ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม : การทบทวนแนวคิด ทฤษฎี

และการปฏิบัติ

เอกรินทร์ สังข์ทอง

Ph.D. (Educational Administration), ผู้ช่วยศาสตราจารย์

ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 บทนำ

            เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการบริหารงานนั้นขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของผู้นำขององค์การเป็นสำคัญทั้งนี้เพราะว่าผู้นำเป็นผู้กำหนดทิศทาง และขับเคลื่อนแนวคิดและวิสัยทัศน์ ตลอดจนเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรซึ่งค่อนข้างมีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตามนักทฤษฎีทางด้านภาวะผู้นำหลายท่านต่างเห็นตรงกันว่าการให้นิยามของคำว่าภาวะผู้นำ(Leadership) มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบท สภาพแวดล้อม วัฒนธรรมและความเชื่อ การให้นิยาม และคุณค่าของภาวะผู้นำที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดวิสัยทัศน์กลยุทธ์และแผนการดำเนินงานและการไปสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์(Strategic leadership)ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของภาวะผู้นำในปัจจุบันโดยเฉพาะสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้บริหารอาจต้องมีการตระหนักหรือทบทวนทั้งนี้เพื่อเป็นกระจกสะท้อนการทำงาน กำหนดทิศทาง และเพื่อสร้างให้เกิดสมดุลทางการบริหารจัดการนอกจากนี้บทความนี้นำเสนอมุมมองทางด้านแนวคิดทฤษฎีและการปฏิบัติเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์โดยเฉพาะในมิติของกลยุทธ์ เชิง

พหุวัฒนธรรม                  

           กลยุทธ์และการคิดเชิงกลยุทธ์

         นักการศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการให้คำจำกัดความของคำว่ากลยุทธ์(Strategy) ดังที่Davies (2003) กล่าวไว้ว่าเป็นการยากที่จะระบุให้ชัดเจนว่ากลยุทธ์คืออะไร แต่หากจะให้นิยามในมุมมองทั่วไปอาจกล่าวได้ว่ากลยุทธ์คือรูปแบบเฉพาะของการตัดสินใจและการปฏิบัติที่ผู้นำยึดเป็นบรรทัดฐานเพื่อ ให้องค์การสามารถบรรลุเป้าหมายนอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่ากลยุทธ์จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดการคิดเชิงกลยุทธ์(Strategic thinking) ทั้งนี้การคิดเชิงกลยุทธ์ต้องเกิดมาจากความคิดภายในของผู้นำ และนำไปสู่กระบวนการการทำงานที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการทำงานที่มีระบบและแบบแผนซึ่งเป็นมากกว่ากระบวนการการทำงานในลักษณะกิจวัตรประจำวัน แต่จะต้องเป็นมุมมองที่สร้างให้เกิดความแตกต่างที่มีความเป็นพลวัตรทั้งภายในและภายนอกขององค์การและท้ายสุดต้องนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์การ(Garratt, 1995) นอกจากนี้แนวคิดเชิงกลยุทธ์ต้องเป็นแนวคิด ที่มองถึงอนาคตข้างหน้าแต่ในขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาและพัฒนาการขององค์การจากแนวคิดดังกล่าวจะเห็นได้ว่านักคิดเชิงกลยุทธ์จะต้องมองรอบด้านทุกมิติ รวมถึงการมองย้อนอดีตและภาพในอนาคต และที่สำคัญที่สุดต้องรู้จุดยืนขององค์การว่าอยู่ ณ จุดไหน(Mintzberg,1995) อย่างไรก็ตาม Davies (2003) ให้ข้อสังเกตว่า การใหมุมมองในลักษณะดัง กล่าวอาจเป็นมุมมองที่มีข้อจำกัดและเขาเชื่อว่าการให้มุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์ขึ้นอยู่กับการพูดคุยสื่อสารและการตกลงร่วมกันของบุคลากรในองค์การโดยผ่านรูปแบบของการแลกเปลี่ยนแนวคิดและเป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีกระบวนการที่มีคุณภาพ นำไปสู่ข้อคิดเห็นที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้น การนำเสนอนิยามดังกล่าวข้างต้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ก็คือการที่ผู้นำสามารถสร้างให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อดึงเอาแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายมาหลอมรวมกันและสุดท้ายต้องพัฒนาให้เป็นแนวคิดขององค์การ และแนวคิดดังกล่าวก็คือสิ่งที่ท้าทายที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านร่วมกันคิดว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไรในการร่วมสร้างให้เกิดมุมมองเชิงกลยุทธ์ในองค์การ มากกว่าการมุ่งเน้นอยู่ที่ภารกิจประจำขององค์การ โดยเฉพาะในบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเผชิญกับปัญหาทางด้านการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งผู้นำหรือผู้บริหารจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ที่มีความแตกต่างกันออกไป รวมถึงการนำกลยุทธ์ไปใช้ต้องมีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ซึ่งค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะ ซับซ้อนและมีความอ่อนไหว

