เตรียมตัวตาย

                                               เตรียมตัวตาย

 

              เคยคิดบ้างไหมว่าคนเราเกิดมาทำไม  เกิดมาเพื่ออะไร  แล้วสุดท้ายของชีวิตจะเป็นไปอย่างไร  ต่างคนก็ต่างค้นหาคำตอบของตัวเองตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจและมีชีวิตอยู่  เพื่อรอวันที่ความตายจะมาเยือน  โดยที่เราไม่รู้ตัว  และไม่รู้ถึงซึ่งหนทางข้างหน้าเลย

                ไม่มีใครไม่รู้จักความตายซึ่งมันเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง  ทั้งญาติมิตร  เพื่อน  คนรู้จัก  และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  แม้กระทั่งตัวเราบางขณะก็อาจเฉียดความตายมาแล้ว  ที่จะเป็นช่วงเวลาที่เรารู้ซึ่งว่าความตายมีอยู่จริง  และสักวันเราก็อาจหนีไม่พ้นเช่นกัน

                คนเราไม่แน่ว่าจะตายเมื่อไร  แต่ที่แน่นอนก็คือต้องตาย  ดังนั้นแล้วเราอย่ามัวแต่กลัวกฎธรรมชาติที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย  กลับจงศึกษาเรียนรู้ให้เข้าถึงสัจธรรมแห่งความจริงของการตาย  ที่ทุกชีวิตมีจุดจบเช่นเดียวกัน  มาเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะต้องเผชิญหน้า  เตรียมสติปัญญาและดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาทแล้วมาค้นหาสัจธรรมที่แท้จริง  สู่การเตรียมตัวตายอย่างภาคภูมิ

 

ความหมายของความตาย 

        ความตายโดยทั่วไปแล้ว  หมายถึง  เป็นสถานการณ์สิ้นสุดของการมีชีวิตของสิ่งมีชีวิต  ยุติการทำงานของร่างกายและจิตใจ  ทางการแพทย์ก็จะวัดจากคลื่นสมองที่หยุดการทำงาน

        ความหมายในทางพระพุทธศาสนา  หมายถึง  การเคลื่อนแตกทำลายหายไปจากความเป็นอย่างหนึ่งไปสู่ความเป็นอีกอย่างหนึ่ง  โดยจะมีการรวบรวมกรอบทั้งหมดในชีวิต  ชั่งน้ำหนักแล้วตัดสินใจว่าเอียงไปข้างใครระหว่างสูงขึ้น  หรือต่ำลงกว่าเป็นมนุษย์  (ดังตฤน,2547)

ดังนั้นพอจะสังเคราะห์ได้ว่า  ความตาย คือ  การเปลี่ยนแปลงสภาพ  ความเป็นอย่างหนึ่งไปสู่ความเป็นอีกอย่างหนึ่ง  โดยมีกรรมของแต่ละคนเป็นตัวตัดสิน  ที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ภพภูมิที่สูงหรือต่ำ

 

 ประเภทของการตายในพระพุทธศาสนา

การตายในทางพุทธศาสนาแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

              1. ขณิกมรณะ ได้แก่ การดับหรือการสลายตัวเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมือนเดิมของบรรดารูปนามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างกายหรือรูปอื่นใด จะเป็นจิตหรือวิญญาณ
              2. สมุจเฉทมรณะ เป็นการสิ้นชีวิตของพระอรหันต์ผู้ซึ่งปราศจากกิเลสแล้ว ไม่มีการเกิดมีชีวิตขึ้นมาได้อีกต่อไป เพราะหมดอำนาจของเหตุปัจจัยที่จะมา
               3. สมมติมรณะ คือความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย คืออะไร ถ้าจะว่าโดยย่อแล้ว ความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลายก็ได้แก่ ความสิ้นสุดของรูปชีวิต และความสิ้นสุดของนามชีวิตในภพชาติหนึ่ง หรือจะพูดว่า ความตายก็คือจิต, เจตสิก และกรรมชรูป ดับลงในภพชาติหนึ่ง (ในปัญจโวการภูมิ)

