ผมเคยบันทึกกรอบอ้างอิงการผสมผสานการรับความรู้สึก (Sensory Integration/SI Frame of Reference) ซึ่งพัฒนามาจากทฤษฏีของ Dr. Jean Ayres ตั้งแต่ปี 1989 และวิจัยโปรแกรมในกลุ่มเด็กพิเศษหลายรูปแบบจนจัดเป็นหนึ่งในกรอบอ้างอิงของนักกิจกรรมบำบัดทั่วไป และเป็นกรอบอ้างอิงในการประเมินและบำบัดเฉพาะในเด็กพิเศษที่มีปัญหาการผสมผสานการรับความรู้สึก (Sensory Integration Dysfunction, SID) ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.incrediblehorizons.com/sensory-integration.htm
แต่นักกิจกรรมบำบัดทั้งหลายนำกรอบอ้างอิงการผสมผสานการรับความรู้สึกมาประยุกต์ผ่านกิจกรรม วิธีการ และกระบวนการ ร่วมกับกรอบอ้างอิงอื่นๆ เช่น ประสาทพัฒนาการ การรับรู้และความรู้ความเข้าใจ หรือเทคนิคอื่นๆ เช่น การปรับพฤติกรรม ทั้งนี้เหมาะสมกับเด็กพิเศษที่ผ่านการประเมินเฉพาะแล้วพบว่ามีปัญหา SID
ผมคิดว่า นักกิจกรรมบำบัดและผู้ช่วยเหลือจัดกิจกรรมให้เด็กพิเศษทั้งหลายอาจนำกรอบอ้างอิงไปใช้โดยไม่มีความชัดเจนเหตุผลทางคลินิกและหลักการเบื้องต้นทางกิจกรรมบำบัด เพราะจัดกิจกรรมที่ผู้บำบัดหรือผู้ช่วยเหลือเข้าไปกระตุ้นแทนที่จะจัดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเล่นที่มีความต่อเนื่องของการผสมผสานหรือการประมวลผลของการรับความรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ ท้าทาย ไม่ซ้ำซาก และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามสภาวะการตอบสนองในแต่ละการรับความรู้สึก บางครั้งเราใช้เทคนิคการจัดสิ่งแวดล้อมที่มีความรู้สึกที่หลากหลายร่วมด้วยในกรณีโปรแกรมกิจกรรมการเล่นข้างต้นไม่ให้โอกาสให้เด็กเรียนรู้เต็มที่
ผมได้อ่านวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ป. โท จิตวิทยาครูการศึกษาพิเศษ ก็เลยอยากบันทึกให้ผู้สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการศึกษานี้น่าสนใจและทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเทคนิคการปรับพฤติกรรมด้วยหลักการเสริมแรงผ่านกิจกรรมการเล่น (ที่มีการเรียนรู้การรับความรู้สึกจากหนึ่งรูปแบบสู่หนึ่งรูปแบบ) เช่น การมองเห็นแล้วเคลื่อนไหว การได้ยินแล้วเคลื่อนไหว การทรงตัวแล้วเคลื่อนไหว เป็นต้น
ในกรณีศึกษาของงานวิจัยมีพฤติกรรมก้าวร้าว ก็เหมาะสมที่จะประยุกต์เทคนิคการปรับพฤติกรรมข้างต้น แต่ไม่ได้มีการประเมินและบำบัดจากนักกิจกรรมบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการผสมผสานการรับความรู้สึกโดยตรง
ดังนั้นผมจึงเสนอแนะให้ตัดกรอบอ้างอิง SI และกิจกรรมบำบัดออก ที่สำคัญไม่มีการทบทวนวรรณกรรมเรื่อง SI และกิจกรรมบำบัดต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวมากนัก ผมชื่นชมที่นักศึกษาท่านนี้มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้หลายเทคนิค แต่บางแนวคิด/กรอบอ้างอิงนั้นมีการนำไปใช้ในรูปแบบของนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งต้องจบหลักสูตร วทบ กิจกรรมบำบัดและผ่านการสอบได้รับใบประกอบโรคศิลปะตามกฎหมาย การระบุคำว่า "กิจกรรมบำบัด" โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ย่อมมีความไม่ถูกต้องนัก นอกจากนี้ผมยังงงๆ กับระบบของการศึกษาพิเศษว่า ตำแหน่งครูกิจกรรมบำบัด นั้นทำไมไม่มีการระบุคุณวุฒิตามกฎหมายวิชาชีพกิจกรรมบำบัดข้างต้น ทำให้ผู้ปกครองหรือผู้ต้องการช่วยเหลือเด็กพิเศษไม่ได้รับความเหมาะสมในการรับบริการจากนักกิจกรรมบำบัดโดยตรง