                         การคิดเชิงกลยุทธ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม

                      ผู้คนในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความตื่นตัวต่อความเป็น "สังคมพหุวัฒนธรรม"ภายหลังการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางด้านสังคมและวัฒนธรรม สังคมพหุวัฒนธรรมเป็น แนวคดิ และทฤษฎที พี่ ฒั นามาจากชาตติ ะวันตกนิยามดังกล่าวเป็นประเด็นที่สำคัญและมีการกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายทั้งในแวดวงการศึกษา การปกครองและหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามการให้นิยามของคำดังกล่าวค่อนข้างมีความแตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชื่อของแต่ละบุคคล ผู้คนมักจะมองว่าสังคมพหุวัฒนธรรมเป็นสังคมของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ มีลักษณะเฉพาะหากมองไปในลักษณะของมุมมองที่กว้างและลึก ยิ่ง ขึ้น สังคมพหุวัฒนธรรมไม่ได้ครอบคลุม แค่ประเด็นข้างต้นแต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน วิธีการคิด การมีปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสารซึ่งไม่เพียงแต่เน้นอยู่ที่ความแตกต่างทางด้านภาษาหรือศาสนาของคนต่างเชื้ อชาติเท่านั้ นแต่ยังรวมถึงบุคคลที่มาจากพื้นฐานหรืออัตลักษณ์เดียวกันด้วย เมื่อมุมมองของสังคม

พหุวัฒนธรรมเป็นไปในลักษณะแนวตั้งและแนวนอน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนโดยเฉพาะผู้นำต้องเข้าใจบริบทของนิยามดังกล่าวในวงกว้างขึ้นทั้งนี้เนื่องจากความเชื่อและความคิดเป็นตัวกำหนดการกระทำ การมีมุมมองที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสังคมที่มีความหลากหลายและมีมิติทางสังคมที่ค่อนข้างซับซ้อน ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้นำทางการศึกษาจึงจำเป็น

ต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เกี่ยวกับบริบทดัง กล่าวและแน่นอนที่สุดการนำองค์การจึงเป็นสิ่งที่

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบูรณาการเอาแนวคิดของสังคมพหุวัฒนธรรมเข้าไปในการคิดเชิงกลยุทธ์ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและท้าทาย ทั้งนี้ในสถานการณ์ปัจจุบันผู้นำหลายท่านอาจมีความคิดว่าสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมอาจบั่นทอนศักยภาพในการทำงาน (Sungtong, 2007) และด้วยสาเหตุนี้เองที่หลายท่านอาจมีมุมมองที่ว่าการรักษาสถานภาพขององค์การอาจเป็นการสร้างคุณค่าและการทำหน้าที่เพียงพอแล้วในภาวะการณ์ในปัจจุบัน แต่ก็อาจมีหลายท่านที่ยังมีแนวคิดในเชิงบวก โดยมุ่งเน้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างน้อยที่สุดก็คือความเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาโดยเฉพาะตัวผู้เรียน และครูรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรและสมาชิกของชุมชนทั้งนี้ผู้นำเชิงกลยุทธ์ต้องตั้งคำถามว่ากลยุทธ์ใดที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่กำลังเผชิญในปัจจุบัน การคิดเชิงกลยุทธ์และการมีทักษะภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์จึงน่าที่จะเป็นคำตอบและเป็นตัวกำหนดทิศทางในการทำงาน ประสานงาน หรือพัฒนาภาระงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย van der Heijden (1996) ได้เสนอมุมมองเกยี่ วกับการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อนำ