                การตายนั้นมีหลากหลายแบบขึ้นอยู่กับภูมิรู้ของดวงจิตนั้นๆ  อาจจะเปลี่ยนสภาพของจิตหรือวิญญาณ  หรือการสิ้นสุดของรูปชีวิตและความสิ้นสุดของนามชีวิตในภพชาติหนึ่ง  ดังเช่นความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย  หรือการตายที่แท้จริง  คือการดับของจิตในพระอรหันต์ที่ปราศจากกิเลสไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป 

                ความเข้าใจในเรื่องความตายมองได้สองแง่  โดยทั่วไปแล้วมองว่าเป็นการดับสูญของชีวิต  มดลมหายใจ  เหลือเพียงร่างอันไร้วิญญาณ  เป็นการเอาร่างกายที่เป็นรูปเป็นฐานคิดคือ  ซึ่งเป็นการตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย  โดยถ้าใช้จิตเป็นฐานคิดการตายหรือการดับอันแท้จริง  คือ  การตาย  หรือการดับขันนนิพพานของพระอรหันต์

 

สัจธรรมเกี่ยวกับความตาย 

                คนเราเข้าใจเกี่ยวกับความตายที่แตกต่างกัน  ตายแล้สูญ  หรือตายแล้วไม่สูญ  นั้นก็เป็นความเชื่อ  แต่สัจธรรมหรือความจริง  เป็นสิ่งที่ไม่ได้อนุโลมว่าเราเชื่ออย่างไร  มันก็เป็นเช่นนั้นของมัน

  1. คนเราเกิดมาจะต้องตาย  ในวัฏสงสาร  มีเกิด  มีแก่  มีเจ็บ  และก็ต้องมีตาย  เป็นของธรรมดา  ไม่มีหมอใดหรือยาใด  ที่จะช่วยทำให้คนเราไม่ต้องตายได้  ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง  คนเราทุกคนพอคลอดออกจากท้องแม่  ร้องแว้แรก  ก็เอาป้ายตัดสินประหารชีวิตออกมาด้วยแล้ว  แล้วมีอะไรบ้างที่สิ่งมีชีวิตในโลกนี้เกิดมาแล้วไม่ตาย  (อมรา  มลิลา,2530)
  2. คนเราไม่รู้ว่าจะต้องตายเมื่อไหร่  คนเรารู้เฉพาะวันที่ตนเองเกิด  วันตายนั้นหาได้รู้จักไม่  ไม่อาจพยากรณ์ล่วงหน้าได้  เพราะชีวิตไม่เที่ยงไม่แน่นอน  ใช่ว่าจะต้องให้คนแก่ตายก่อนเสมอไป  บางครั้งเด็กเกิดมามีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน  ก็ตายก่อนแม่เสียอีก
  3. แต่ละคนตายไม่เหมือนกัน  ทั้งอาการทางกายและอาการทางจิต  หมายความว่า  ทางกายนั้น  แก่ชราตายกับถูกฆ่าตายจะเป็นคนละเรื่อง  และแม้แต่การตายก็เหมือนๆกัน  การถูกฆ่าตายเหมือนกัน  ก็ไม่ใช่ว่าอาการทางจิตจะเหมือนกันไปด้วย  เช่นบางคนแก่ตายด้วยความสงบ  บางคนแก่ตายด้วยความทุรนทุราย  (ดังตฤน,2547)

           ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย  หากแต่ว่าความจริง  เราทุกคนกลับต้องตายโดยที่ไม่รู้วันตายและไม่รู้จะตายแบบไหน  แต่ความเป็นจริงคือ  เกือบทุกคนไม่เคยตระหนักในตรงจุดนี้เลย  ใช้ชีวิตประหนึ่งว่าความตายไม่มีวันมาถึงตัว  ไม่มีความจำเป็นต้องเตรียมต้อนรับเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตายจริงๆ  ก็เหมือนกับทหารที่ไม่เคยได้ซ้อมรบต้องพ่ายแพ้ให้กับความตายนั้นอย่างสิ้นท่า

 

