ทุกวันนี้คนไทยละเลยมาก จนการใช้ภาษาไทย กลายเป็นปัญหาสำหรับหลายคนในหลายโอกาส

ภาษาไทยเป็นภาษาที่สละสลวย มีมารยาท

เราจึงมีภาษาศัพท์แสงสำหรับ บุคคลต่างๆกัน

ทุกวันนี้คนไทยละเลยมาก จนการใช้ภาษาไทย กลายเป็นปัญหาสำหรับหลายคนในหลายโอกาส

 พระ นอนไม่หลับ เลยไปหาหมอใหม่จบมาจากเมืองนอก
 
หมอ: เป็นอะไรครับ
พระ : จำวัดไม่ได้จ๊ะโยมหมอ

 

หมอ: (ทำหน้างง) แล้วจะกลับวัดยังไง

พระ: (ทำหน้างงด้วย) มามอไซรับจ้างก็ต้องกลับมอไซนะโยม
 
หมอ: (ทำหน้าง๊งงง) แล้วมอไซรับจ้างจำวัดได้เหรอ

พระ: (ทำ หน้าง๊งงงด้วย) มอไซรับจ้างจำวัดไม่ได้หรอกโยม มี! แต่พระที่จำวัดได้
 
 
หมอ: (ทำหน้างงง๊งงง) อ้าวไหนบอกว่าจำวัดไม่ได้ไง
 พระ : !\=-+#@
%^&*(+๐"ฯ,?
 

จำวัดเป็น ภาษาพระแปลว่านอน............ ......... .... 

หมอ:  อ๋อ อออออออออออออออออออออออออ

 

ญาติโยมหลาย ท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มาก นัก  แล้วเอาข้อมูลวัตถุดิบหรือมุกมาจากไหน หนักหนา"
 

อาตมาก็ตอบ ว่า
หลักๆเลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง  ละคร ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ พอตอบออกไปอย่างนี้  โยมก็สวนกลับทันที  "ไม่ผิดข้อห้ามหรือ ท่าน"
 
อาตมาก็จะอธิบา ยไปว่า
ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก  และที่สำคัญหาก อาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลก  และ จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน  การดูและการฟังแล้ว  หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุก ฮาก็ได้มาจากการพูดคุยกับ เหล่าโยมๆนี่แหละ

 

อย่างวันหนึ่ง ระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา
"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมา เองนะคะ"
"หา อะไรนะ"
"พระอาจารย์เหรอ คะ  นี่อาตมาเองค่ะ"
"ถ้าโยมแทนตัว ว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"

"อ๋อ ขอโทษค่ะ"
หลัง จากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า
"เจริญพร"    "ค่ะ เจริญพรเช่นกัน"
แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย
 

ข้างต้นก็คือ   สิ่งที่มักจะ เกิดขึ้นบ่อยๆระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม  จนถือว่าเป็น เรื่องปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว  หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยม ผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น  พอเข้ามาใน กุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที

"ถวายสังฆทาน ค่ะ"

 

พระบวชใหม่ด้วยความที่ ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู
"ไม่ต้องค่ะ
" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น
"ดิฉันท่อง ได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ"
เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า

"อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ"  (ที่ถูกต้องจะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)

พระ บวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา "คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่"

อาตมา เกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า
"คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ  แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก" เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย แต่ก็มีบาง กรณีที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก อย่างเมื่อเร็วๆนี้  มีโยมท่านหนึ่ง โทรศัพท์มา "หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"

"ไปไหนล่ะ โยม"   "ไปมรณภาพที่บ้านน่ะ ค่ะ"

โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้  แต่ถ้าเชิญไป มรณภาพนี่  ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

 

จากตัวอย่างข้างต้น  คุณโยมอาจจะ เห็นเป็นเรื่องขบขัน  แต่มันก็สะท้อน ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง  ปัจจุบัน นี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ เท่านั้น  เช่นงานบวช  งาน ศพ

 

ต่างกับสมัย ก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึง สนทนากันไหลลื่น
ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสดุ้งแต่อย่างใด  ซึ่งถ้าพูดถึง ศัพท์
แสงที่แสลงใจแล้ว  ตอนไปบิณฑบาต อาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่กำลังเดินๆอยู่  ก็ได้ยินเสียง ใสๆ แว่วขึ้นมา

"แม่ๆ พระมาขอข้าว"
"มาเยอะไหมลูก"     "มา 2 อัน"
โห เรียก อย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ
 

ดังนั้นเวลา ไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน เด็กๆด้วย

 "ถ้า พระกิน  เรียก  ฉัน"
 "พระนอน เรียก จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
 "พระ ป่วย เรียก อาพาธ"
 "พระตาย   เรียก  มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
 "แล้วพระอาบ น้ำล่ะ เรียกอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง

 "เรียกคน มาดู"

บ่อยครั้งที่มีการนิมนต์พระมาทำกิจกรรม หลายคนยืนหลบแอบอยู่ เพราะไม่คุ้นเคย ไม่รู้จะปฏิบัติต่อพระคุณท่านอย่างไร ไม่สามารถที่จะสนทนากับท่าน

คนเราจะไม่สามารถสนทนากับผู้อื่นได้ เพราะสองสาเหตุ คือ ๑.ไม่รู้ภาษา ๒.ไม่รู้เรื่อง ภาษาพระท่านว่า 

เป็น ผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยอรรถ (สาระ) และพยัญชนะ (ภาษา)