ไปสู่ความเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องกระทำอย่างเป็นระบบและเพื่อเป็นการกำหนดทิศทางในการทำงานอย่างมีแบบแผน ผู้นำต้องเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจร่วมกันโดยผ่านกระบวนการการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อที่จะได้คำตอบในการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงหรือให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ ทั้งนี้รูปแบบการคิดเชิงกลยุทธ์ต้องมีลักษณะเป็นพลวัต ผ่านกระบวนการของการสื่อสาร การกำหนดความมุ่งมั่นตั้งใจ มีความคิดสร้างสรรค์ และกำหนดเป็นแผนกลยุทธ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่มุ่งหวัง นอกจากนี้การคิดเชิงกลยุทธ์ต้องสะท้อนพันธกิจและวิสัยทัศน์ รวมถึงแผนงานหรือโครงการขององค์การเป็นหลักและสิ่งที่สำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือบริบทและพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมส่วน Kaplan และ Norton (1996) ได้กำหนดแนวคิดเชิงกลยุทธ์แบบสมดุลในการบริหารองค์การจากแนวคิดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่าการคิดเชิงกลยุทธ์ต้องเน้นความมีสมดุลดังรูปที่ 1

รูปที่1: การวางแผนเชิงกลยุทธ์แบบสมดุลของโรงเรียน (ดัดแปลงจาก Kaplan และ Norton, 1996)

                 จากแนวคิดดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่าการคิดเชิงกลยุทธ์ต้องเน้นความมีสมดุลขององค์ประกอบต่างๆ อย่างสัมพันธ์กันององค์ประกอบต่างๆ อย่างสัมพันธ์กัน ประการแรกสถานศึกษาหรือองค์การต้องให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและคุณค่าซึ่งอาจเป็นสัญลักษณ์ขององค์การ ผู้นำต้องตรวจสอบวัฒนธรรมที่ ไม่เอื้ อต่อการทำ งานหรือวัฒนธรรมที่เป็นอุปสรรคของการทำงาน เช่นการขาดทิศทางหรือแผนงานที่ชัดเจน หรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และเมื่อทราบปัญหาหรืออุปสรรคแล้วผู้นำและสมาชิกของขององค์การต้องร่วมสร้างวัฒนธรรมที่ดีต่อการทำงานร่วมกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างให้เกิดบรรยากาศการยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันโดยเฉพาะพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมของสมาชิกในองค์การ นอกจากนี้ผู้นำต้องตระหนักว่า กลยุทธ์จะไม่สามารถถูกนำถ่ายทอดไปสู่กระบวนการปฏิบัติที่ดีได้หากขาดกระบวนการเรียนรู้และระบบการเรียนรู้ ดังนั้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงมีความสำคัญ โดยอาจกระทำผ่านการร่วมเสวนาหรือแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับปัญหาหรือทิศทางขององค์การ และที่ขาดเสียมิได้คือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและมีความเป็นไปได้ และควรกำหนดออกมาเป็นนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งต้องสอดคล้องกับศักยภาพขององค์การรวมถึงความสามารถของสมาชิกขององค์การเป็นสำคัญ นอกจากนี้สถานศึกษาอาจต้องประยุกต์และนำเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดี รวมถึงการจัดทำข้อมูลโดยจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลที่เป็นระบบเพื่อใช้ในการบริหารหรือการตัดสินใจทางการบริหาร ปัจจัยที่สำคัญ อีกประการของการคิดเชิงกลยุทธ์คือการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุณค่าสูงสุด การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าหมายถึงการใช้อย่างสมเหตุสมผลไม่ใช่ความตระหนี่หรือมัธยัสถ์จนเกินเหตุ แต่ควรเน้นความคุ้มทุน และที่สำคัญและขาดเสียมิได้สำหรับการคิดเชิงกลยุทธ์ในสังคมพหุวัฒนธรรมคือการต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของสมาชิกทั้งในองค์การและนอกองค์การที่มีพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่างกัน การหาแนวร่วมเพื่อช่วยคิดช่วยทำเป็นสิ่งจำเป็นและในการทำงานก็ควรมุ่งเน้นรูปแบบการทำงานเป็นทีม เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน บนหลักของผลประโยชน์ร่วมขององค์การ และความเจริญงอกงามของสมาชิกขององค์การและสังคมโดยเฉพาะนักเรียน ในขณะเดียวกันผู้นำต้องควบคุม และคอยดูแลเกี่ยวกับการเมืองทั้งภายในและภายนอกองค์การเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานทั้งระบบ ผู้นำต้องตระหนักว่า การเมืองมักจะนำไปสู่ความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกองค์การ ดัง นั้น ตอ้ งแสวงหาจุดร่วมบนพื้นฐานของความคิดเห็นหรือความสนใจของสมาชิกในองค์การหรือนอกองค์การที่มีความแตกต่างกัน จากแนวคิดข้างต้น จะเห็นได้ว่าการคิดเชิงกลยุทธ์เป็นเครื่องมือที่ช่วยกำหนดทิศทางการทำงานขององค์การ การที่องค์การจะสามารถขับเคลื่อนไปอย่างราบเรียบและมีทิศทาง จำเป็นต้องมีกรอบแนวคิดที่สอดคล้องกับองค์ประกอบต่างๆที่เชื่อมโยงกับองค์การ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ความเชื่อของผู้คนการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นต่อองค์การจึงต้องอาศัยความพิถีพิถัน ความร่วมมือ การเคารพซึ่งกันและกันและที่สำคัญที่สุดก็คือการมีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และการมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและเป็นจริง สามารถถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติได้ง่ายและเป็นที่ยอมรับของทุกๆ ฝ่าย

ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ : จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

Davies (2003) กล่าวว่าเป็นการยากที่จะระบุได้ว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ควรมีลักษณะเป็นอย่างไร ดังที่กล่าวข้างต้นภาวะดังกล่าวขึ้นอยู่กับบริบทและข้อตกลงร่วมโดยผ่านกระบวนการสื่อสารที่มีคุณภาพและพัฒนาไปสู่แนวคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนา อย่างไรก็ตามในส่วนของภาวะผู้นำ Marsh (2000) กล่าวว่าพัฒนาการของผู้นำมีจุดกำเนิดมาจากทักษะการบริหารจัดการที่ดี และเขาเชื่อว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์พัฒนามาจากการบริหารงานของผู้นำที่มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กันใน

การไปสู่เป้าหมายและในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หยุดยั้งอยู่กับที่แต่ยังมีการพัฒนาสมรรถนะเพื่อนำไปสู่การพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงขึ้น Davies เรียกแนวคิดดังกล่าวนี้ว่าการสร้างกลยุทธ์แบบก้าวกระโดด หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ไม่ได้มุ่งเน้นอยู่แค่การพัฒนาในสิ่งที่ทำอยู่แต่เป็นการยกระดับคุณค่าของการทำงานให้สูงขึ้นทั้งนี้ Jean(1998) เรียกแนวคิดนี้ว่าการเชื่อมโยง S-curvegap ดังรูปที่ 2

 

                                      รูปที่2 : The S (or sigmoid) curve (ดัดแปลงจาก Davies, 2003, p. 305)

