอดคอส่วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็นตัวแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน
โครงของหลอดคอประกอบด้วยกระดูกอ่อน 9 ชิ้นด้วยกัน ชิ้นที่ใหญ่ทีสุด
คือกระดูกธัยรอยด์ ที่เราเรียกว่า "ลูกกระเดือก"
ในผู้ชายเห็นได้ชัดกว่าผู้หญิง
3. หลอดเสียง (Larynx)
เป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผู้ชาย และ
3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสียงเจริญเติยโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ
ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากสายเสียง (Vocal cord)
ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป
จึงทำให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากฮอร์โมนของเพศชาย
4. หลอดลม (Trachea)
เป็นส่วนที่ต่ออกมาจากหลอดเสียง
ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะรูปร่างของหลอดลมเป็นหลอดกลมๆ
ประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปวงแหวน หรือรูปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น
วางอยู่ทางด้านหลังของหลอดลม ช่องว่าง ระหว่างกระดูกอ่อนรูปตัว U
ที่วางเรียงต่อกันมีเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเรียบมายึดติดกัน
การที่หลอดลมมีกระดูกอ่อนจึงทำให้เปิดอยู่ตลอดเวลา
ไม่มีโอกาสที่จะแฟบเข้าหากันได้โดยแรงดันจากภายนอก
จึงรับประกันได้ว่าอากาศเข้าได้ตลอดเวลา หลอดลม
ส่วนที่ตรงกับกระดูกสันหลังช่วงอกแตกแขนงออกเป็นหลอดลมแขนงใหญ่
(Bronchi) ข้างซ้ายและขวา
เมื่อเข้าสู่ปอดก็แตกแขนงเป็นหลอดลมเล็กในปอดหรือที่เรียกว่า
หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่ถุงลม (Aveolus)
ซึ่งเป็นการที่อากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอดมากที่สุด
จึงเป็นบริเวณแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน กับคาร์บอนไดออกไซด์
5. ปอด (Lung)
ปอดมีอยู่สองข้าง วางอยู่ในทรวงอก
มีรูปร่างคล้ายกรวย
มีปลายหรือยอดชี้ขึ้นไปข้างบนและไปสวมพอดีกับช่องเปิดแคบๆของทรวงอก
ซึ่งช่องเปิดแคบๆนี้ประกอบขึ้นด้วยซี่โครงบนของกระดูกสันอกและกระดูกสันหลัง
ฐานของปอดแต่ละข้างจะใหญ่และวางแนบสนิทกับกระบังลม
ระหว่างปอด 2 ข้าง จะพบว่ามีหัวใจอยู่
ปอดข้างขวาจะโตกว่าปอดข้างซ้ายเล็กน้อย และมีอยู่ 3 ก้อน
ส่วนข้างซ้ายมี 2 ก้อน
หน้าที่ของปอดคือ การนำก๊าซ
CO2 ออกจากเลือด และนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด
ปอดจึงมีรูปร่างใหญ่ มีลักษณะยืดหยุ่นคล้ายฟองน้ำ
6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura)
เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน
เปียกชื้น และเป็นมันลื่น หุ้มผิวภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้
ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิวหนังด้านในของทรวงอกอีก
หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอดซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2
ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี
ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด
6. ระบบประสาท
ระบบประสาท (nervous
system) คือ
ระบบการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสัตว์
ทำให้สัตว์สามารถตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ
รอบตัวอย่างรวดเร็ว ช่วยรวบรวมข้อมูลเพื่อให้สามารถ
ตอบสนองได้
สัตว์ชั้นต่ำบางชนิด
เช่น ฟองน้ำ ไม่มีระบบประสาท สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเริ่มมีระบบประสาท
