เรื่องที่ 1 ภาวะผู้ นำ (Leaders)
ค้นคว้าจาก [email protected]
ผู้นำสมัยใหม่จะประสบความสำเร็จได้ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่รุมเร้าอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถทำให้ผู้ร่วมงานทำงานได้อย่างมีคุณภาพและเต็มความสามารถ
คำว่า “LEADERS” สรุปคุณสมบัติในการเป็นผู้นำในยุคโลกาภิวัฒน์ ดังนี้
๏ L = Listening & Learning
๏ E = Ethic
๏ A = Ability
๏ D = Dominance
๏ E = Employee-center
๏ R = Reinforcement
๏ S = Stability (No bias)
นิยามคุณสมบัติแต่ละตัวให้เข้าใจยิ่งขึ้น
L: Listening & Learning ผู้นำที่ดี ไม่ใช่ผู้ที่ชอบสั่งการให้ผู้อื่นทำงานแทนเท่านั้น ต้องฟังอย่างตั้งใจและเข้าอกเข้าใจ (Empathy Listening) เพราะไม่ใช่แค่ใช้หูฟังเท่านั้นต้องรับรู้ความรู้สึกและปัญหาของผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกันระยะยาว ทักษะที่ขาดไม่ได้นั่นคือ การหาความรู้ใหม่ๆ(Self-learning) ทั้งด้านการบริหารงานและคนเพื่อนำมาพัฒนาตัวเองและผู้ใต้บังคับบัญชา ความรู้คืออำนาจ ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น หากผู้นำหยุดการเรียนรู้ ก็เท่ากับหยุดทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการคิดสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อธุรกิจในปัจจุบันที่แข่งขันกัน ดังนั้นเริ่มอ่านหนังสือดีๆที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเองสักวันละนิดอาจจะได้ข้อคิดดีๆที่สามารถประยุกต์ในการทำงานได้
|
|
E: Ethic คุณธรรมที่ว่านี้เป็นความงดงามในจิตใจ (Integrity) ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าของ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ การยึดถือหลักคุณธรรมอย่างเดียวคงไม่พอ ยังรวมไปถึงคุณธรรม จรรยาบรรณต่างๆ ที่ท่านสามารถนำไปใช้ในการทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานได้อย่างมีความสุข ดังที่ว่า “ให้สิ่งที่ดีแก่เขา เราก็ได้สิ่งที่ดีตอบ” หากสนใจหลักการบริหารแนวพุทธ หนังสือ “หัวใจนักบริหาร” ของพระเทพโสภณ ซึ่งอ่านแล้วจะได้แง่คิดดีๆในการทำงานร่วมกับผู้อื่นให้สำเร็จและมีความสุข
A: Ability ผู้นำที่ดีต้องมีความสามารถ (Competence) และมีบุคลิกลักษณะ(Characters) เป็นที่น่าเชื่อถือ มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน มีความสามารถในการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
D: Dominance ผู้นำที่มีคุณธรรมสามารถสร้างบารมี (Charisma) ให้กับตนเองได้โดย การแสดงออกให้ผู้อื่นยอมรับ และทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ ความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดจากการมีอำนาจในการให้คุณให้โทษแต่เป็นการสั่งการหรือควบคุมลูกน้องทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล
E: Employee-center การเป็นผู้นำที่ดีต้องรู้จักซื้อใจและประสานใจระหว่างผู้ร่วมงาน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์อันดีในการทำงาน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ซึ่งจะเอื้อไปถึงการทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข คุณสมบัติของผู้นำในข้อนี้ยังส่งผลดีในแง่จิตใจที่อยากจะทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร
R: Reinforcementการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จร่วมกันซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สามารถสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ดังเช่นบริษัท ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) มีนโยบายการบริหารจัดการคนโดยเน้นบทบาทของหัวหน้างานให้สามารถเป็นครูและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง หัวหน้าและลูกน้องจะใกล้ชิดและดูแลกันตลอดเวลา หัวหน้าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง
|
|
|
|
S: Stability ความยุติธรรม ไม่ว่าแผนกใดองค์กรใด มีความลำเอียงในการตัดสินใจดำเนินการ ผู้ใต้บังคับบัญชาทำดีเท่าไร ก็เหมือนไม่ทำ ท่านอาจปล่อยคนทำงานมือดีหลุดมือไปในไม่ช้า ปัจจุบันมีโครงการ Talent Management เพื่อรักษาคนทำงานที่เก่งงาน และสามารถเอาชนะใจผู้ร่วมงาน เพื่อรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพให้อยู่ได้อย่างมีความสุข ท่านต้องคอยถามตัวท่านว่า ทักษะการบริหารคนของท่านอยู่ในขั้นโคม่า หรือไม่ หากท่านสามารถแก้ไข หรือเพิ่มทักษะการเป็นผู้นำที่ดีเข้ามาจัดการกับชีวิตการทำงาน และบุคคลที่ทำงานแวดล้อมกับท่าน ท่านควรรีบจัดการเป็นการด่วนก่อนที่องค์กรของท่านจะเข้าขั้นโคม่า (ICU)
“Leadership cannot really be taught. It can only be learned.”
ขอยกคำพูดของหัวหน้างานของผู้เขียนท่านหนึ่ง ฟังแล้วประทับใจในคำพูดของท่านมาก และยกย่องท่านให้เป็นผู้นำดีเด่นในใจ ท่านได้กล่าวว่า “การทำงานของเราเป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับ Officer หรือ Manager พวกเราคือเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องใคร
ท้ายสุดนี้ขออัญเชิญ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นข้อคิดดีๆต่อหัวหน้างานที่ต้องการเก่งงานและเก่งคนทุกท่า
|
“การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ต้องดำเนินคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิดความเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง” |
บทความที่ 2 ภาพกับภาวะผู้นำ .
ค้นค้าจาก ยศ/ชื่อ/สกุล. พ.อ.รัตนชัย สุวรรณเทศ .หมายเลขประจำตัว. ๕๙๖๘ .หลักสูตร. วปอ.๕๑
ลักษณะบุคลิกภาพกับภาวะผู้นำ
หลักการและเหตุผล
จากการศึกษาวิจัย พบว่า ร้อยละ ๗๕ ของภาวะผู้นำจะส่งผลต่อบรรยากาศในการทำงานที่ดีและร้อยละ ๕๐ ของบรรยากาศในการทำงาน จะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์การ จะเห็นได้ว่า“ภาวะผู้นำ” เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์การ ในการทำงาน ผู้นำจะใช้รูปแบบเดียวกับทุกคนไม่ได้ จำเป็นต้องศึกษาลักษณะบุคลิกภาพ เพื่อให้เข้าใจคนลักษณะบุคลิกภาพของคน มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรม การแสดงออก ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลผู้นั้น หากสามารถทำความเข้าใจได้ ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข หรือการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์การที่จะเป็นผู้มีความฉลาดทางอารมณ์ได้นั้น จะต้องมีความเข้าใจผู้อื่นตลอดจนตนเองด้วยเพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้
๑. รู้เรา เพื่อพิจารณา ศึกษาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง บนพื้นฐานของความรู้อย่เพื่อเข้าใจถึงจุดแข็ง จุดอ่อนของตนเอง
๒. รู้เขา การรู้เขา จะช่วยทำให้เข้าใจ ให้อภัย และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมในการติดต่อ เจรจา ประสานงาน หรือโน้มน้าวจิตใจ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในเรื่องต่าง