ผมขอสรุบบทบาทที่ชัดเจนระหว่างครูการศึกษาพิเศษและนักกิจกรรมบำบัดโรงเรียน ดังนี้
ครูการศึกษาพิเศษมีบทบาทจัดระบบการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ การจัดหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้เฉพาะบุคคล การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการแก้ไขปัญหาผ่านสื่อการเรียนการสอน การจัดกลุ่มนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมในโรงเรียน การฝึกทักษะการดูแลตนเองพื้นฐานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัดผ่านเทคนิคเบื้องต้นต่างๆ เช่น การฝึกทักษะการรับรู้ในห้องเรียน การฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจในห้องเรียน เป็นต้น การฝึกทักษะการเคลื่อนไหวร่วมกับนักกายภาพบำบัด การแสดงออกผ่านกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมและอารมณ์ที่เหมาะสมร่วมกับนักจิตวิทยาโรงเรียน และการให้คำปรึกษาผู้ปกครองในทักษะข้างต้น ทั้งนี้ครูการศึกษาพิเศษต้องจบหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพิเศษและมีประสบการณ์ในการฝึกงานทางการศึกษาพิเศษอย่างเหมาะสม
นักกิจกรรมบำบัดโรงเรียนมีบทบาทประเมิน บำบัดฟื้นฟู และส่งเสริมป้องกัน ให้เด็กนักเรียนที่มีสุขภาพดี และเด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการพัฒนาความสามารถทางร่างกาย จิตใจ และการเรียนรู้ ได้เกิดทักษะชีวิตผ่านกิจกรรม วิธีการ กระบวนการ ตามกรอบอ้างอิงและแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเอง การศึกษา การเล่น การใช้เวลาว่าง การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคม ในบริบทของโรงเรียน ทั้งนี้นักกิจกรรมบำบัดโรงเรียนต้องจบการศึกษา วทบ กิจกรรมบำบัดและสอบผ่านได้รับใบประกอบโรคศิลปะ ตลอดจนฝึกประสบการณ์การเรียนรู้การให้บริการทางกิจกรรมบำบัดในระบบโรงเรียน
ที่สำคัญนักกิจกรรมบำบัดโรงเรียนไม่ควรจัดกิจกรรมฝึกทักษะการเรียนรู้ที่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับกระบวนการของครูการศึกษาพิเศษ หากแต่จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กพิเศษร่วมกันระหว่างสองวิชาชีพ เพราะสื่อการบำบัดของนักกิจกรรมบำบัดมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การใช้ตัวผู้บำบัด การวิเคราะห์สังเคราะห์กิจกรรม การใช้กระบวนการสอนและการเรียนรู้ การจัดหรือดัดแปรสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัด เด็ก ผู้ปกครอง และครู
สวัสดีครับ
เท่าที่เห็น ครูและนักกิจกรรม ที่สามารถให้การดูแลเด็กพิเศษในประเทศ้รายังมีอยู่น้อย ทำให้เด็กพิเศษหลายคนขาดโอกาสที่ดีๆ ไป อยากให้มีการส่งเสริมให้ครบทุกจังหวัดเลย ครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ รศ. เพชรากร หาญพานิชย์ และขณะนี้ทางสถาบันผลิตนักกิจกรรมบำบัดทั้ง มช. และ ม.มหิดล, สมาคมนักกิจกรรมบำบัดแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการวิชาชีพกิจกรรมบำบัด กำลังวางแผนกำหนดเกณฑ์มาตราฐานในการส่งเสริมให้นักกิจกรรมบำบัดแสดงบทบาทในโรงเรียนที่ชัดเจนและทำงานร่วมกับครูการศึกษาพิเศษมากขึ้น อนึ่งผมก็หวังว่าทางวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ทั้งสถาบันผลิตฯ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษหลายจังหวัดคงทำความเข้าใจบทบาทและการทำงานร่วมกันกับนักวิชาชีพมากขึ้นครับ