ตายแล้วไปไหน 

         ในความเชื่อที่แตกต่างกันว่าตายแล้วต้องสูญบ้าง  ตายแล้วไม่ต้องสูญบ้าง  จะต้องมีภพหน้า  หรือไม่มีภพหน้าอีกแล้วเมื่อตายไป  ซึ่งต่างก็หาข้อพิสูจน์หลักฐานมายืนยันต่างๆนานา  ในทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งเห็นจริงแห่งสัจธรรมว่า  คนเราหากแต่เมื่อยังมีกิเลสอยู่  ก็ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร  อยู่ตามภพภูมิต่างๆ

ภพ  คือ  โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์  จะเรียกว่าภพ  จะเรียกว่าสภาพ  หรือจะเรียกว่าสภาวะชีวิตก็ได้ทั้งสิ้น  ทั้งนี้เพราะเน้นสภาพแวดล้อม  หรือภาวะของอัตภาพที่สัตว์ครองอยู่เป็นสำคัญ

โดยคร่าวสุดมีภพอยู่ 3 ระดับ รวมเรียกว่า ‘ไตรภพ’ ได้แก่

1.กามภพ ภพของผู้ที่ยังเสวยกามคุณ หมายถึงสภาพต่ำสุดตั้งแต่สัตว์นรก ไล่มาถึงสัตว์

เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ เรื่อยไปจนกระทั่งสูงสุดคือเทวดาผู้ยังพัวพันกับความใคร่ในรูปเสียงกลิ่นรส

2. รูปภพ ภพของผู้ที่เข้าถึงรูปฌาน หมายถึงสภาพของผู้พ้นจากภพอันเกลือกกลั้วด้วยกาม

เพราะมีสมาธิจิตตั้งมั่นถึงระดับฌาน พวกนี้จะมีรูปกายทิพย์ที่สุขุมยิ่ง สุขุมและประณีตขนาดที่ว่าผัสสะ   ภายนอกทั้งปวงปรากฏแผ่วจนไม่อาจทำให้รู้สึกรู้สาว่าน่าติดใจแต่อย่างใดได้ พวกเขาพึงใจมีชีวิตเพื่อเสพสุขอันเป็นภายในจากสภาพฌานจิตอันยิ่งใหญ่ล้ำลึกเกินจินตนาการ

3. อรูปภพ ภพของผู้ที่เข้าถึงอรูปฌาน หมายถึงสภาพของผู้พ้นจากความมีรูป เพราะสมาธิจิตก้าวล่วงการสำคัญในรูปทั้งปวงเสียได้ พวกนี้มีรู้สึกในอีกระนาบหนึ่งซึ่งเหนือกว่าสุขอันเป็นทิพย์

ส่วน  “ภูมิ”  นั้น  จะเป็นส่วนย่อยของภพอีกที  เพราะเน้นที่ระดับชั้นแห่งจิตมากกว่าจะพูดถึงสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ร่างกาย  อันเป็นของภายนอกที่สัมผัสได้ง่ายกว่า

ภูมิแห่งจิตวิญญาณมี 4 ระดับ ได้แก่

1. กามาวจรภูมิ เป็นภูมิจิตที่ยังข้องแวะอยู่กับกามคุณ ๕ คือเสพผัสสะอันน่าพึงใจทางตา หู จมูกลิ้น กาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด

2. รูปาวจรภูมิ เป็นภูมิจิตที่ยึดเอารูปธรรมเช่นลมหายใจหรือสีสันเป็นตัวตรึงจิตให้ตั้งมั่นถึงฌาน

3. อรูปาวจรภูมิ เป็นภูมิจิตที่กำหนดเอานามธรรมเช่นอากาศอนันต์เป็นตัวตรึงจิตให้ตั้งมั่นถึงฌาน

4.โลกุตตรภูมิ เป็นภูมิจิตที่เคยเห็นแจ้งว่ารูปนามไม่ใช่ตัวตน และความเห็นนั้นจะต้องเหนี่ยวนำจิตได้ถึงฌาน ประจักษ์แจ้งว่านิพพานมีจริง พ้นสภาพการมีการเป็นทั้งปวงออกไป

