การจัดการเรียนรู้ "สู่โลกกว้าง"

การปฏิรูปการเรียนรู้ศิษย์กับครูเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน

ในโลกยุคดิจิตอลหรืออาจเรียกว่ายุค finger trust เพียงปลายนิ้วสัมผัสบรรดาข้อมูล
ข่าวสารก็แทบจะไหลบ่ามาอย่างท่วมท้น  สิ่งที่เข้ามาอาจมีทั้งองค์ความรู้ Knowledge
หรือมีขยะปะปนมาด้วย  หน้าที่ของผู้อ่านต้องสามารถคัดแยกขยะออกจากความรู้ให้ได้
ตรงนี้แหละที่ต้องอาศัยกระบวนการจัดการความรู้ KM: Knowledge Management

ทุกวันนี้บทบาทการจัดการความรู้ไม่ได้อยู่ที่อยู่ในสถานศึกษาเสมอไป แต่ความรู้
มีอยู่ทุกหนทุกแห่งไม่เว้นแม้แต่ในสถานที่ที่ไม่มีความรู้ก็สามารถนำมาเป็นความรู้ได้

ความคิดดั้งเดิมผู้ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้เรียกว่า"ครู" ส่วนผู้รับเอาความรู้เรียกว่า"ศิษย์"
ปัจจุบันก็ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีเช่นนี้อีก  แต่บทบาทใหม่ในยุคปฏิรูปการเรียนรู้
ต้องยอมรับว่า "ศิษย์กับครูสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน"  บางครั้งครูอาจเรียนรู้จากศิษย์
ในสิ่งที่ครูไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ขณะเดียวกันศิษย์ก็จะได้รับประสบการณ์ ความรู้
จากคำแนะนำสั่งสอนของครูแล้วนำมาบูรณาการเป็นองค์ความรู้

สิ่งที่น่าวิตกสำหรับสังคมไทยในวันนี้ ผู้เขียนไม่ได้ห่วงว่าคนจะไม่มีความรู้ หากแต่
เป็นห่วงว่า "คนจะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ใช้ในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่"
เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยสามารถรับรู้ข้อมูล
ข่าวสารจากสื่อหลากหลายชนิด ทั้งสื่อสารมวลชนทุกแขนงและสื่ออิเลคทรอนิกส์

หน้าที่ของครูคงไม่เพียงแต่จะสอนให้ผู้เรียนรู้จักเลือกบริโภคข้อมูล ข่าวสารที่เป็น
ประโยชน์เท่านั้น แต่ที่ท้าทายความสามารถของครูคือการสอนให้ผู้เรียนรู้จักการ
จัดการความรู้ นั่นหมายถึงการสอนให้รู้จักเครื่องมือหรือวิธีหาปลา ซึ่งผู้เรียนสามารถ
จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ตามบริบทที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับครูในการจัดการเรียนรู้ "สู่โลกกว้าง"  สามารถสรุปได้ดังนี้

ประการแรก  ครูต้องยอมรับและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง การศึกษา ฯลฯ ทั้งของไทยและในระดับสากล  ดังนั้นครูจึงต้อง
เป็นนักอ่าน นักวิเคราะห์เจาะลึก ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารเท่านั้น
ก่อนที่จะฝึกนักเรียนให้เป็นเฉกเช่นที่ครูต้องการ

ประการต่อมา ครูต้องเป็นนักจัดการความรู้ KM :Knowledge Manager                             เนื่องจากความรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง สามารถเรียนรู้ได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ 
ดังนั้นการจัดการความรู้จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวัน  มากกว่ารู้เพื่อรู้

ประการสุดท้าย   ครูต้องเป็นนักฉวยโอกาสที่สร้างสรรค์ หมายถึงการรู้จัก
แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส  เช่น ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยจะสนใจสื่อ
เทคโนโยลีที่ทันสมัย  ครูต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือแนะนำในสิ่งที่ถูก
ที่ควร มากกว่าการสกัดกั้นหรือห้ามไม่ให้ไปเกี่ยวข้อง

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับที่เราจะมาร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจสร้างสรรค์
สังคมไทยให้น่าอยู่ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ซึ่งไม่ต้องรอวัน
เวลาหรือรอเงินประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล  ผมเชื่อว่าทุกท่านทำได้
และทำได้ดีด้วย

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยนเรียนรู้KM



ความเห็น (1)

2472100763
IP: xxx.113.16.241
เขียนเมื่อ 

km  คือ กระบวนการที่ดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กร  เพื่อสร้างและให้ความรู้ในการทำงานให้เกิดสัมฤทธิ์ผลดีขึ้นกว่าเดิม

 หลักการจัดการความรู้  4  ประการ (วิจารณ์  พานิช,2547:5)

1.  ให้คนหลากหลายทัศนะ  หลากหลายวิธีคิดทำงานนั้นอย่างสร้างสรรค์  ถ้าหากภายในองค์กรมีความเชื่อ  หรือวิธีคิดแตกต่างกัน  การจัดการจะมีพลังซึ่งความแตกต่างหลากหลาย  มีคุณค่ามากกว่าความเหมือน

2.  ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลุประสิทธิผลที่กำหนดไว้  ได้แก่  การตอบสนองความต้องการ  นวัตกรรม  ขีดความสามารถ  ประสิทธิภาพ

3. ทดสอบและเรียนรู้  เนื่องจากกิจกรรมจัดการความรู้เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์  คือ การคิดแบบหลุดโลก จึงต้องมีวิธีดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงของโลก  โดยทดลองทำเพียงน้อย ๆ ถ้าล้มเหลวก็ไม่มากนัก  ถ้าได้ผลดีก็ขยายให้มากขึ้น  จนที่สุดขยายป็นวิธีทำงานแบบใหม่

4.  การนำความรู้จากภายนอก