๓. รู้ปรับ คือ การปรับตัวเอง ถึงบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ ฐานะ และตำแหน่งทางการงาน นั้นก็คือเมื่อรู้จุดแข็ง จุดอ่อนของตนเองแล้วจะต้องฝึกที่จะปรับ ด้วยการเสริมสร้างรักษาจุดแข็งของตนเอง และพัฒนาลักษณะนิสัยและบุคลิกที่ยังเห็นว่าไม่สอดคล้องและไม่เสริมต่อหน้าที่การงาน
๔. รู้เลือก คือสามารถนำความรู้มาประกอบการตัดสินใจพิจารณาเลือกคน ให้เหมาะกับงานเลือกมอบงานให้เหมาะกับความสามารถและบุคลิกภาพของคน โดยคำนึงถึงลักษณะบุคลิกภาพ ทั้งของตนเองและผู้อื่น
ข้อตกลงเบื้องต้น
มนุษย์แต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ได้มีการศึกษาการจัดหมวดหมู่และการจัดกลุ่มบุคลิกภาพกว้าง ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุด ด้วยการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมแสดงออก และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามา อันจะช่วยให้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างกว้าง ๆ อย่างมีหลักการและเป็นเหตุเป็นผลจะต้องทำความเข้าใจดังนี้
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑
๑. มนุษย์แต่ละคนต่างก็ไม่เหมือนกัน การจัดกลุ่มนี้ ก็เพื่อช่วยให้ง่ายต่อความเข้าใจ
๒. ไม่มีบุคลิกภาพใดที่ดี หรือไม่ดี เพียงแต่เป็นเรื่องของความแตกต่างของมนุษย์เท่านั้น
๓. การมีบุคลิกภาพในขั้วหนึ่ง มิได้หมายความว่าจะไม่มีอีกขั้วหนึ่ง แต่เป็นช่วงของความพึงพอใจ ว่าชอบ ถนัดแบบไหนมากกว่ากัน ดังนั้น ในแต่ละคนจะมีทั้งสองขั้ว แต่จะมีขั้วไหนมากกว่ากัน
๔. ในช่วงชีวิตของมนุษย์ อาจมีการปรับเปลี่ยนได้บ้าง และพฤติกรรมนั้นอาจต่างไปตามสถานที่สถานการณ์ บุคคล เวลา และภูมิหลังที่มีต่อเรื่องนั้น ๆ
แบบของลักษณะบุคลิกภาพ
นักจิตวิทยาชาวสวิส ชื่อ Carl Jung ได้ศึกษาและแบ่งกลุ่มลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ไว้เป็น ๔ คู่ใหญ่ ๆ ต่อมา Myer Briggs ได้ศึกษา ดังนี้
๑. คู่ที่ ๑ E (Extrovert) กับ I (Introvert)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ จะพิจารณาถึงวิธีการเข้าสังคม และวิธีการพักผ่อน
๑.๑ E (Extrovert)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้จะชอบการเข้าสังคม พบปะผู้คน จะช่วยให้ได้พลังในการทำงาน คนในกลุ่มนี้กระบวนการคิดจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้พูด หรือในขณะที่พูด
๑.๒ I (Introvert)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ มีวิธีการพักผ่อนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง เมื่อเหนื่อยจากหน้าที่การงาน จะพักผ่อนด้วยการอยู่ตามลำพังเงียบ ๆ ด้วยการปิดประตูห้องไม่ให้คนรบกวน อ่านหนังสือ ดูต้นไม้ หรืออาจจะพบปะกับคนอื่น ก็เป็นเพียงคนที่รู้ใจกันจริง ๆ เท่านั้น กระบวนการคิดจะไม่เกิด หากมีปัจจัยภายนอกมารบกวน หากต้องใช้ความคิดจะต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้า และต้องมีความเงียบเป็นปัจจัยสำคัญ
๒. คู่ที่ ๒ S (Sensing) กับ N (Intuitive)
กลุ่มบุคลิกภาพคู่นี้จะพิจารณาจาก วิธีการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติ
๒.๑ S (Sensing)
ในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ จะได้ข้อมูลจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า นั่นคือต้องได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส รับรู้ จึงจะสามารถนำมาปฏิบัติได้ จะเป็นผู้ที่สบายใจที่จะทำงานที่มีการกำหนดรูปแบบไว้อย่างชัดเจน จึงจะต้องระบุรายละเอียดต่าง ๆ อย่างชัดเจน และเป็นขั้นตอน