เมื่อความตายมาถึงก็จะถึงเวลาของการชั่งน้ำหนักของกรรมทั้งหมด  ที่ได้กระทำมาว่าจิตดวงนี้จะต้องไปจุติ  ณ  ภพภูมิแห่งใด  ตามกรรมที่ได้กระทำ  ตามภูมิจิตแห่งดวงนั้น

สิ่งสำคัญอีกอย่าง  จิตในขณะที่ต้องตายก็มีส่วนสำคัญ  ถ้าจิตระลึกถึงบุญกุศลของตนเอง  คุณความดี  ได้รักษาศีล  ได้ให้ทาน  เมื่อใจของเราขาดไปเราก็ไปสู่สวรรค์  เพราะว่าใจเราเป็นกุศล  แต่ถ้าคิดพยาบาทอาฆาต  จองเวร  เป็นห่วงลูกหลาน  บ้านช่อง  ไร่นา  สมบัติ  เวลาตายไปแล้วก็จะไปเป็นกบ  เขียด  หากเราตายด้วยความโกรธ  อารมณ์โมโหโทโส  ใจขาดไปในขณะนั้น  ก็จะไปเกิดเป็นเสือ  เป็นงู  สัตว์ที่ดุร้ายมากกว่านั้นหรือไม่ก็ตกนรกหมกไหม้  (พระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก,2550)

บุคคลผู้หมดกิเลสหรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกกันว่า ‘พระอรหันต์’ นั้น หมดจากความหลงสำคัญผิด เช่นเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน จึงสิ้นความทะยานอยากเข้าไปยึดทะยานเข้าไปติดใจในภพน้อยภพใหญ่ทั้งปวงเมื่อหมดความทะยานเข้าไปยึด หมดความหลงเห็นว่าภาวะอย่างนั้นดี ภาวะอย่างนี้น่าอภิรมย์ จิตก็สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากการก่อร่างสร้างภพ ปลอดโปร่งออกมาจากแก่นกลางภายในอย่างแท้จริง สมดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าถ้าภิกษุสำเร็จวิชา ‘รู้ตามจริง’ ขั้นสูงสุดแล้ว พระพุทธองค์ตรัสเปรียบไว้เหมือนตาลยอดด้วนที่ไม่อาจงอกเงยได้อีก คือทำลายกิเลสทั้งปวงอันเป็นเหตุให้เกิดภพใหม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือทำลายเครื่องเศร้าหมองอันเป็นเหตุนำไปสู่ทุกข์ทั้งปวงลงสิ้นเชิงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขณะสุดท้ายของชีวิตของผู้บริสุทธิ์จากกิเลสนั้น จะไม่มีนิมิตหมายใดๆปรากฏขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเข้าฌานหรือไม่เข้าฌานก็ตามที และเมื่อเกิดจุติจิต ก็จะไม่เหลือร่องรอยการสืบต่อองค์แห่งความทุกข์ใดๆอีก คือจะไม่มีการอุบัติ ไม่มีการไปปฏิสนธิในภพใดๆ ไม่เข้าเป็นพวกของหมู่สัตว์ใดๆตลอดทั่วทั้งไตรภูมิ(ดังตฤน,2547)

เมื่อความตายเป็นบททดสอบของชีวิตในชาติหนึ่งของคนเรา  เราเลือกเกิดไม่ได้และไม้รู้ว่าจะตายวันไหนเมื่อไหร่  แต่สิ่งที่เรารู้คือ  เราเลือกที่จะตายแบบไหนได้  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว  กมฺมุนา  วตฺตตรีโลโก  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