      จากรูปดังกล่าวสามารถอธิบายให้เห็นมิติทางด้านการบริหารงานที่ว่าองค์การโดยทั่วไปแล้วจะผ่านกระบวนการของการสร้างให้องค์การเจริญเติบโตซึ่งเราเรียกว่าความสำเร็จแต่ในขณะเดียวกันก็จะหลีกเลี่ยงความตกต่ำหรือความล้มเหลวไม่ได้ รูปดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นสภาพการณ์ที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นกับองค์การทั่วไปซึ่งต้องมุ่งเน้นพัฒนาองค์การเป็นหลักแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อาจสามารถตกต่ำได้หากเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค์หรือขาดการบริหารจัดการที่ดีซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้รูปโค้งกลับของตัวเอส (S-curve) หรือรูปโค้งกลับตัวอักษรตัวใหญ่ของซิกมา (S) ในขณะเดียวกันหากองค์การสามารถพัฒนาไปสู่ความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ก็มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในอีกระดับที่สูงขึ้น หรือ

ไปสู่จุด C เช่นเดียวกันหากองค์การตกต่ำลงไปสู่จุด B ก็ต้องมีกลยุทธ์ในการยกระดับไปสู่คุณภาพหรือจุด C ให้ได้เช่นเดียวกัน และที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือการต้องสามารถเชื่อมโยงหรือปิดช่องว่างไม่ให้องค์การดิ่งสู่ความล้มเหลวและต้องตระหนักตลอดเวลาเมื่อมีสัญญาณดังกล่าวปรากฏขึ้น จะเห็นได้ว่าการที่จะพัฒนาให้องค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งให้มีการพัฒนาไปสู่อีกระดับหนึ่ง หรือการพัฒนาองค์การที่กำลังตกต่ำ ให้รอดพ้นจากความล้มเหลวนั้นจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ทั้งสิ้น และการพัฒนานั้นจำเป็นต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย ทั้งนี้หน่วยงานอาจต้องมีการสำรวจพินิจวิเคราะห์ปัญหาที่ตนประสบอยู่และคิดค้นหามาตรการเพื่อไปสู่มาตรฐานการทำงานที่สูงขึ้น ส่วนองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งก็ต้องพยายามพัฒนาแนวการทำงานที่มีมาตรฐานให้มากยิ่งขึ้นการบริหารในองค์การที่มีความซับซ้อนในปัจจุบันนักการศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการบริหาร เชิงกลยุทธ์ เช่น Glanz(2006) ได้เขียนหนังสือเรื่อง "สิ่งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกคนควรรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์"(What every principal should know aboutstrategic leadership) เขากล่าวว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มีความสำคัญและเป็นองค์ประกอบของภาวะผู้นำที่มีศักยภาพ ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในความหมายของ Glanz ไม่ได้แยกออกจาลักษณะการเป็นผู้นำอื่น ๆ แต่จ ะมีความเชื่อมโยงกับภาวะผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำแบบร่วมมือ และภาวะผู้นำทางวิชาการ ทั้งนี้เขามองว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มีความสำคัญเมื่อผู้นำต้องการสร้างให้โรงเรียนเป็นชุมชนของการเรียนรู้ ดังนั้นความรู้และทักษะของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์จะช่วยพัฒนาและปรับปรุงองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เขาได้นำเสนอตัวแบบของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ว่าในการที่จะสร้างให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ ผู้นำต้องคิดสร้างสรรค์และครูทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการดำรงไว้ซึ่งคุณภาพและดุลยภาพขององค์ประกอบต่างๆ ภายในองค์การ ในการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษา ผู้นำต้องตรวจสอบจุดอ่อนจุดแข็งของสถานศึกษารวมถึงโอกาสและอุปสรรค และตอ้ งมีการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ ในขณะเดียวกันต้องรู้จักใช้ระบบของข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และประเด็นสุดท้ายคือการต้องควบคุมบรรยากาศโดยเฉพาะประเด็นทางด้านการเมือง การนำเสนอแนวคิดข้างต้นแสดงให้เห็นว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มิได้เป็นรูปแบบของผู้นำเชิงเดี่ยวแต่เป็นการหลอมรวมกันแนวคิดของภาวะผู้นำอื่นๆ เพื่อให้การทำงานไปสู่เป้าหมายแต่การมีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ช่วยให้ผู้นำทำงานได้อย่างมีแบบแผนและมีระบบมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีการกำหนดทิศทางเชื่อมโยงกับองค์ประกอบต่างๆ และเน้นการทำงานที่มีสมดุลเป็นหลัก โดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งต้องอาศัยความตระหนักและบูรณาการกลยุทธ์บนความสอดคล้องของบริบทในการบริหารจัดการขององค์การเป็นหลัก

               ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในสถานการณ์ของความเปลี่ยนแปลงและความไม่มั่นคง

                         สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อให้เกิดคำถามอย่างต่อเนื่องและเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อการบริหารจัดการของผู้บริหารในบริบทที่สิ่งแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อความมั่นคงขององค์การ การเรียนรู้ของผู้เรียนรวมถึงวิถีชีวิตของบุคลากรและผู้คนในพื้นที่ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ดังกล่าวอยู่นอกเหนือการควบคุมและยากต่อการพยากรณ์ การบริหารจัดการในสถานการณ์ดังกล่าวนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยกลวิธีเฉพาะเพื่อให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นภาวะผู้นำในสถานการณ์ของความไม่สงบและไม่มีความมั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ตัวอย่างงานวิจัยของ Sungtong (2007) สะท้อนให้เห็นภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะกลยุทธ์ในการสร้างให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้นำ บุคลากรและนักเรียน รวมถึงผู้คนในชุมชน งานวิจัยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษาได้เลือกใช้กลยุทธ์ในการเชื่อมโยงและป้องกัน (Bridging and buffering) ในเวลาเดียวกันเพื่อสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยและช่วยลดความสูญเสียหรือผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ตัวอย่างเช่นการสร้างให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผู้บริหารมีการพัฒนากลยุทธ์ที่หลากหลายในการป้องกันตนเองและบุคลากรเช่น การแลกบัตรประชาชนของบุคคลที่มาเยี่ยมสถานศึกษา การจ้างยามพิเศษหน้าป้อมยามโรงเรียน การติดกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าโรงเรียน การไม่อนุญาตให้จอดรถมอเตอรไซด์ในโรงเรียน การเดินทางของครูจากบ้านมาโรงเรียนพร้อมทหารรักษาความปลอดภัย การอนุญาตให้ใช้ชุดลำลองมาทำงานในสถานศึกษาการเปลี่ยนเส้นทางในการเดินทางไปทำงานของผู้บริหารและครูผู้สอน การสลับการใช้รถยนต์ส่วนตัวของผู้บริหารและครู การเซ็นแฟ้มทำงานณ ที่ว่าการอำเภอ หรือการสั่งปิดโรงเรียนในกรณีฉุกเฉิน กลยุทธ์ดังกล่าวนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อตัวผู้บริหาร ครูและตัวนักเรียน ส่วนการเชื่อมโยงเพื่อสร้างให้เกิดความมั่นคงและความเข้าใจที่ดีระหว่างชาวบ้านและชุมชนได้แก่การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในสถานศึกษามากยิ่งขึ้น การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลทรัพย์สินของสถานศึกษา การสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันโดยการยึด พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือ "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา"รวมถึงการส่งเสริมแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกันระหว่างโรงเรียนและชุมชน รูปแบบการป้องกันและเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นการคิดเชิงกลยุทธ์ซึ่ง Scott(1998) กล่าวว่ารูปแบบการเชื่อมโยงและปกป้องดังกล่าวเป็นการป้องกันระบบกลไกหลัก (Coretechnology) ขององค์กรโดยเฉพาะการลดผลกระทบต่อการเรียนการสอนและความมั่นคงปลอดภัยซึ่งจะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เชิงบูรณาการที่ผู้นำไม่เพียงแค่ปกป้องหรือแยกตนเองออกมาจากความไม่มั่นคง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและกระชับความสัมพันธ์เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบการถ่ายทอดความคิดไปสู่การปฏิบัติมีความเป็นจริงและเป็นปัจจุบันและทันต่อเหตุการณ์

               ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม : การทบทวนแนวคิดทฤษฎี และการปฏิบัติ