๒.๒ N (Intuitive)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ จัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มของตัวเอง มีจินตนาการกว้างไกล รู้สึกอึดอัดและลำบากใจ ที่จะต้องทำตามแบบแผนที่คนอื่นกำหนดให้ ไม่ชอบในเรื่องของ
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑ รายละเอียดปลีกย่อย แต่มองเรื่องของภาพรวม แนวคิดกว้าง ๆ (Concept) มีการทำงานตามวิธีการที่ตนคิดขึ้นมา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทาย ไม่ซ้ำซากกับวิธีการปฏิบัติเดิม ๆ
๓. คู่ที่ ๓ T (Thinking) กับ F (Feeling)
กลุ่มของบุคลิกภาพคู่นี้ จะพิจารณาถึงวิธีการคิด เพื่อตัดสินใจ
๓.๑ T (Thinking)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ จะตัดสินปัญหาและตัดสินใจโดยใช้สมอง บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล การเก็บและรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ วิจัย การชั่งน้ำหนักความถูกต้อง อยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล
๓.๒ F (Feeling)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ จะตัดสินปัญหาและตัดสินใจบนพื้นฐานของหัวใจและความรู้สึก ให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของคนอื่น และผลของการตัดสินใจ ซึ่งจะกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น
๔. คู่ที่ ๔ J (Judging) กับ P (Perceiving)
กลุ่มของบุคลิกภาพคู่นี้ จะพิจารณาถึงวิถีการดำเนินชีวิต
๔.๑ J (Judging)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ ชอบความเป็นระเบียบ มีการกำหนดแผนชีวิต และตารางเวลาประจำวันไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน และรู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิด เมื่อแผนที่กำหนดไว้นั้นถูกเปลี่ยนแปลง
๔.๒ P (Perceiving)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ ชอบความเป็นอิสระ ไม่ชอบที่จะผูกมัดกับเงื่อนไขของเวลา และกฎระเบียบ ชอบใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ มีความยืดหยุ่น เปิดกว้าง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
การมอบหมายงานตามแบบของลักษณะของบุคลิกภาพ
ลักษณะบุคลิกภาพที่ต่างกันนั้น ย่อมมีความถนัดและความพึงพอใจ ตลอดจนจุดแข็งและจุดอ่อนเฉพาะของตนเอง การเลือกใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละกลุ่มบุคลิกภาพ โดยมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้การทำงานระหว่างกันและกัน มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ง่ายขึ้น และช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง ความคับข้องใจที่อาจจะมีต่อกันได้ ดังนี้
๑. E (Extrovert)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนที่พูดจาคล่องแคล่ว ชอบพบปะ ทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่ ๆ มีความถนัดทางด้านการพูด ช่างเจรจา ชอบการเข้าสังคมติดต่อกับผู้อื่น ดังนั้น งานที่คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ถนัดและควรจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ คือ การติดต่อประชาสัมพันธ์ การประสานงาน การบรรยาย การเป็นตัวแทนขององค์กรในงานสังคมต่าง ๆ รวมถึงการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับหน่วยงานอื่น
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑
๒. I (Introvert)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ ไม่ชอบพูดมาก ชอบความสงบ นิ่ง มีความสามารถในการมองทะลุถึงปัญหาอย่างใจเย็น แต่จะไม่สะดวกที่จะพูดหรือบรรยาย ในทางตรงข้าม จะถนัดด้านการเขียน ดังนั้น จึงเหมาะที่จะไดรับมอบหมายให้ทำงานที่ต้องใช้สมาธิ อยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง และเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเขียนรายงาน หรือประเด็นสำคัญต่าง ๆ
๓. S (Sensing)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ มีความอดทน ทำตามแผนงานหรือสถานการณ์ที่มีรูปแบบโครงสร้างชัดเจน เป็นคนละเอียดดังนั้น จึงเหมาะกับงานที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน งานรายละเอียด งานในความรับผิดชอบอาจจะเป็นงานการตรวจสอบความถูกต้องในรายละเอียด การทำงานกับตัวเลข และข้อมูลต่างๆ ที่เป็นงานรายละเอียด เช่น บัญชี
๔. N (Intuitive)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ มีพรสวรรค์ในด้านการเห็นภาพรวม ภาพกว้าง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์ เข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายและเร็ว ซึ่งอาจเรียกได้อีกว่าเป็นคนที่มีไหวพริบปฏิภาณเฉียบแหลมและฉับไว มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบทำงานในเรื่องที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใครดังนั้น จึงเหมาะที่จะเป็นผู้ที่ริเริ่มโครงการใหม่ ๆ วางแผนกลยุทธ และการแก้ปัญหาต่าง ๆ
๕. T (Thinking)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ มีการคิดและตัดสินใจ โดยใช้ความเป็นเหตุเป็นผล ใช้หลักฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ใช้การวิเคราะห์ พิจารณาถึงความเป็นเหตุเป็นผลอย่างรอบคอบดังนั้น จึงเหมาะที่จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจง แสดงเหตุผล ไกล่เกลี่ยหาข้อยุติในสถานการณ์ที่ต้องใช้เหตุและผล
๖. F (Feeling)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ มักจะเป็นที่รักของผู้ที่อยู่รอบข้าง ด้วยความมีเสน่ห์ ช่างสังเกตและระมัดระวังความรู้สึกของผู้อื่น ใช้เหตุและผลบนพื้นฐานของผลกระทบที่จะเกิดต่อผู้อื่น และการยอมรับด้านความรู้สึกของผู้คนส่วนใหญ่ บุคคลประเภทนี้ จึงมีความสามารถพิเศษในการเข้าถึงจิตใจผู้อื่นเลือกใช้วิธีการที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการทำร้ายความรู้สึกและจิตใจของผู้อื่นเป็นอย่างดี ช่างโน้มน้าวจิตใจ เพราะมีความเข้าใจผู้อื่นเป็นที่ตั้ง
๗. J (Judging)
กลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนชอบวางแผน กำหนดเวลา และชะตาชีวิตของตนเองล่วงหน้าไว้แล้วเป็นอย่างดี จึงมีข้อดีและความสามารถพิเศษในการตัดสินใจที่เฉียบขาด เด็ดขาดมั่นคง ไม่หวั่นไหว และยึดมั่นในการตัดสินใจของตนเอง เป็นคนที่มีการเตรียมการล่วงหน้าเป็นอย่างดีดังนั้น จึงเหมาะที่จะควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้ รักษาเวลาให้เป็นไปตามกำหนดการณ์ มีการติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ และมีการจัดระเบียบงานที่ดี
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑
๘. P (Perceiving)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ มีบุคลิกภาพที่สบาย ๆ ยืดหยุ่น ชอบความเป็นอิสระเปิดกว้าง จึงมีจุดเด่นที่เป็นคนเรียบง่าย ไม่เรื่องมาก พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ไม่รังเกียจที่จะรับงานหลาย ๆอย่างในคราวเดียวกัน แม้ว่าอาจจะทำได้ไม่เต็มที่ หรือไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนดก็ตาม
