บันทึกต่อยอดจาก http://gotoknow.org/blog/otpop/119868, http://gotoknow.org/blog/otpop/288568 และ http://gotoknow.org/blog/otpop/169303 ว่าด้วยการจัดโปรแกรมการประสมประสานหรือผสมผสานความรู้สึกในเด็กพิเศษที่เหมาะสม

ผมเคยบันทึกกรอบอ้างอิงการผสมผสานการรับความรู้สึก (Sensory Integration/SI Frame of Reference) ซึ่งพัฒนามาจากทฤษฏีของ Dr. Jean Ayres ตั้งแต่ปี 1989 และวิจัยโปรแกรมในกลุ่มเด็กพิเศษหลายรูปแบบจนจัดเป็นหนึ่งในกรอบอ้างอิงของนักกิจกรรมบำบัดทั่วไป และเป็นกรอบอ้างอิงในการประเมินและบำบัดเฉพาะในเด็กพิเศษที่มีปัญหาการผสมผสานการรับความรู้สึก (Sensory Integration Dysfunction, SID) ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.incrediblehorizons.com/sensory-integration.htm

แต่นักกิจกรรมบำบัดทั้งหลายนำกรอบอ้างอิงการผสมผสานการรับความรู้สึกมาประยุกต์ผ่านกิจกรรม วิธีการ และกระบวนการ ร่วมกับกรอบอ้างอิงอื่นๆ เช่น ประสาทพัฒนาการ การรับรู้และความรู้ความเข้าใจ หรือเทคนิคอื่นๆ เช่น การปรับพฤติกรรม ทั้งนี้เหมาะสมกับเด็กพิเศษที่ผ่านการประเมินเฉพาะแล้วพบว่ามีปัญหา SID

ผมคิดว่า นักกิจกรรมบำบัดและผู้ช่วยเหลือจัดกิจกรรมให้เด็กพิเศษทั้งหลายอาจนำกรอบอ้างอิงไปใช้โดยไม่มีความชัดเจนเหตุผลทางคลินิกและหลักการเบื้องต้นทางกิจกรรมบำบัด เพราะจัดกิจกรรมที่ผู้บำบัดหรือผู้ช่วยเหลือเข้าไปกระตุ้นแทนที่จะจัดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเล่นที่มีความต่อเนื่องของการผสมผสานหรือการประมวลผลของการรับความรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติ ท้าทาย ไม่ซ้ำซาก และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามสภาวะการตอบสนองในแต่ละการรับความรู้สึก บางครั้งเราใช้เทคนิคการจัดสิ่งแวดล้อมที่มีความรู้สึกที่หลากหลายร่วมด้วยในกรณีโปรแกรมกิจกรรมการเล่นข้างต้นไม่ให้โอกาสให้เด็กเรียนรู้เต็มที่

ผมได้อ่านวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ป. โท จิตวิทยาครูการศึกษาพิเศษ ก็เลยอยากบันทึกให้ผู้สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการศึกษานี้น่าสนใจและทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเทคนิคการปรับพฤติกรรมด้วยหลักการเสริมแรงผ่านกิจกรรมการเล่น (ที่มีการเรียนรู้การรับความรู้สึกจากหนึ่งรูปแบบสู่หนึ่งรูปแบบ) เช่น การมองเห็นแล้วเคลื่อนไหว การได้ยินแล้วเคลื่อนไหว การทรงตัวแล้วเคลื่อนไหว เป็นต้น

ในกรณีศึกษาของงานวิจัยมีพฤติกรรมก้าวร้าว ก็เหมาะสมที่จะประยุกต์เทคนิคการปรับพฤติกรรมข้างต้น แต่ไม่ได้มีการประเมินและบำบัดจากนักกิจกรรมบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการผสมผสานการรับความรู้สึกโดยตรง 

