เริ่มที่จะเป็นคนดนตรีนั้นไม่ยากอย่างที่คิด

 

              ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นเปียโนเลยก็ว่าได้ครับ สำหรับนักเปียโนมือใหม่ที่ต้องการจะฝึกอ่านโน้ต การเขียนโน้ตมันก็เหมือนกับการเขียนตัวอักษรในภาษาดนตรีนั่นแหละครับ จริงๆแล้วไม่ยากเลยขอแค่ฝึกอ่านฝึกเล่นสม่ำเสมอเท่านั้นแหละครับ อาจจะยาวซักหน่อยบางอันก็น้ำๆ แต่จุดสำคัญอยู่ที่ข้อ 4 ครับ การอ่านชื่อโน้ตและตำแหน่งของโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น กับข้อ 6 เครื่องหมายแปลงเสียง นอกนั้นเอาไว้ประดับบารมีครับ 555

 1. บรรทัดห้าเส้น (American = Staff / Britain = Stave)

หลายๆคนคงเคยเห็นเจ้าเส้นตรง 5 เส้นที่นอนยาวขนานกันด้วยระยะห่างเท่าๆกัน เจ้าเส้นพวกนี้แหละครับเรียกกันง่ายๆเลยว่า “บรรทัดห้าเส้น”  ซึ่งใช้สำหรับบันทึกโน้ตและสัญลักษณ์ต่างๆทางดนตรีเข้าไป วิธีนับเส้นเค้าจะให้เส้นล่างสุดเป็นเส้นที่ 1 ครับ ไล่ขึ้นไปจนถึง 5

ใครอยากได้บรรทัดห้าเส้นไปทดลองหัดเขียนโน้ตก็โหลดได้ที่ http://www.carolj.net/Store/AP-Free/8STAVE.PDF ครับ 

2. ตัวโน้ต (Note)

สัญลักษณ์ยอดฮิตที่ใช้กันทุกเพลง เจ้าตัวโน้ตนี้แหละครับมันก็คืออักขระทางดนตรีที่ใช้สื่อออกมาแทนเสียงต่างๆ เวลาบันทึกตัวโน้ตจะบันทึกได้ 2 แบบ คือ

2.1 บันทึกในบรรทัด 5 เส้น >> ก็จะแบ่งเป็น โน้ตคาบเส้น กับ โน้ตในช่อง นั่นเอง

2.2 บันทึกเหนือหรือใต้บรรทัด 5 เส้น >> อันนี้เค้าจะใช้ขีดเล็กๆ หรือที่เรียกกันว่า “เส้นน้อย (Leger line) นั่นแหละครับ

  3. กุญแจเสียง (Clef)

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สำคัญสำหรับการบันทึกโน้ต กุญแจเสียงจะทำหน้าที่บอกระดับเสียงของตัวโน้ตเมื่ออยู่บนบรรทัดห้าเส้นนั่นแหละครับ บางคนอาจจะคิดว่ากุญแจเสียงมีเพียงสองแบบ แต่จริงๆแล้วมี 3 แบบครับ

 3.1 กุญแจซอล (G - Clef)
กุญแจที่พวกเราคุ้นเคยกันดี ใช้บ่อยมากครับและก็นิยมใช้กับโน้ตที่ทำหน้าที่เป็นเมโลดี้ให้กับเพลง ละก็อยากจะบอกว่าควรอ่านโน้ตบนกุญแจซอลให้ชำนาญเลยครับ เพราะใช้บ่อยจริงๆทุกเครื่องดนตรีและการร้องเพลง ละก็สำหรับผู้ที่สอบทฤษฎีหรือเขียนโน้ตก็วางตำแหน่งกุญแจให้ถูกเส้นด้วยนะครับ แหะๆ กุญแจซอลหัวของกุญแจจะอยู่คาบเส้นที่ 2 หรือตรงกับโน้ต G นั่นแหละครับ (เป็นที่มาของ G - Clef)

3.2 กุญแจฟา (F – Clef)

กุญแจที่ยอดนิยมรองลงมา ใครเล่นเปียโนแบบโน้ต 2 มือก็จะคุ้นเคยกับสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างดี รวมถึงโน้ตที่ใช้เสียงต่ำๆ เช่น เบส ก็จะใช้กุญแจนี้บันทึกโน้ตครับ ตำแหน่งกุญแจฟาก็ต้องเขียนให้ถูกเหมือนกัน นั่นคือให้หัวของกุญแจอยู่คาบเส้นที่ 4 หรือตรงกับโน้ต F นั่นแหละครับ (เป็นที่มาของ F – Clef)

