กรรมคือสนอง

 

          เรื่องสั้นที่ข้าพเจ้าแต่งขึ้นเอง แต่ไม่รู้จะได้เรื่องไหม ลองอ่านดูนะคะว่าได้ไหม

       นายเหี้ยม เป็นคนตำบลสามเสน  เมื่อสมัยอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์วัยเบญจเพสแต่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตำบลสามเสน  ด้วยความประพฤติสุดชั่วตั้งตนเป็นหัวหน้าอันธพาลกลุ่มนักเลงหัวไม้ คอยรีดไถชาวบ้านย่านร้านค้าเรียกค่าคุ้มครองเป็นรายวันมีบางรายเหมือนกันที่ไม่ยอมจ่ายเงินค่าคุ้มครองแก่นายเหี้ยม  โดยเฉพาะรายของนายขุนทองเจ้าของโรงไม้  เพราะนายขุนทองก็ถือว่าตัวเองเป็นผู้มีเงินมีอิทธิพลคนหนึ่งจึงไม่กลัวนายเหี้ยมซึ่งนายเหี้ยมก็ไม่ได้บังคับขู่เข็ญอะไรเพียงแต่ยิ้มๆแล้วก็เดินกลับบ้านไปแต่การกลับไปของนายเหี้ยมนั้นเพื่อรุกกลับอย่างโหดเหี้ยมสมชื่อ  คืนนั้นเองบ้านของนายขุนทองจึงถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่านตามคำสั่งของนายเหี้ยม  เดชะบุญที่นายขุนทองพาลูกเมียหนีรอดจากกองเพลิงได้  รุ่งขึ้นนายขุนทองพร้อมลูกเมียก็พากันอพยพหนีอิทธิพลมืดของนายเหี้ยมไปจากตำบลนั้นทันทีและนายเหี้ยมก็ได้ครอบครองเป็นเจ้าของกิจการโรงไม้ของนายขุนทองทำให้บารมีของนายเหี้ยมเพิ่มมากขึ้นอีก  แต่นายเหี้ยมก็ยังรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยากได้เป็นเจ้าของตลาดประจำตำบลสามเสนจึงให้ลูกน้องไปเจรจากว้านซื้อที่ดินตามคำสั่งของนายเหี้ยมทันทีทุกอย่างก็เป็นไปตามความต้องการของนายเหี้ยม  เพราะไม่มีใครกล้าปฏิเสธเจ้าพ่อสามเสน  วันหนึ่งนายเหี้ยมเดินไปเที่ยวในตลาดเพื่อโชว์บารมีก็ได้มาเจอนางพิกุลลูกยายสายซึงเป็นที่ถูกใจนายเหี้ยมมากจึงสั่งให้ลูกน้องสืบหาบ้านช่องเพื่อสู่ขอมาเป็นเมีย  จนรู้ว่านางพิกุลมีสามีอยู่แล้วแต่นายเหี้ยมเมื่อปรารถนาสิ่งใดแล้วก็ต้องได้  รุ่งเช้าต่อมายายสายถึงกับหน้าซีดตัวสั่น  เมื่อนายเหี้ยมมาเจรจาสู่ขอลูกสาวถึงบ้านพร้อมด้วยเงินทองมากมาย  ยายสายพยายามปฏิเสธอย่างนิ่มนวลโดยการยกลูกเขยมาอ้างโดยหารู้ไม่ว่าจเป็นเหตุให้ลูกเขยต้องพบจุดจบในวันต่อมา  ยายสายจึงจำใจยกลูกสาวม่ายให้แก่นายเหี้ยมอย่างขัดไม่ได้  หลายปีต่อมานางพิกุลอยู่กินกับนายเหี้ยมจนมีลูกหลายคน 

      นายเหี้ยมได้ส่งเสียลูกๆเรียนจนจบจากเมืองนอกเมืองนากันทุกคน  ขณะเดียวกันฐานะของนายเหี้ยมก็ร่ำรวยมากขึ้นๆทั้งทรัพย์สินเงินทองหรือที่ดิน  สารพัดวิธีที่จะโกงเขาได้  จนได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีราชาที่ดินบริเวณนั้นเลยทีเดียว  เวลานั้นบ้านเมืองกำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่ความเจริญเข้ามาแทนแบบเก่าทั้งศูนย์การค้าและโรงแรมทันสมัยราคาที่ดินจึงแพงขึ้นจากเดิมหลายเท่า  ที่ดินจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน  นายเหี้ยมจึงถูกติดต่อแบ่งซื้อขายที่ดินไม่เว้นแต่ละวัน  ในที่สุดนายเหี้ยมจึงตัดสินใจขายที่ดินย่านสามเสนเก่าแก่ให้นักธุรกิจรายหนึ่งในราคาที่ตนพอใจ  พวกชาวตลาดที่เช่าที่ดินของนายเหี้ยมซึ่งก็คือที่ดินของตนเองที่ถูกบังคับซื้อไปเป็นของนายเหี้ยมในอดีต  รู้ข่าวว่านายเหี้ยมขายที่ดินที่พวกตนอยู่อาศัยทำมาหากินก็ไม่พอใจจึงประท้วงกัน  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่นายเหี้ยมต้องตัดสินใจใช้ความเหี้ยมโหดเข้าตัดสินปัญหาอีกครั้ง  ไม่กี่วันต่อมาก็เกิดไฟไหม้บริเวณตลาดที่มีปัญหาจนราบเรียบปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากจากอัคคีภัยครั้งนี้  บริเวณนั้นจึงกลายเป็นศูนย์การค้าทันสมัยขึ้นมาแทนในเวลาไม่กี่ปีต่อมา  เหตูการณ์ครั้งนั้นใครๆก็รู้ดีว่าเป็นฝีมือของใครแต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอกฎหมายจึงทำอะไรไม่ได้  นายเหี้ยมจึงนั่งเสวยสุขอย่างสบายใจ  และในคืนนั้นเองก็ได้มีคนร้ายจำนวนหนึ่ง  ได้บุกเข้ามาหานายเหี้ยมซึ่งอยู่เพียงลำพังได้ทำร้ายโดยจับนายเหี้ยมมัดกับเก้าอี้อย่างแน่นหนา  และได้ราดน้ำมันรอบๆเก้าอี้และจุดไฟเผาทั้งเป็น  ลูกๆของนายเหี้ยมกลับบ้านเห็นเหตุการณ์ก็รีบนำนายเหี้ยมส่งโรงพยาบาล  ผลปรากฎว่านายเหี้ยมปลอดภัยแต่เป็นอัมพาตตลอดทั้งตัวพูดไม่ได้มองไม่เห็น  ทรมานอย่างแสนสาหัส  และกลุ่มคนร้ายที่แท้จริงก็คือลูกของนายขุนทองที่นายเหี้ยมเคยไปเผาบ้านและยึดโรงไม้เป็นของตัวเองกลับมาแก้แค้น  “กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคือสนอง”  นายเหี้ยมเคยก่อกรรมไว้เช่นไร  บัดนี้ผลกรรมนั้นได้ย้อนกลับคืนมาสนองนายเหี้ยมแล้ว