ข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ดหรือเอชพี กับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก “ทรีคอม” มูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ พ.ย. 2552 สร้างความน่าสนใจให้กับบริษัทในอุตสาหกรรมไอที ว่าทิศทางต่อไปของเอชพีจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดต่อไป รวมถึงอนาคตของทรีคอมภายใต้อุ้งมือของเอชพีจะมีโฉมหน้าใหม่เป็นอย่างไร

ล่าสุดดีลระหว่างทรีคอมและเอชพีได้เสร็จสมบูรณ์ รวมถึงประเทศไทย โดยทรีคอมได้ย้ายมาอยู่ภายใต้ชายคาของกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บิสซิเนสของเอชพีเรียบร้อย พร้อมชื่อเรียกใหม่ว่า “กลุ่มธุรกิจเอชพี เน็ตเวิร์กกิ้ง” โดยจะทำงานร่วมกับกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ เซิร์ฟเวอร์ เน็ตเวิร์กกิ้ง สตอเรจอย่าง ใกล้ชิด เพื่อสานต่อกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน “HP Converged Infrastructure” ให้บรรลุเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบสนองทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เอสเอ็มบีจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

เพราะธุรกิจเน็ตเวิร์กถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้ภาพของ “HP Converged Infrastructure” สมบูรณ์แบบและเหนือคู่แข่งในตลาด ซึ่งเดิมนั้นธุรกิจอุปกรณ์เน็ตเวิร์กของเอชพียังไม่แข็งแรงเพียงพอ

และเมื่อทรีคอมย้ายเข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาของเอชพี แบรนด์สินค้า “ทรีคอม” และ “H3C” เดิมจึงไม่มีอีกต่อไป เหลือไว้แต่แบรนด์ “ทิปปิงพอยท์” ซึ่งมีความแข็งแรงในกลุ่มความปลอดภัยเครือข่ายต่อไปอีกประมาณ 1 ปี ขณะที่อุปกรณ์เน็ตเวิร์กรุ่น Procurve ของเอชพีที่มีมาแต่เดิมนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

กลายเป็นพอร์ตไฟลิโอตระกูลใหม่ ประกอบด้วย เอ ซีรีส์ สำหรับองค์กร ขนาดใหญ่ อี ซีรีส์ สำหรับองค์กรขนาดกลาง, วี ซีรีส์ สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี ที่เน้นการใช้งานง่าย สมเหตุสมผล และ เอส ซีรีส์ อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยบนเครือข่ายแบรนด์ทิปปิ้งพอยท์ สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และดาต้าเซ็นเตอร์

“เบง เทค เลียง” กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บิสซิเนส บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเข้ามาของทรีคอมถือเป็นการเติมเต็มสินค้าของเอชพีให้ครบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดอุปกรณ์เน็ตเวิร์กทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 37.5% มีโอกาสทางธุรกิจในตลาดเน็ตเวิร์กกิ้งที่มีมูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้เอชพีกลายเป็นผู้เล่นในตลาดเน็ตเวิร์กที่ครบสมบูรณ์มากที่สุด ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่เอสเอ็มบี องค์กรขนาดใหญ่ ถึงดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมกับสร้างความมั่นใจได้ว่า เอชพีสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดเน็ตเวิร์กกิ้งเบอร์ 1 ของโลกได้ จากปัจจุบัน อยู่ที่เบอร์ 2 ในตลาด

“เอชพีมีฐานลูกค้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อมีทรีคอมมาผนวกรวมจะช่วยให้เรามีโอกาสมากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าองค์กรอาจใช้ของคู่แข่ง

ขณะเดียวกันทรีคอมซึ่งเคยแข็งแกร่งในลูกค้ารายอื่น ตลาดขนาดกลาง สามารถต่อยอดสินค้าและบริการของเอชพีกับลูกค้ากลุ่มนั้นได้ ถือเป็นโอกาสธุรกิจครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น”

เบง เทค เลียง ยืนยันว่า ภายใน 12 เดือนจากนี้จะต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตลาดอย่างแน่นอน แต่จะเป็นอย่างไรต้องจับตาดู เพราะปัจจัยการเติบโตของตลาดเครือข่ายในไทยที่อยู่ในสถานะแข็งแรงนั้นทำให้เอชพีเน็ตเวิร์กมีโอกาส ทางธุรกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่กำลังแพร่สะพัด ทำให้คอนซูเมอร์ต้องการใช้งาน ขณะที่ฝั่งตลาดคอร์ปอเรตอยู่ในช่วงการรีเฟรชสินค้าใหม่ ทำให้โอกาสของธุรกิจมีมากขึ้น

ด้าน “ศักดิ์ชาย ปัญญจเร” ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจเอชพี เน็ตเวิร์กกิ้ง กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บิสซิเนส อดีตผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัททรีคอม กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น จากเดิมตลาดเน็ตเวิร์กถูกผูกขาดโดยผู้เล่นเพียงรายเดียว แต่การเกิดขึ้นของกลุ่มธุรกิจเอชพีเน็ตเวิร์กจะช่วยให้ภาพของอุตสาหกรรมเน็ตเวิร์กกิ้งเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

“ต่อไปเอชพีสามารถเข้าสู่ตลาดองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการติดตั้งระบบ หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกได้ ทั้งองค์กรที่เป็นลูกค้าเดิมของเอชพีอยู่แล้วและองค์กรที่ไม่เคยใช้สินค้าของเอชพี ต่อไปจะมีโอกาสเสนอสินค้าเจาะตลาดมากขึ้น เพราะเรามีสินค้าพร้อมตอบสนอง”

ขณะเดียวกันการควบรวมกับเอชพีทำให้เกิดความแข็งแรงกับทุกฝ่าย พาร์ตเนอร์ของทรีคอมเดิมสามารถขายสินค้าและบริการผลิตภัณฑ์ของเอชพีได้ ในทางกลับกัน เอชพีพาร์ตเนอร์จะสามารถขายสินค้า ทรีคอมได้เช่นกัน โดยคาดว่าเร็ว ๆ นี้จะมีโปรแกรมพาร์ตเนอร์รูปแบบใหม่ออกมาตอบสนองและมีแบบแผนที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ดิสทริบิวเตอร์นั้นยังคงเดิมทุกประการ ทั้งเดอะแวลูซิสเต็มส์ เอสไอเอส และซินเน็ค

ส่วนด้านโครงสร้างบริหารงานภายในนั้น ศักดิ์ชายกล่าวว่า เบื้องต้นยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ทั้งด้านจำนวนพนักงาน ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด วิศวะ แต่อนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้จะต้องทำงานร่วมกับทีมงานของเอชพีฝ่ายต่าง ๆ มากขึ้น