บันทึกที่1 ข้อสอบข้อที่ 3 (ผู้นำตามสถานการณ์)
สถานการณ์สร้างวีระบุรุษ
ผู้นำตามสถานการณ์
สำหรับผู้นำที่อาศัยสถานการณ์ และคล้อยตามสถานการณ์ แล้วจะแตกต่างจากโมเดลภาวะผู้นำอื่นๆ คือผู้นำตามสถานการณ์จะช่วยให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ แทนที่จะถูกสถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจัดการ
สำหรับผู้นำทางธุรกิจแล้ว "สถานการณ์มักจะอยู่เหนือคน" สิ่งที่ผู้สร้างธุรกิจทำได้ มีแต่อาศัยสถานการณ์และคล้อยตามสถานการณ์เท่านั้นจึงจะบรรลุเป้าหมายขอนตน
องค์กร บริษัทใหญ่ๆ สามารถสร้างกระแสความนิยม สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคบางอย่างของสังคมได้ในระยะหนึ่ง แต่ผู้สร้างธุรกิจนั้นได้แต่เพียงตามให้ทัน แนวโน้ม กระแส สถานการณ์ ทางสังคม และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งนั้น
ในปัจจุบันนักธุกิจขยายกิจการโดยเน้นการตลาด นั้นก็คือเริ่มตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการขายสู่ตลาด ล้วนต้องพิจารณาจากความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เมื่อสนองความต้องการของตลาดได้ ก็จะมีการค้าขาย มีผลกำไร หากแต่ต้องอาศัยและคล้อยตามสถานการณ์ ไว้เสมอ จึงจะสามารถสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่มั่นคงได้
บันทึกที่2
ศ.ออสเตรเลียชี้แนะทางออกประเทศไทย
ศาสตราจารย์ปี เตอร์ วอรร์ (Prof. Peter Warr) จากมหาวิทยาลัย ANU (Australian National University), ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออก วิเคราะห์การเมืองและทางออกสำหรับประเทศไทย (ตีพิมพ์ใน www.eastasiaforum.org) > [ ผู้จัดการ ]
คนไทยส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ปิดสนามบิน-ถนน ฯลฯ, ขอแนะนำให้อ่านเรื่องนี้ เพื่อให้รู้เขารู้เรา เข้าใจ และจะนำไปสู่การหาทางออกเพื่อประเทศชาติต่อไป
ประเด็นสำคัญที่ ศ.วอรร์ ชี้แนะได้แก่
(1). รูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน
แนวทางการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน... ตรงกับคำสอนของอาจารย์นิด้าเช่นกัน คือ การพัฒนาประเทศควรเน้นที่ 3 เสาหลักไปพร้อมๆ กันได้แก่
'growth, equity & distribution' = "(อัตรา)การเจริญเติบโต, ความเสมอภาค (ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง), และการกระจาย (ลดความแตกต่างระหว่างเมือง-ชนบท, พื้นที่ร่ำรวย-ยากจน)"
(2). ต้องเน้นภาษาอังกฤษ
ศ.วอรร์ เรียกร้องให้คนไทยตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้มากกว่านี้ แถมยังติเตียนคนไทยว่า ไม่รู้จักศัพท์ง่ายๆ เช่น ม็อบ (mob) ฯลฯ แปลว่า อะไร
ถ้าคนไทยเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น เราจะทำการท่องเที่ยวได้ดีกว่านี้ สื่อสารให้โลกรู้จักคนไทยได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการทำสื่อมวลชน (เว็บไซต์ ฯลฯ) ภาคภาษาอังกฤษและภาษาเพื่อนบ้าน (เช่น พม่า ลาว แขมร์ ฯลฯ) จะทำให้ไทยก้าวไปเป็นฮับทางด้านสื่อมวลชน และโอกาสทางการค้าในภูมิภาคได้
(3). คนไทยไม่ชอบความรุนแรง
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบความรุนแรง... การนำเสนอทางออกอย่างสร้างสรรค์ ใช้เหตุผล ใช้หลักฐานที่เป็นรูปธรรม ทำประโยชน์ (ไม่ใช่เพ้อพร่ำ จินตนาการ อุดมการณ์ แต่ไม่ทำ) และ "ลงมือทำ" เป็นแบบแผนที่คนไทยชื่นชอบ
ไม่ว่าใครจะทำอะไรในสังคมไทย... ควรพิจารณาเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง ทำประโยชน์ และลงมือทำ จึงจะเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