ขอบคุณความคิดเห็นของอาจารย์มากครับ
ปัญหาตอนนี้คืออยู่ที่ระบบที่นักกิจกรรมบำบัดเข้าไปในโรงเรียนถูกจำกัดว่าต้องมี แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรก คุณสมบัติการเข้าไปอยู่ในโรงเรียน
ต้องมี
1. ใบประกอบโรคศิลป์
2. ใบประกอบวิชาชีพครู
ในส่วนของ ใบประกอบวิชาชีพครู สำหรับบัณฑิตที่จบใหม่ไม่มีโอกาสที่จะไปเรียนเสริม เนื่องจากมีการปิดหลักสูตรที่เรียกว่า ป.บัณทิต ไปแล้ว เนื่องจากไม่ได้คุณภาพ มหาวิทยาลัยแถบภาคอีสานมีการเปิดขายใบประกอบวิชาชีพครู ทำให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งระงับทำให้ นักกิจกรรมบำบัดไม่สามารถเข้าสู่ระบบโรงเรียนได้
ส่วนที่สอง เรื่ององค์ความรู้และความใส่ใจ
ส่วนใหญ่ โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จะมี 1 โรงเรียน/จังหวัด ส่วนโรงเรียนของรัฐจะจัดการศึกษาในเชิงระบบโรงเรียนร่วม ตามแนวทางที่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายว่า ทุกคนต้องได้เรียน แต่ ครูในระบบยังมีความรู้ไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นภาระหน้าที่ที่บีบบังคับให้ครู(ที่ไม่ใช่การศึกษาพิเศษ) มารับหน้าที่ บางโรงเรียน มีการคัดกรองเด็กด้วยวิธีการ ดูหน้าแล้วชี้ บางโรงเรียนมีนักเรียน 120 คน ครูประเมินว่าเป็นเด็ก LD ถึง 110 คน เพื่อขอรับงบอุดหนุน (คูปอง คนละ 2000บาท) โดยไม่รู้และไม่ได้ใส่ใจกับปัญหา เมื่อได้รับเงินก้อไม่ได้จัดการเรียนการสอนเพิ่ม
ส่วนที่สาม เรื่องการใช้งานผิดประเภท
โดยเฉพาะโรงเรียนที่ครูเป็น ข้าราชการ ครูจะค่อนข้าง.............. จะมอบหมายงานให้นักกิจกรรมบำบัด สอนในหลายๆวิชา หรือรับผิดชอบงานทางวิชาการ/การแข่งขันทักษะของนักเรียน ที่ไม่เกี่ยวกับบทบาทของนักกิจกรรมบำบัด
ขอบคุณมากครับคุณ Wladimir Kritchko
เป็นปัญหาที่ต้องมีการพูดคุยเพื่อจัดระบบการศึกษาพิเศษในหลายระดับ คือ
1. ระดับนโยบายการบริหารการศึกษาพิเศษ เช่น การคาดการณ์อัตราส่วนของครูการศึกษาพิเศษ 10 คนต่อการรับคำปรึกษาจากนักกิจกรรมบำบัด จำนวน 1 คนที่มีใบประกอบโรคศิลป์และมีประสบการณ์ในการพัฒนาเด็กอย่างน้อย 2 ปี จะทำให้เกิดการทำงานแบบระบบเครือข่ายระหว่างหน่วยงานการศึกษาพิเศษกับหน่วยงานทางกิจกรรมบำบัดประจำโรงพยาบาล/โรงเรียน/ชุมชน/คลินิก/สมาคมฯ มากขึ้น และนักกิจกรรมบำบัดไม่จำเป็นต้องทำงานในโรงเรียนหรือผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพครู
2. ระดับแหล่งสถาบันการผลิต เช่น การศึกษาปริญญาตรีสองใบ เลือกระหว่าง 4 ปี วทบ กิจกรรมบำบัด กับอีก 1 ปี คศบ/ศศบ หรือ 4 ปี ศศบ/คศบ กับอีก 1 ปี วทบ กิจกรรมบำบัด (ที่ต้องผ่านงานคลินิกเด็กพิเศษและสอบใบประกอบโรคศิลปะกับใยวิชาชีพครู)
3. ระดับหน่วยงานที่ให้บริการเด็กพิเศษ ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติการความรู้เฉพาะทางในการพัฒนาเด็กพิเศษ โดยเน้นการทำงานระหว่างสหวิชาชีพมากขึ้นรวมทั้งการฝึกผู้ปกครองที่บ้านเพิ่มเติม ไม่ใช้โปรแกรมแบบรวมความบกพร่องจนเกินไป แต่เน้นโปรแกรมทักษะชีวิตเฉพาะบุคคล