                 อย่างไรก็ตาม รูปกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หาใช่การ

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ดังนั้นการสร้างแนวคิดเชิงกลยุทธ์อาจต้องมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Fullan, 2005) และเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมที่ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆอย่างบูรณาการกันในขณะเดียวกันก็ต้องมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ยอมรับซึ่งกันและกันและมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างสันติวิธี

ประเด็นเหล่านี้ต้องอาศัยวิธีการคิด และอาศัยการกระทำอย่างต่อเนื่องภายใต้การนำของผู้นำและความร่วมมือของผู้ตามซึ่งจะเสนอในคิดในหัวข้อถัดไป

              ผู้นำเชิงกลยุทธ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม : มิติของความรับผิดชอบและการนำ

                 นักการศึกษาต่างเห็นตรงกันว่าผู้บริหาร      ที่มีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์คือผู้บริหารที่สามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้โดยง่ายยิ่งขึ้น ซึ่ง Smith และ Piele (2006) กล่าวว่าผู้นำเชิงกลยุทธ์คือผู้นำที่สามารถเลือกรูปแบบการบริหารงานหรือแสดงออกถึงพฤติกรรมเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากใต้บังคับบัญชาในการไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ส่วน Bossi (2008) กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่าผู้นำเชิงกลยุทธ์ต้องเป็นผู้ที่

ระลึกอยู่เสมอว่าตนได้สร้างพันธะสัญญาอะไรไว้บ้างกับองค์การ นั่นก็คือการที่ต้องตรวจสอบคำพูด ทำในสิ่งที่ตนเองได้พูดหรือสัญญาไว้ คำพูดและการกระทำนั้นต้อง กลั่นออกมาจากหลักของคุณธรรมและจริยธรรม นอกจากนี้ต้องเชื่อและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอไม่ว่าจะต้องตกอยู่ในภาวะการณ์ใด ต้องเป็นผู้ที่ฟังและยอมรับความคิด เห็นของบคุคลอื่น อย่างรอบด้าน ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด

เป็นผู้ที่ยอมรับบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารที่ต้องเผชิญกับความแตกต่างและความหลากหลายทางด้านสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญพอที่จะเผชิญกับสถานการณ์ของปัญหาต่างๆ ที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ย่อท้อที่จะมุ่งสู่ทางข้างหน้าและเข้า ใจถึงกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในองค์การและภายนอกองค์การ Davies (2003) สนับสนุนเพิ่มเติมว่าผู้นำเชิงกลยุทธ์นั้นต้องเป็นผู้ที่มองการณ์ไกลรวมถึงการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ต้องมีความไม่พอใจในสิ่งที่ตนเป็นและมีอยู่ ซึ่ง Senge (1990) ใช้คำว่า "Creativetension" เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำต้องเป็นผู้ที่คิดอยู่ตลอดเวลา ต้องรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชามีความปรารถนาอะไร และสามารถจะช่วยให้เขาเหล่า

นั้นไปสู่เป้าหมายที่เป็นจริงได้อย่างไร ผู้นำเองต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ต่างๆ ไปสู่การกระทำโดยต้องมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นต้องมีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์คือการสร้างให้เกิดความหมายและคุณค่า อย่างมีทิศทาง(Burgleman และ Grove, 1996)อย่างไรก็ตามการบริหารการจัดการสถานศึกษาโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างมีบริบทเฉพาะที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ การสร้างการเปลี่ยนแปลงตามหลักการและแนวคิดเชิงกลยุทธ์ข้างต้นอาจมีความท้าทายทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายโดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความเชื่อประเพณีและศาสนา ดังนั้นสิ่งที่ผู้นำหรือผู้บริหารต้องเผชิญและต้องดำเนินการคือการ

จัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนและบริบททางสังคมและวัฒนธรรม และแน่นอนที่สุดจึงจำเป็นสำหรับผู้นำหรือ นักการศึกษาที่ต้องตระหนักถึงกลยุทธ์และการคิดเชิง กลยุทธ์เพื่อตอบสนองกับบริบทดังกล่าวให้ได้อย่างมีความเหมาะสม (Dimmock และWalker, 2005) ทั้งนี้ผู้บริหารต้องแสดงออก