 การเตรียมตัวก่อนตาย
              วาระสุดท้ายของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกชั้นวรรณะ ทุกระดับชั้น ทุกตำแหน่งหน้าที่การงาน ต่างตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมที่เหมือนกัน คือ การสิ้นสลายของรูปร่างกาย หรือ “การตาย” นั่นเอง มนุษย์แทบทุกคนจะกลัวตาย และไม่มีใครอยากตาย
               การพิจารณาความตาย การมีสติรู้เท่าทันความตาย เป็นอุบายที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญ ไว้มากยิ่งนัก หากผู้ใดได้ฝึกปฏิบัติทดลองตายก่อนตายจริง จะเป็นการช่วยให้ผู้นั้นไม่กลัวตาย กล้าเผชิญหน้ากับความตายที่มาถึงได้อย่างกล้าหาญ   
               มรณสติ คือระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์เป็นกัมมัฏฐานชั้นสูงสุดเพราะว่าเมื่อระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว จิตก็จะสลดสังเวชถอนจากอารมณ์อื่น ๆ ความตายเป็นการดำเนินถึงที่สุดของชีวิตคนเราเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วยังจะมีอะไรเหลืออยู่อีก นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไร สิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องพัวพันอยู่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นของทิ้งทั้งหมด ถึงไม่อยากทิ้งมันก็ต้องละไปโดยปริยาย เราตายแล้วมันก็ทอดทิ้งลงทันที จึงว่ามรณสติ นั้นเป็นยอดของกัมมัฏฐาน ใครจะพิจารณาอะไร ๆ ก็ตามเถิด ถ้าหากพิจารณามรณสติแล้ว จิตยังไม่รวมลงไปได้ ยังไม่เกิดสลดสังเวช ยังไม่ละ ยังไม่ถอน ก็หมดกัมมัฏฐาน ไม่มีอะไรเหลือแล้ว
             อย่างไรก็ตามทั้งๆ ที่ความตายเป็นทดสอบที่สำคัญอย่างยิ่งของชีวิต  แต่น้อยคนนักที่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับบททดสอบดังกล่าว การระลึกถึงความตาย ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค บอกถึงการเจริญสติไว้ 8 อย่างคือ
          1. ให้คิดเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนอื่นๆ เช่น ว่า คนเราแม้จะมีความแตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าฐานะ หรือสติปัญญา ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกัน
          2. ให้บอกว่าความตายจู่โจมเราได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา
          3. ให้บอกว่าแม้จะใช้อำนาจ หรือทรัพย์สินมากเท่าใด ก็ไม่สามารถรักษาชีวตซึ่งเป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุดเอาไว้ได้
          4. ให้เราเข้าใจว่าชีวิตราเปราะบางอ่อนแอ ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆจึงอยู่ได้ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือได้มาอย่างไม่สมดุลย์ ก็ทำให้เกิดปัญญหาได้ทุกเมื่อ
          5. ให้เราคิดว่าร่างกายของเราเป็นของสาธารณะ เป็นเรือนอยู่ที่มีหนอนและเชื้อโรค อันเป็นภัยมากมายหลายชนิดอาศัยอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยแห่งความตายทั้งสิ้น
          6. ชีวิตนั้นจำกัดนัก อายุขัยมีกำหนดระยะเวลาของมัน คนเราอยู่ได้ไม่มากกว่า 100 ปี ก็ตาย บางคนอยู่เกิน 100 ปี ได้ไม่นานนักก็ตาย
          7. ชีวิตคนเรา มีโอกาสตายได้ทุกเวลา เพราะชีวิตมีการเกิด การตาย เป็นสายใยต่อเนื่อง เป็นวัฏสงสาร
          8. ให้เข้าใจว่าชีวิตไม่มีนิมิตที่แน่ชัด ไม่มีใครรู้เลยว่าเราจะตายด้วยเหตุใด  ตายเมื่อใด ตายอย่างไร และที่ไหน
          การเจริญมรณสติต้องระลึกอย่างพร้อมที่จะเรียนรู้ อย่างยอมรับ อย่างทำใจปลง และอย่างเข้าใจถึงวิถีของมัน อย่าระลึกด้วยจิตที่หวาดหวั่นขวัญเสียเศร้าหมอง ถ้าหมั่นระลึกบ่อยๆ ก็จะลดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ได้ทีละน้อย การเตรียมตัวตายอย่างถูกต้องนั้น ไม่ใช่แค่นึกๆ เอาว่าเดี๋ยวเราจะระวังตัว เดี๋ยวเราจะตาย แต่เป็นการเตรียมนิสัย เตรียมความเคยชินว่าจะตายพร้อมกับกุศลจิต ตราบใดยังคิดมากวนไปวนมา ยังขี้กังวล ยังหวงสิ่งที่ไม่ควรหวง ยังไม่อาจตัดทิ้งพันธะผูกใจ ก็ขอให้พิจารณา ว่าเหล่านั้นคือนิสัยที่เป็นเหตุให้ตายไม่ดีได้หมด เราต้องให้จิตคิดดี คิดเป็นกุศลให้ได้เป็นปกติตามแนวทางของทานและศีล ยิ่งเสียสละมาก ยิ่งมีศีลบริสุทธิ์มาก ใจก็จะยิ่งมีคุณภาพ และลดทอนความคิดมาก ขี้กังวลนานาไปได้เรื่อยๆ เอง