สัตว์ชั้นสูงขึ้นมาจะมีโครงสร้างของระบบประสาทซับซ้อน
ยิ่งขึ้น
ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น
2 ส่วน
คือระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทรอบนอก
ระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทส่วนกลาง(the
central nervous system หรือ somatic nervous system
)
เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งทำงานพร้อมกันทั้งในด้านกลไกและทางเคมีภายใต้
อำนาจจิตใจ
ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง
โดยเส้นประสาทหลายล้านเส้นจากทั่วร่างกายจะส่งข้อมูลในรูปกระแสประสาทออกจากบริเวณศูนย์กลาง
มีอวัยวะที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. สมอง(brain)
เป็นส่วนที่ใหญ่กว่าส่วนอื่นๆ
ของระบบประสาทส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำกิจกรรมทั้งหมดของร่างกาย
เป็นอวัยวะชนิดเดียวที่แสดงความสามารถด้านสติปัญญา
การทำกิจกรรมหรือการแสดงออกต่างๆ
สมองของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สำคัญแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1.1
เซรีบรัมเฮมิสเฟียร์(cerebrum
hemisphere) คือสมองส่วนหน้า
ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมที่ซับซ้อนเกี่ยวกับความรู้สึกและอารมณ์
ควบคุมความคิด
ความจำ
และความเฉลียวฉลาด
เชื่อมโยงความรู้สึกต่างๆ
เช่น การได้ยิน
การมองเห็น
การรับกลิ่น
การรับรส
การรับสัมผัส
เป็นต้น
1.2
เมดัลลาออบลองกาตา(medulla
oblongata) คือส่วนที่อยู่ติดกับไขสันหลัง
ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติ
เช่น การหายใจ
การเต้นของหัวใจ
การไอ
การจาม
การกะพริบตา
ความดันเลือด
เป็นต้น
1.3 เซรีเบลลัม(cerebellum)
คือสมองส่วนท้าย
เป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัว
ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ เช่น
การเดิน
การวิ่ง
การขี่จักรยาน
เป็นต้น
2.ไขสันหลัง (spinal cord)
เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่ทอดยาวจากสมองไปภายในโพรงกระดูกสันหลัง
กระแสประสาทจากส่วนต่างๆ
ของร่างกายจะผ่านไขสันหลัง
มีทั้งกระแสประสาทเข้า
และกระแสประสาทออกจากสมอง
และกระแสประสาทที่ติดต่อกับไขสันหลังโดยตรง
3. เซลล์ประสาท(neuron)
เป็นหน่วนที่เล็กที่สุดของระบบประสาท
เซลล์ประสาทมีเยื่อหุ้มเซลล์ไซโทพลาสซึมและนิวเคลียสเหมือนเซลล์อื่นๆ
แต่มีรูปร่างและลักษณะแตกต่าง
ออกไปเซลล์ประสาทประกอบด้วยตัวเซลล์และเส้นใยประสาทที่มี
2 แบบคือ
เดนไดรต์(dendrite)
ทำหน้าที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์และแอกซอน(axon)ทำหน้าที่นำกระแสประสาท
ออกจากตัวเซลล์ไปยังเซลล์ประสาทอื่นๆ
เซลล์ประสาทจำแนกตามหน้าที่การทำงานได้ 3 ชนิด
คือ
3.1
เซลล์ประสาทรับความรู้สึก
รับความรู้สึกจากอวัยวะสัมผัส
เช่น
จมูก
ตา
หู ผิวหนัง
ส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทประสานงาน
3.2 เซลล์ประสาทประสาน
เป็นตัวเชื่อมโยงกระแสประสาทระหว่างเซลล์รับความรู้สึกกับสง
ไขสันหลัง
และ เซลล์ประสาทสั่งการ
พบในสมองและไขสันหลังเท่านั้น
3.3 เซลล์ประสาทสั่งการ
รับคำสั่งจากสมองหรือไขสันหลัง
เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ
7.ระบบต่อมไร้ท่อ
ระบบต่อมไร้ท่อ ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะในร่างกายให่ทำงานประสานกันซึ่งระบบนี้ทำหน้าที่นอกเหนือไปจากการท


ขออนุญาตนำภาพและเนื้อหาบางส่วนมาใช้ประกอบการสอน ขอบคุณค่ะ