ดังนั้นผมจึงเสนอแนะให้ตัดกรอบอ้างอิง SI และกิจกรรมบำบัดออก ที่สำคัญไม่มีการทบทวนวรรณกรรมเรื่อง SI และกิจกรรมบำบัดต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวมากนัก ผมชื่นชมที่นักศึกษาท่านนี้มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้หลายเทคนิค แต่บางแนวคิด/กรอบอ้างอิงนั้นมีการนำไปใช้ในรูปแบบของนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งต้องจบหลักสูตร วทบ กิจกรรมบำบัดและผ่านการสอบได้รับใบประกอบโรคศิลปะตามกฎหมาย การระบุคำว่า "กิจกรรมบำบัด" โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ย่อมมีความไม่ถูกต้องนัก นอกจากนี้ผมยังงงๆ กับระบบของการศึกษาพิเศษว่า ตำแหน่งครูกิจกรรมบำบัด นั้นทำไมไม่มีการระบุคุณวุฒิตามกฎหมายวิชาชีพกิจกรรมบำบัดข้างต้น ทำให้ผู้ปกครองหรือผู้ต้องการช่วยเหลือเด็กพิเศษไม่ได้รับความเหมาะสมในการรับบริการจากนักกิจกรรมบำบัดโดยตรง

ผมขอสรุบบทบาทที่ชัดเจนระหว่างครูการศึกษาพิเศษและนักกิจกรรมบำบัดโรงเรียน ดังนี้

ครูการศึกษาพิเศษมีบทบาทจัดระบบการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ การจัดหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้เฉพาะบุคคล การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการแก้ไขปัญหาผ่านสื่อการเรียนการสอน การจัดกลุ่มนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมในโรงเรียน การฝึกทักษะการดูแลตนเองพื้นฐานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัดผ่านเทคนิคเบื้องต้นต่างๆ เช่น การฝึกทักษะการรับรู้ในห้องเรียน การฝึกทักษะความรู้ความเข้าใจในห้องเรียน เป็นต้น การฝึกทักษะการเคลื่อนไหวร่วมกับนักกายภาพบำบัด การแสดงออกผ่านกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมและอารมณ์ที่เหมาะสมร่วมกับนักจิตวิทยาโรงเรียน และการให้คำปรึกษาผู้ปกครองในทักษะข้างต้น ทั้งนี้ครูการศึกษาพิเศษต้องจบหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพิเศษและมีประสบการณ์ในการฝึกงานทางการศึกษาพิเศษอย่างเหมาะสม

นักกิจกรรมบำบัดโรงเรียนมีบทบาทประเมิน บำบัดฟื้นฟู และส่งเสริมป้องกัน ให้เด็กนักเรียนที่มีสุขภาพดี และเด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการพัฒนาความสามารถทางร่างกาย จิตใจ และการเรียนรู้ ได้เกิดทักษะชีวิตผ่านกิจกรรม วิธีการ กระบวนการ ตามกรอบอ้างอิงและแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเอง การศึกษา การเล่น การใช้เวลาว่าง การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคม ในบริบทของโรงเรียน ทั้งนี้นักกิจกรรมบำบัดโรงเรียนต้องจบการศึกษา วทบ กิจกรรมบำบัดและสอบผ่านได้รับใบประกอบโรคศิลปะ ตลอดจนฝึกประสบการณ์การเรียนรู้การให้บริการทางกิจกรรมบำบัดในระบบโรงเรียน

ที่สำคัญนักกิจกรรมบำบัดโรงเรียนไม่ควรจัดกิจกรรมฝึกทักษะการเรียนรู้ที่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับกระบวนการของครูการศึกษาพิเศษ หากแต่จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กพิเศษร่วมกันระหว่างสองวิชาชีพ เพราะสื่อการบำบัดของนักกิจกรรมบำบัดมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การใช้ตัวผู้บำบัด การวิเคราะห์สังเคราะห์กิจกรรม การใช้กระบวนการสอนและการเรียนรู้ การจัดหรือดัดแปรสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัด เด็ก ผู้ปกครอง และครู