การทำงานร่วมกับคนในบุคลิกภาพแบบต่าง ๆ
การทำงานกับคนในบุคลิกภาพแบบต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงลักษณะนิสัย อุปนิสัยใจคอ ความพึงพอใจ จุดแข็ง และจุดอ่อน เพื่อให้งานนั้นลุล่วง เกิดประโยชน์สูงสุด และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีในการทำงานร่วมกัน และสร้างความไว้วางใจ และความประทับใจที่ดีต่อกันและ
กัน โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้
๑. E (Extrovert)
การทำงานร่วมกับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ ต้องแสดงให้เห็นถึงความสนใจ มีการสนองตอบอย่างรวดเร็ว และกระฉับกระเฉง กระตือรือร้น สำหรับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ การที่ตนเป็นคนช่างพูด
จึงมักมองและสรุปเอาเองว่า การเงียบไป หรือหายไปของเพื่อนร่วมงาน แสดงออกถึงความไม่สนใจ ดังนั้น การที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ จะต้องมีการสนองตอบ หรือติดต่อกลับอย่างรวดเร็ว และหากมีการพบปะพูดคุย เจรจากัน ก็ต้องยอมเปิดโอกาสให้คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ได้พูดและแสดงความคิดเห็นให้มาก ๆ
๒. I (Introvert)
เนื่องจากคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนที่เก็บตัว ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม การที่จะสร้างความคุ้นเคยจึงต้องอาศัยเวลา เพื่อสร้างความไว้วางใจ เขาจะไม่เปิดเผย หรือเล่าข้อมูลต่าง ๆ หากไม่ถูกถามถึงจึงจำเป็นต้องหมั่นซักถามขอความคิดเห็น และก่อนการพบปะหารือ ควรเปิดโอกาสให้คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้มีเวลาคิดเกี่ยวกับหัวข้อสนทนาไว้ล่วงหน้า แต่หากเห็นท่าทีนิ่งเฉยหรือไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็อย่าได้ด่วนสรุปว่าไม่สนใจ ทั้งนี้เพราะคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนที่เก็บความรู้สึก ไม่แสดงออก
๓. S (Sensing)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนเจ้าระเบียบ ชอบความถูกต้องแม่นยำ แน่นอน การทำงาน
ไม่ต้องการเสี่ยงต่อความผิดพลาด และไม่อยากให้มีที่ติ ดังนั้น การทำงานร่วมกับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้จึงต้องแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดขั้นตอนการทำงาน ผลสำเร็จของงาน ตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าวิธีการที่แนะนำ หรือเสนอนั้น มีประวัติที่ผู้อื่นเคยนำไปปฏิบัติ และประสบผลสำเร็จมาอย่างดีแล้ว
๔. N (Intuitive)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ ชอบงานโครงการใหญ่ ๆ มองภาพรวม ดังนั้น การสร้างความประทับใจให้กับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ จะต้องนำเสนอแนวความคิด หรือหลักการที่สำคัญ ๆ ความท้าทาย
ความแปลกใหม่ของงาน และแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑
๕. T (Thinking)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นนักคิด มีคลังข้อมูลอยู่ในสมอง มีความเป็นเหตุเป็นผล และสามารถมองเห็นถึงความผิดปกติ ได้อย่างรวดเร็ว การสร้างความประทับใจกับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ คือ ความกระชับ เตรียมเหตุเตรียมผลเพื่อตอบคำถามเมื่อถูกซักไซ้ อย่าหลงประเด็นหรือออกนอกประเด็น ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นอย่างดี และเมื่อต้องการให้มีการตัดสินใจเกิดขึ้น ต้องแสดงให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสีย เพื่อเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน ต้องใจเย็นและใช้เหตุผล เพราะบ่อยครั้งคนในกลุ่มนี้ จะพูดจาหรือแสดงออกอย่างไม่ไว้หน้า ของผู้อื่นเท่าใดนัก เพราะให้ความสำคัญในสาระ หรือเนื้อหาของงาน มากกว่าจิตใจและความรู้สึกของผู้อื่น
๖. F (Feeling)
เนื่องจากคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจ เป็นมิตร และสนใจความรู้สึกของผู้อื่น การทำงานจึงต้องแสดงให้เห็นถึงผล และคุณค่าของงานที่มีต่อผู้อื่น ระมัดระวังเรื่องของการสื่อสาร วิธีการพูด อย่าให้เป็นที่ระคายเคือง เพราะคนในกลุ่มนี้ มักมีอารมณ์ละเอียดอ่อนและอ่อนไหวหมั่นจับ สังเกตสีหน้า ท่าทีอิริยาบถ น้ำเสียง การแสดงออก เพื่อประเมินถึงความรู้สึก ความพอใจ และความไม่พอใจ
๗. J (Judging)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ เป็นคนรักษาเวลา และมีตารางกำหนดเวลาล่วงหน้า การสร้างความประทับใจ คือ การนัดหมายล่วงหน้า การรักษาเวลานัด การตรงต่อเวลา การเสนอกำหนดตารางเวลาในการทำงานล่วงหน้า และการทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด ควรคิดให้ดีก่อน วางแผนให้แล้วจึงแจ้งให้คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ทราบ ทั้งนี้เพราะ การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลาย ๆ หน จะทำให้ ขาดความเชื่อถือในตัวคุณ
๘. P (Perceiving)
คนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ ชอบความหลากหลายเป็นอิสระ ความยืดหยุ่นคล่องตัว การทำงานกับคนในกลุ่มบุคลิกภาพนี้ จึงต้องเปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนได้ กระตุ้นให้เขาเป็นตัวของตัวเอง และหาวิธีการที่ช่วยให้เขาได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบตนเองตามวิถีทางที่เขาถนัด อย่ากำหนดเส้นตายคราวเดียว แต่พยายามแบ่งออกเป็นจุดย่อย ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหม่อยู่เสมอ
ลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล
บุคคลแต่ละคน จะมีลักษณะบุคลิกภาพอยู่ ๔ คู่ ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น และเมื่อรวม
ลักษณะบุคลิกภาพทั้ง ๔ คู่เข้าด้วยกัน อาทิ เช่น ISTJ, INFP, ESFJ และ ENTP เป็นต้น ซึ่งสามารถ
ประมวลเป็นลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลโดยสังเขป เพื่อเป็นแนวทางนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ดังต่อไปนี้
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑
ในด้านความคิด ในด้านความรู้สึก ในด้านความรู้สึก ในด้านความคิด
ISTJ ISFJ INFJ INTJ
I ลุ่มลึกและมีสมาธิ I ลึกซึ้งและแน่วแน่ I ลึกซึ้งและแน่วแน่ I ลุ่มลึกและมีสมาธิ
S ละเอียดถี่ถ้วน และให้ความสำคัญต่อรายละเอียดปลีกย่อยS ละเอียดอ่อน และพิถีพิถันต่อข้อปลีกย่อย
N มีความลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ไม่ถูกชักจูงได้ง่ายN เข้าใจถ่องแท้ และมีความคิดแตกฉาน ฉลาด หลักแหลม
T เป็นนักสัจจนิยม เป็นนักวิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผล
F บริหารบุคคลด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ F บริหารบุคคลด้วยความเข้าใจเห็นอกเห็นใจเป็นตัวของตัวเอง จับประเด็นที่ละเอียด ซับซ้อนได้มีวิจารณญาณสูง