3.3 กุญแจโด (C – Clef)

เป็นอีกกุญแจซึ่งนานๆเราจะเจอที มักจะพบกับผู้ที่สอบทฤษฎีในส่วนของ 4 Parts และผู้ที่เฮฮาอยู่ในวงออเครสตร้าหรือคอรัส กุญแจโดนี้มีที่มาจากวงขับร้องประสานเสียงสมัยก่อน ทีนี้ช่วงเสียงการร้องเพลงของแต่ละคนมันก็หลากหลายใช่ม๊า กุญแจนี้มันเลยสามารถเลื่อนไปเลื่อนมาได้ครับ ใช้ละก็ปวดหัวดีเหมือนกัน 555 (มันถึงไม่ค่อยนิยมใช้ ไม่งั้นละปวดหัวตายโดยเฉพาะคอนดั๊กเตอร์ที่ต้องอ่านโน้ตหลายๆบรรทัดพร้อมๆกัน) ที่เราพอจะเห็นบ้างก็คือใช้แทนเสียง Alto กับ Tenor ครับ สำหรับผู้ที่ต้องการบันทึกโน้ตลงกุญแจเสียงนี้อาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ หุหุ การบันทึกโน้ตในส่วนของ Alto หัวของกุญแจโดจะอยู่เส้นที่ 3 ครับ (ตรงกับโน้ต C ของ Alto) และของเสียง Tenor หัวของกุญแจจะอยู่เส้นที่ 4 ครับ (ตรงกับโน้ต C ของ Tenor) งงมั้ยล่ะ สุดท้ายเค้าก็เลยแทบจะยกเลิกใช้กุญแจนี้ครับ มาใช้กุญแจซอลดีกว่าเนอะ ง่ายดี 555

4. การเรียกชื่อตัวโน้ต

การเรียกชื่อตัวโน้ตที่เราเคยได้ยินกันสามารถเรียกได้ 2 แบบครับ

4.1 ระบบซอลฟา (Sol-Fa System)

ระบบนี้คิดค้นโดย John Curwen (ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Tonic_sol-fa ) เป็นระบบที่เราคุ้นเคยกันดีกับการเรียกโน้ตว่า “โด เร มี ฟา ซอล ลา ที” นั่นแหละครับ

4.2 ระบบตัวอักษร (Letter System)

ระบบนี้เราก็คงเคยเห็นและดูเป็นทางการมากกว่าระบบแรก นั่นคือใช้ตัวอักษรเรียกตัวโน้ตครับ “C D E F G A B”

  5. โน้ต C-กลาง (Middle C)

โน้ตตัวนี้เจอบ่อยมากครับ เพราะอยู่กลางเปียโนเลย เป็นโน้ตเสียงกลางๆที่สามารถร้องได้ทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่าใช้สำหรับเทียบเสียงเลยก็ว่าได้

 6. เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental)

ปกติแล้วเสียงของโน้ตที่เราคุ้นเคยกันดีจะมี 7 เสียงหลัก คือ C D E F G A B แต่ทีนี้เราต้องการจะเพิ่มพวกครึ่งเสียงต่างๆ เค้าก็จะใช้เครื่องหมายแปลงเสียงช่วยเอาครับ

6.1 เครื่องหมายชาร์ป (Sharp) >> แปลงให้เสียงสูงขึ้นครึ่งเสียง
6.2 เครื่องหมายแฟลท (Flat) >> แปลงให้เสียงต่ำลงครึ่งเสียง
6.3 เครื่องหมายดับเบิลชาร์ป (Double Sharp) >> แปลงให้เสียงสูงขึ้น 1 เสียงเต็ม
6.4 เครื่องหมายดับเบิลแฟลท (Double Flat) >> แปลงให้เสียงต่ำลง 1 เสียงเต็ม
6.5 เครื่องหมายเนเชอรัล (Natural) >> แปลงให้เสียงมีระดับเสียงปกติ (ยกเลิกเครื่องหมาย 4 อันบนนั่นเอง)

เยอะเหมือนกันเนอะ นี่แค่เรื่องโน้ตเท่านั้นนะครับ จริงๆแล้วไม่มีอะไรยากขอเพียงแค่ฝึกให้ชำนาญสม่ำเสมอเท่านั้นแหละครับ ก็หมดละเรื่องการบันทึกโน้ต ไว้ผมว่างๆจะมาโพสเรื่องต่อไปครับ