           อีกสิ่งหนึ่งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเราต้องต้องตระหนักไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ คือคือความประมาท เพราะความประมาทเป็นทางแห่งความ ตาย นี้เป็นพุทธศาสนสุภาษิต และความประมาททั้งหลายรวมลงในความประมาทปัญญา ปัญญาคือเหตุผล ผู้ไม่เห็นความสำคัญของเหตุผล ประมาทเหตุผล จึงไม่ใช้เหตุผล ความไม่ใช้เหตุผลนี้แหละ คือความประมาทปัญญา ผู้ประมาทปัญญา หรือผู้ไม่ใช้เหตุผล คือผู้เดินอยู่บนทางแห่งความตาย
             1. ความประมาททางกาย ความประมาทในการกระทำ ที่เรียกว่าประมาททางกาย เช่น ความประมาทเกี่ยวกับอาวุธร้าย มีปืนและระเบิด เป็นต้น ไม่คำนึงถึงเหตุผลว่าอาวุธเช่นนั้นมีโทษร้ายแรง ความประมาทเช่นนี้ที่ทำให้เกิดความตายด้วยสิ้นชีวิตแล้วเป็นจำนวนมาก นี้คือความประมาทเป็นทางแห่งความตายประการหนึ่ง
          2. ความประมาททางวาจา ความ ประมาทในการพูด คือ พูดโดยไม่ระวังถ้อยคำ เรียกว่าประมาททางวาจา ไม่คำนึงให้รอบคอบว่าจะเกิดผลอย่างไรในการพูด พูดไปตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโกรธ ความประมาทเช่นนี้ทำให้เกิดความตายด้วยสิ้นชีวิตแล้วเป็นอันมาก ด้วยสิ้นชื่อเสียงเกียรติยศก็เป็นอันมาก นี้คือความประมาทเป็นทางแห่งความตายประการหนึ่ง
          3. ความประมาททางใจ ความประมาทในความคิด คือ คิดฟุ้งซ่านไปโดยไม่ระมัดระวัง เรียกว่าประมาททางใจ การฆ่าตัวตายก็เกิดจากความประมาทนี้ ความเสียสติก็เกิดจากความประมาทนี้ ความทำลายผู้อื่นก็เกิดจากความประมาทนี้ นี้คือความประมาทเป็นทางแห่งความตายประการหนึ่ง

         วิธีปลดห่วงโซ่แห่งการเกิดตาย ก็คือการทำลายความเข้าใจผิดให้สิ้นซาก เราเข้าใจผิดว่ากายนี้เป็นตัวตน เป็นที่ตั้งของตัวตนก็เฝ้าดูด้วยสติสัมปชัญญะไปเรื่อย ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในกายนี้เที่ยงไหม ถ้าไม่เที่ยง ในที่สุดจิตก็ได้ข้อสรุปเองว่ากายไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นที่ตั้งของตัวเราพ้นจากความสำคัญผิดเกี่ยวกับกาย ยังเหลือความสำคัญผิดเกี่ยวกับใจ ก็ต้องดูกันต่อไป เฝ้าระลึกกันต่อไปว่าองค์ประกอบทางใจส่วนไหนที่เป็นตัวตน เป็นที่ตั้งของตัวเรา เมื่อเฝ้าดูไปเรื่อย นับแต่ความรู้สึกสุขทุกข์ที่สลับไปสลับมา ความจำได้หมายรู้ที่ทำให้นึกออกบ้างนึกไม่ออกบ้าง ความนึกคิดชอบชังที่อาจเปลี่ยนชอบเป็นเกลียดเจตนาดีที่อาจกลับกลายเป็นร้าย ตลอดจนความรับรู้ทางหูตาที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ให้หมั่นทำ ฝึกฝนจนชำนิชำนาน ให้พร้อมกับความตายที่จะมาถึงเราในไม่ช้า