J มีความรู้สึกที่ไม่สับสน J มีความรู้สึกที่ไม่สับสน T พินิจพิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผล
J คิดอย่างเป็นระบบขั้นตอน ใช้วิจารณญาณ ด้วยใจเป็นกลางJ คิดอย่างเป็นระบบขั้นตอน
ISTP ISFP INFP INTP
I ลุ่มลึกและมีสมาธิ I ลึกซึ้งและแน่วแน่ I ลึกซึ้งและแน่วแน่ I ลุ่มลึกและมีสมาธิ
S คิดตามหลักความเป็นจริงและช่างสังเกตS ช่างสังเกต และให้ความสนใจกับรายละเอียด
N มีความรู้สึกลึกซึ้ง สร้างสรรค์ละเอียดอ่อนN เข้าใจถ่องแท้ และมีความคิดแตกฉาน ฉลาด หลักแหลม
T มีความสามารถในเชิงวิเคราะห์และตรรกะF มีความเพียบพร้อมด้วยความเสียสละ ความเห็นอกเห็นใจ
F มีความเพียบพร้อมด้วยความเสียสละ ความเห็นอกเห็นใจเป็นตัวของตัวเอง จับประเด็นที่ละเอียด ซับซ้อนได้
P รู้จักปรับแนวความคิดให้ P ทำใจ ปรับใจได้ง่าย P ทำใจ ปรับใจได้ง่าย T มีความสามารถในเชิงวิเคราะห์
เหมาะสม และตรรกะP รู้จักปรับแนวความคิดให้เหมาะสม
ESTP ESFP ENFP ENTP
E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม E พึงใจกับสถานการณ์
แวดล้อม
E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม
S ช่างสังเกต สัจจนิยม สนุกสนานร่าเริง คิดบนพื้นฐานของประสบการณ์
S ช่างสังเกต สัจจนิยม สนุกสนานร่าเริง คิดบนพื้นฐานของประสบการณ์
N เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโครงการต่าง ๆ ริเริ่ม บุกเบิก ไม่ย้ำคิดย้ำทำชอบความท้าทายแปลก ๆ ใหม่ ๆ
N เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโครงการต่าง ๆ ริเริ่ม บุกเบิก ไม่ย้ำคิดย้ำทำ ชอบความท้าทายแปลก ๆ ใหม่ ๆ
T ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล รูปแบบ F เข้าสังคมได้ง่าย เห็นอกเห็นใจ เป็นต้นคิดในสิ่งใหม่ ๆ เป็นต้นคิดในสิ่งใหม่ ๆหรือกลไกใด ๆ มีความสามารถ ผู้อื่น F นิยมชมชื่น เข้าถึงจิตใจของผู้อื่น T คิดอย่างมีเป้ าหมาย พินิจพิเคราะห์ในเชิงวิเคราะห์ P ทำใจ ปรับใจได้ง่าย เป็นที่รักใคร่ผูกพันของผู้อื่น มีความสามารถเป็นพิเศษบาง
P รู้จักปรับแนวความคิดให้ เสน่ห์ ประการในการบริหารงานเหมาะสม P ทำใจ ปรับใจได้ง่าย P รู้จักปรับแนวความคิดให้เหมาะสม
บทความทางวิชาการ ฉบับที่ ๑ หลักสูตร วปอ.๕๑
ในด้านความคิด ในด้านความรู้สึก ในด้านความรู้สึก ในด้านความคิด
ESTJ ESFJ ENFJ ENTJ
E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม E พึงใจกับสถานการณ์แวดล้อม
S เข้าใจถึงความเป็นไปได้ ในทาง S ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ N สนใจเฉพาะเรื่องที่มองเห็นความ N คำนึงถึงความเป็นไปได้ รู้จริงปฏิบัติ ช่างสังเกต คิดบนพื้นฐานของประสบการณ์
F มีความตระหนัก และระมัดระวังต่อความรู้สึกของผู้อื่น มีความเป็นไปได้ มีวาทศิลป์ และความสามารถทางภาษาอย่างลึกซึ้งเป็นต้นคิดที่ชาญฉลาด เป็นนักค้นคิดทดลอง
T คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิด เห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจ คิดบนพื้นฐานของประสบการณ์ T คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดอย่างนักจัดการ นักบริหาร เรา เข้าถึงความรู้สึกของหมู่คณะ F มีความตระหนัก และระมัดระวัง อย่างนักจัดการ นักบริหารตัดสินใจเฉียบขาด คิดอย่างพินิจพิเคราะห์
J มีความรู้สึกไม่สับสน ต่อความรู้สึกของผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเราตัดสินใจเฉียบขาด คิดอย่างพินิจพิเคราะห์
J ใฝ่หาความมีสมรรถภาพ เข้าถึงความรู้สึกของหมู่คณะ J คิดอย่างมีระบบขั้นตอนJ มีความรู้สึกไม่สับสน
บทสรุป
การศึกษาในหัวข้