ขอความกรุณาคน ไทยอย่าเพิ่งโกรธ ศ.วอรร์ เพราะถ้าเรานำมาพิจารณาให้ดี เช่น สมมติคนไทยตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง ฯลฯ... เราจะแข่งขันกับนานาชาติได้แน่นอน
บันทึกที่3
ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี
ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี
ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี
ราษฎร ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ,กำแพงเพชร พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. ศอชต. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ กรมทหารพรานที่ 35 ร่วมกันปลูกต้นไม้เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2553 ณ บริเวณป่าชุมชนบ้านสมุยและบริเวณโครงการในพระราชดำริอ่างคลองมดแดง หมู่ที่ 7 ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร
บันทึกที่4
003 เป็นไปได้ไหมว่าการเกษตรของไทยจะก้าวหน้าเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
มาถึงวันนี้...มหาวิทยาลัยน้อยใหญ่เดินหน้ากันออกนอกระบบอย่่างเป็นรูปธรรม ข้อดีข้อเสียของการออกนอกระบบมีการถกเถียงกันมากมายแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผลอะไรต่อการดำเนินงาน ตัวผมก็ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการออกนอกระบบในขณะที่เราเองยังไม่พร้อม ผลกระทบทั้งแง่ดีและแง่เสียของการออกนอกระบบจึงต้องคอยติดตามกันต่อไปครับ
แต่สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกท่านควรรำลึกไว้เสมอก็คือ การศึกษาไม่ควรถูกขีดขั้นด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ เพราะดูเหมือนว่าประเด็นสำคัญของการออกนอกระบบอย่างหนึ่งคือการนำมหาวิทยาลัยเข้าสู่ระบบตลาด ให้บริการการศึกษา สาขาวิชาที่ไม่สามารถทำเงินหรือสร้างคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อาจต้องหายไป.......
ด้วยความที่เป็นนักศึกษาเกษตร ผมเลยมานั่งนึกถึง...แล้วคณะเกษตรของผมล่ะ หรือวิกฤตินี้จะเป็นโอกาสให้กับการเกษตรของประเทศไทย
ขอออกตัวก่อนว่า ผมเห็นว่าทุกสาขาวิชามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น แต่มุมมองที่ผมเสนอในวันนี้เป็นมุมมองในสายตาของนักเรียนเกษตรคนหนึ่งที่อยากเห็นความก้าวหน้าทางการเกษตรของประเทศไทย เท่านั้นเองนะครับ
เกษตรเป็นพื้นฐานของประเทศ การเรียนเกษตรจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการเกษตรของประเทศเป็นอย่างยิ่ง การเกษตรที่อาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยจะทำให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรสูงสุด และแนะน่อนครับส่งผลต่อการพัฒนาของประเทศอย่างยั่งยืน แต่เชื่อไหมครับว่าค่านิยมการเรียนเกษตรของเด็กรุ่นใหม่....ลดลง ลดลง บางทีเรียนเกษตร...จบไปทำงานธนาคาร ขายประกัน เป็นแอร์ ประชาสัมพันธ์ พนักงานขายตั๋วหนังนั้น มีเยอะแยะมากมาย น้อยคนมากครับที่อยากเรียนเกษตรเพื่อจบมาเป็นเกษตรกร
นักเรียนส่วนใหญ่ รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง น้อยนักที่จะสนับสนุนให้ลูกเรียนเกษตรครับ จะเห็นว่าจำนวนนักศึกษาเกษตรศาสตร์ ยกตัวอย่างที่ มช. ปีที่ผ่านมารับนักศึกษาจำนวน 366 ซึ่งไม่ต่างจากเมื่อสิบปีที่ผ่านมา...แต่เมื่อเทียบกับหลาย ๆ คณะที่สามารถป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้แล้ว แนวโน้มการรับนักศึกษาทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษรวมแล้วมากกว่าสองพันคนต่อปี
เมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ การแข่งขันของนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ต้องมีมากขึ้นและมหาวิทยาลัยเองก็ต้องการนักศึกษาที่มีคุณภาพในการเข้าเรียนเช่นกัน แต่ มีนักเรียนที่มีคุณภาพหลาย ๆ คนที่ไม่ได้มีเงินทองเพียงพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนหรอกครับ ประเด็นของผมก็คือ ถ้าคณะเกษตรศาสตร์ร่วมมือกันและที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นพิเศษ ทำโครงการเรียนเกษตรเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย (คนไทยชอบของฟรีครับ) ผมรับประกันว่าแนวโน้มความสนใจของนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนเรียนดีแต่ยากจน และลูกหลานเกษตรกร ต้องได้เฮกันแน่นอนครับ ทีนี้แน่นอนครับต้องมีการสอบแข่งขันแย่งชิงพื้นที่การเรียนเกษตรกันหน่อยละ แทนที่เกษตรศาสตร์จะไปแข่่งขันกับสาขาวิชาอื่น เปิดตัวออกมาแบบนี้ผมว่าอนาคตการเกษตรบ้านเราต้องพรุ่งปรี๊ด ๆ แน่นอน ลองคิดดูว่าหากคณะเกษตรทุกมหาวิทยาลัยร่วมมือกันผนึกกำลังชูความเข้มแข็งของความเป็นเกษตรศาสตร์แล้ว พื้นฐานแข็งแรงขนาดนี้ อนาคตก็ต้องรุ่งโรจน์ครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น......มันก็เป็นเีพียงฝันที่ผมอยากจะเห็นนะครับ ไม่รู้ว่าโอกาสเป็นไปได้จะมีซักแค่ไหนกัน
บันทึกที่5 เพราะความทันสมัยในปัจจุบัน จึงคุยกันด้วยตัวหนังสือผมเห็นมาหลายงานแล้วครับ การประสานงานแทนที่คนจะคุยกัน กลับไปใช้ให้ตัวหนังสือคุยกัน ผลปรากฏว่า เสียทั้งงาน เสียทั้งคน เสียทั้งหน่วยงาน ครับ สาเหตุหลักที่ใช้ตัวหนังสือคุยกัน ผมว่ามาจากสองสาเหตุครับ สาเหตุแรก ก็มาจาก "อัตตา" ของคนนี่แหละครับ จึงคุยกันไม่ได้ ต้องให้ตัวหนังสือคุยกันแทน สาเหตุที่สอง เพราะไม่รู้จริงครับ จึงไม่กล้าคุย
บันทึกที่ 6 โอ๊ย ข้อมูลหาย ช่วยด้วย !!!เจ้า Removable HD ตัวนี้ เป็นหัวใจของงานเลยก็ว่าได้ เพราะว่าจะบรรจุข้อมูลไฟล์งานปัจจุบันทั้งหลาย ภาพทั้งหลาย เสียงอัดทั้งหลาย back-up web ทั้งหลายที่ดูแลอยู่ ความรู้ทั้งหลายที่พบเจอ และชอบใจ ... โอ๊ย สารพัด อย่าให้นึกเลย ... เศร้าตอนที่เกิดเรื่อง ติ๊ด ติ๊ด ก็ชะล่าใจไปหน่อย คิดว่า เป็นแบบเดิมๆ แหล่ะ เดี๋ยวเอาออก และเสียบใหม่ก็ใช้ได้ แต่การณ์นี้ มิเป็นเช่นนั้นเลยค่ะ ปกติดิฉันก็ตั้งชื่อ HD เป็นชื่อตัวเองละนะคะ แต่ว่าคราวนี้ เจ้า explorer มันอ่านเป็น local disk ... โฮ โฮ หาข้อมูลไม่มี มีแต่บอกว่า ให้ format (ดีนะ ไม่บ้าจี้ click OK)
บันทึกที่ 7 การพัฒนาความคิดเชิงบวกสู่การกระทำที่เรียกว่าวิถีชีวิตที่พอเพียงของผู้คนในชุมชนบ้านน้ำทรัพย์เป็นอย่างดีด้วยกระบวนการถอดบทเรียน ที่ผ่านมาโดยการนำของน้องอ.ขจิตแล้วจะกลับมาด้วยภาพน่ารักๆค่ะ ขอเดินทางขึ้นไปบ้านน้ำทรัพย์ก่อน เป็นการพัฒนาที่สร้างสรรค์มากๆ
บันทึกที่ 8 ถ้าครูท่านใดเข้ามาช้าก็จะได้เป็น ช้าง เป็นที่สนุกสนาน ทำให้ครูส่วนใหญ่ตรงต่อเวลามากขึ้น ครูได้ทำกิจกรรม world café และเขียนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพิ่ม นอกจากนั้นยังเขียน เครื่องมือทีใช้ในการวิจัยเพิ่มเติมด้วยครูสับสนเรื่องเครื่องมือและเอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ประชากรและกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ระบุ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างอย่างละเอียด
บันทึกที่ 9 ข้อคิดชีวิต เมื่อวานเป็นอีกวันหนึ่งที่ 24 ชั่วโมงดูจะน้อยไป ไม่พอใช้ เหตุเพราะมีงานที่ต้องทำหลายอย่าง และแต่ละอย่างค่อนข้างต้องใช้เวลา และความละเอียดรอบคอบ ใช้ความคิดความอ่าน เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมๆเข้ามาปรับใช้
บันทึกที่ 10 นิยามของคำว่าเพื่อน
คนที่เป็นเพื่อน
ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาระดับเดียวกัน
ไม่จำเป็นต้องมีฐานะเท่าเทียมกัน
ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงานเท่าเทียมกัน
เพื่อนดีๆคือเพื่อนอย่างไร???