 

บทสรุปของความตาย

 คนเราเกิดมาจะต้องตาย  ไม่แน่นอนว่าจะต้องตายเมื่อไหร่  สิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้คือ  การเตรียมความพร้อมที่จะถึงวันนั้น  นั่นคือการเตรียมตัวตาย  ว่าจะตายแบบใด  ตายอย่างทุรนทุราย  ไปสู่ภพภูมิที่ต่ำ  หรือตายอย่างสงบ  ไปสู่ภพภูมิที่สูงกว่า อย่ากลัวตายร้าย แต่ขอให้กลัวจะอยู่อย่างไม่ได้เตรียมตัวไปดี นั่นก็เป็นสิ่งที่ตัวเราจะเป็นคนกำหนดเอง  ไม่มีใครสามารถทำให้ได้  เมื่อเรารู้แล้วจะต้องนำไปปฏิบัติถึงจะเกิดผล  ไตร่ตรองอย่างผู้มีสติปัญญา  ทำจริงก็ย่อมเห็นผลได้จริง

                ดั้งนั้นบัณฑิตนักปราชญ์  ท่านจึงได้นำทางดำเนินไปในสิ่งที่ถูก  สะสมเสบียงซึ่งเสบียงที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการมีปัญญาเห็นชอบ เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และสิ่งทั้งหลาย ไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นสมบัติถาวรของเราหรือของใครบุญกุศล  ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น  โดยการขัดเกลากิเลสออกจากหัวใจ  ฝึกสติปัญญาให้รู้แจ้งแห่งสัจธรรมความจริงของโลก  ดำเนินตามรอยพระพุทธเจ้าเพื่อหวังที่สุดแห่งการดับกองทุกข์  เพื่อที่จะเรียนรู้การตายตั้งแต่ยังไม่ตาย  เพื่อที่จะได้ตายอย่างไม่ต้องกลับมาตายอีกต่อไป

                ท้ายที่สุดแล้วเราจะต้องเตรียมตัวตายอย่างไร ตถาคตตรัสไว้ชอบแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

 

 

 

 

********************************************************************

 

                                     บรรณานุกรม

 

ดังตฤณ.  ณ มรณา. กรุงเทพ  :  เครือข่ายพุทธิกา,2550

ดังตฤณ.  เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน. กรุงเทพ  :  เครือข่ายพุทธิกา,2550

บูรพา ผดุงไทย. เวลาเหลือน้อย.กรุงเทพฯ :บริษัท อ. บูรพา จำกัด,2548

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน.  ธรรมชุดเตรียมพร้อม.  กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วน จำกัด โรง      พิมพ์ชวนพิมพ์,2537

พระอาจารย์อินท์ถวาย สนตุสโก.  พระธรรมเทศนา ชุด ต.ต.ต. กรุงเทพ : บริษัทพรีมา พับลิชชิง   จำกัด  ,2550.

อมรา มลิลา. เมื่อความตายมาพราก. กรุงเทพฯ,2530

การเตรียมตัวตาย. (29 ก.ย 2552). Available URL: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kaoim&month=10-2007&date=07&group=10&gblog=15

ชนิดของการตาย. (28 ก.ย 2552). Available URL: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?p=62922&sid=3331579c1d17141d631a99b57fad57f3

การเผชิญหน้าความตายอย่างสงบ. (28 ก.ย 2552). Available URL: http://www.waluka.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=25