ถึงความรับผิดชอบและการนำอย่างมีทิศทาง Dimmock และ Walker ให้แนวคิดว่าจุดเริ่มของการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ในบริบทของความหลายหลายทางสังคมและวัฒนธรรมคือการที่ผู้นำต้องคิดอย่างมีกลยุทธ์ และมีเจตนารมย์หรือความตั้งใจเชิงกลยุทธ์ ซึ่งตามแนวคิดดั้งเดิมของ Boisot (1995) คือการที่ผู้นำต้องมีความรู้ต่างๆ ในวงกว้างในการไปสู่เป้าหมายนั้นๆ และหลังจากนั้นจึงตามด้วยการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ที่เป็นรูปธรรม นั่นคือผู้นำต้องเข้าใจบริบทเบื้องต้น เข้าใจปัญหาและอุปสรรคเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อน และเข้าใจโอกาสแนวคิดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการบริหารเชิงกลยุทธ์ อย่างไรก็ตามผู้นำเชิงกลยุทธ์ไม่ได้สร้างแค่ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทเบื้องต้นเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการบริหารจัดการแบบองค์รวม ซึ่ง Dimmock และ Walker กล่าวว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้นต้องมีการจัดการในรูปของการออกแบบแบบองค์รวม กล่าวคือ

ผู้นำจะต้องเปลี่ยนความมุ่งมั่นไปสู่การจัดการทางด้านโครงสร้าง กระบวนการ และการปฏิบัติในขณะเดียวกันต้องเชื่อมโยงงองค์ ประกอบทั้งสามเข้าด้วยกัน และประการสุดท้ายต้องมีการส่งเสริม

สนับสนุนอย่างต่อเนื่องและต้องหลอมรวมองค์ประกอบทั้งสามเข้าด้วยกันเพื่อไปสู่เป้าหมายเฉพาะ ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นมิติของการนำอย่างมีกลยุทธ์และมีรูปแบบและไม่ได้กระทำอย่างไร้เป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่มีความอ่อนไหวและมีความไม่แน่นอนผู้นำยิ่งต้องการก้าวหน้าอย่างระมัดระวังทั้งนี้ Dimmock

และ Walker ได้กำหนดลักษณะ 6 ประการของผู้นำเชิงกลยุทธ์ตามแนวคิดของสังคมพหุวัฒนธรรมดังรูปที่ 3 และมีรายละเอียดดังนี้คือ 

 

รูปที่3: ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในมิติของสังคมพหุวัฒนธรรม (ดัดแปลงจาก Dimmock และ Walker,2005) 

                  1. ภาวะผู้นำของชุมชน หากผู้นำทุกคนเข้าใจบทบาทและหน้าที่เบื้องต้นในบริบทของ

ความหลายหลายทางวัฒนธรรมแล้ว ผู้นำเหล่านั้นจะต้องตระหนักถึงความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม (Cultural sensitivity) และต้องแสดงศักยภาพในการนำชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเพื่อให้สมาชิกของชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ผู้นำจะต้องมีทักษะในการนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อหลอมรวมเป็นกลุ่มเดียวกันแต่ยังคงสนับสนุนการสร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรม

                   2. ผู้นำของโปรแกรมทางการศึกษาแนวทางอันสำคัญของผู้นำเชิงกลยุทธ์ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม คือ การสนองตอบต่อความต้องการทางด้านพหุวัฒนธรรมทั้งนี้ผู้นำสามารถกระทำได้โดยผ่านกระบวนการการออกแบบการเรียนการสอน และหลักสูตรพหุวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งผลเบื้องต้นจากการศึกษาเชิงคุณภาพของ ผู้วิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงพหุวัฒนธรรมของ ผู้บริหารในพื้นที่ดังกล่าวพบว่าการพัฒนาหลักสูตรพหุวัฒนธรรมศึกษายังไม่มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