|
|
|
ชมจิตรกรรมฝาผนังวัดสระบัวแก้ว
วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่หมู่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ห่างจากตัวอำเภอพล 17 กิโลเมตร (ห่างจากขอนแก่น 88 กิโลเมตร) การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2 เมื่อถึงอำเภอพลแล้วแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 207 อีก 17 กิโลเมตร เจอบ้านวังคูณแล้วเลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะพบวัด ด้านข้างจะมีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของชุมชนแถวนี้มาตั้งแต่อดีต
"สิม"
เป็นชื่อเรียกอุโบสถของชาวอีสาน ของวัดสระบัวแก้ว มีขนาด 10x18 เมตร
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ทางเข้ามีรูปปั้นกิเลนและรูปคนนั่งอยู่สองข้างบันได
เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่ารูปปั้นคนและกิเลนเคยถูกมือดี
(ทำไมไม่ใช้ว่ามือไม่ดีหว่า???) ขโมยตัดไปแล้วครั้งหนึ่ง
จิตรกรรมที่ปรากฎอยู่บนฝนังทั้งสองด้านจะมีหลากหลาย
เช่นเรื่องสินไชย (สังข์สินชัย) พระราม พระลักษณ์ และราพนาสูร
(ฮาบมะนาสวน), พระมาลัยโปรดนรก และสังคีบ กับควายทรพี
เรื่องเหล่านี้คงมาจากการเทศน์หรือเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะ
ที่ผู้วาดภาพได้ยินมาแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ
บางภาพก็เป็นภาพรุ่นใหม่เช่นแถวกองทหารที่มีอาวุธอันทันสมัย
(ในสมัยนั้น, พ.ศ. 2475)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดตามากก็คือตัวอักษรพื้นเมืองอีสานเป็นรูปแบบคล้าย ๆ กับภาษาทางล้านนา แต่มีสระและตัวอักษรบางตัวไม่เหมือนกัน อย่างในรูปนี้อ่านได้อย่างง่าย ๆ เลยคือ พรยายมมะลาช เป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับนรกที่กล่าวถึงคนที่กระทำบาปอะไรต้องได้รับโทษนั้นด้วย
วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง สิมสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2474 สมัยรัชการ7 โดยพระครูวิบูลย์พัฒนยุกต์ (หลวงพ่อผุย) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้นำแบบวัดบ้านยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เป็นแบบในการก่อสร้าง ช่างแต้มคือ นายกิ นายทองมา นายน้อยบ้านโศกธาตุ และนายพรหมา จาก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ร่วมเขียนด้วย
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ นายกร ทัพพะรังสี ธนาคารเอเชียฯ บริษัทมลิฟ้าฯ หน่วยราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชน ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ สิมหลังนี้จนแล้วเสร็จและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ เสด็จประกอบพิธียกยอดผาสาท(ปราสาท) สิน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2544
จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ ภาพจิตรกรรมและประติมากรรม
ตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่โบสถ์ ที่เป็นสิงห์หมอบทั้งซ้ายและขวา
ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองมีรูปปั้นคนนั่งเหยียดเท้า
รูปปั้นทั้งสองล้วนเป็นฝีมือของหลวงพ่อผุย พระอุปัชฌาย์ วัดสระบัวแก้ว
ส่วนผนังของโบสถ์แห่งนี้ก่ออิฐถือปูน
บริเวณภายในและภายนอกผนังทั้งสี่ด้าน จะปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง
เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน ชาดก สวรรค์ นรก
หรือนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น
มีการแบ่งองค์ประกอบของภาพออกเป็นตอน ๆ โดยช่างแต้ม
จะใช้เส้นแถบหรือสินเทาเป็นตัวแบ่งเรื่อง
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฮูปแต้มอีสานมักไม่ปรากฏว่ามีสินเทา
สินเทานี้มีรูปร่างเหมือนสายฟ้าแลบ
สามารถเห็นได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยกรุงศรีอยุธยา
และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่สะดุดตา
และเกิดความประทับใจเป็นพิเศษสำหรับฮูปแต้ม วัดสระบัวแก้ว
คือช่างแต้มดูออกจะมีอิสระเสรี
สามารถที่จะแสดงฝีมือของตนได้อย่างเต็มที่ต่อการเขียนภาพต้นไม้ ใบไม้
และภาพสัตว์นานาชนิด ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายกับงานจิตรกรรมตะวันตก
ในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์สังเกตได้จากฝีแปรงการแตะแต้ม
ส่วนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง คราม ดินแดง เขียว ฟ้า ดำ
การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) มุ่งสู่อำเภอพล
ระยะทางประมาณ ๗๕ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๐๗
ไปยังอำเภอหนองสองห้อง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร (ระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๗-๒๘)
ก็จะถึงบ้านวังคูณ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร
ภาพนี้เป็นลวดลายประกอบบนเสาของผนังเป็นการเติมช่องว่างและใช้แบ่งเฟรมของรูปภาพเป็นลวดลายคล้าย
ๆ กับลายไทยทั่ว ๆ ไป ดูแล้วสวยงามดีครับ
ภาพและคำอธิบายทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจและพยายามอ่านจากข้อความที่เป็นภาษาไทยกลางและอีสานบางส่วนที่พอจะอ่านได้
อาจจะถูกบ้างผิดบ้างต้องขออภัยจริง ๆ
เพราะกำลังอยู่ในช่วงค้นหาข้อมูลอยู่
และถ้าหากท่านใดที่มีความรู้ทางด้านศิลปอีสานก็เพิ่มเติมด้วยนะครับ
พบทับหลังอายุนับพันปี สลักพระอินทร์ทรงช้าง
|
|
|
ชมจิตรกรรมฝาผนังวัดสระบัวแก้ว
วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่หมู่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ห่างจากตัวอำเภอพล 17 กิโลเมตร (ห่างจากขอนแก่น 88 กิโลเมตร) การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2 เมื่อถึงอำเภอพลแล้วแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 207 อีก 17 กิโลเมตร เจอบ้านวังคูณแล้วเลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะพบวัด ด้านข้างจะมีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของชุมชนแถวนี้มาตั้งแต่อดีต
"สิม"
เป็นชื่อเรียกอุโบสถของชาวอีสาน ของวัดสระบัวแก้ว มีขนาด 10x18 เมตร
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ทางเข้ามีรูปปั้นกิเลนและรูปคนนั่งอยู่สองข้างบันได
เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่ารูปปั้นคนและกิเลนเคยถูกมือดี
(ทำไมไม่ใช้ว่ามือไม่ดีหว่า???) ขโมยตัดไปแล้วครั้งหนึ่ง
จิตรกรรมที่ปรากฎอยู่บนฝนังทั้งสองด้านจะมีหลากหลาย
เช่นเรื่องสินไชย (สังข์สินชัย) พระราม พระลักษณ์ และราพนาสูร
(ฮาบมะนาสวน), พระมาลัยโปรดนรก และสังคีบ กับควายทรพี
เรื่องเหล่านี้คงมาจากการเทศน์หรือเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะ
ที่ผู้วาดภาพได้ยินมาแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ
บางภาพก็เป็นภาพรุ่นใหม่เช่นแถวกองทหารที่มีอาวุธอันทันสมัย
(ในสมัยนั้น, พ.ศ. 2475)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดตามากก็คือตัวอักษรพื้นเมืองอีสานเป็นรูปแบบคล้าย ๆ กับภาษาทางล้านนา แต่มีสระและตัวอักษรบางตัวไม่เหมือนกัน อย่างในรูปนี้อ่านได้อย่างง่าย ๆ เลยคือ พรยายมมะลาช เป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับนรกที่กล่าวถึงคนที่กระทำบาปอะไรต้องได้รับโทษนั้นด้วย
วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง สิมสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2474 สมัยรัชการ7 โดยพระครูวิบูลย์พัฒนยุกต์ (หลวงพ่อผุย) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้นำแบบวัดบ้านยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เป็นแบบในการก่อสร้าง ช่างแต้มคือ นายกิ นายทองมา นายน้อยบ้านโศกธาตุ และนายพรหมา จาก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ร่วมเขียนด้วย
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ นายกร ทัพพะรังสี ธนาคารเอเชียฯ บริษัทมลิฟ้าฯ หน่วยราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชน ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ สิมหลังนี้จนแล้วเสร็จและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ เสด็จประกอบพิธียกยอดผาสาท(ปราสาท) สิน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2544
จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ ภาพจิตรกรรมและประติมากรรม
ตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่โบสถ์ ที่เป็นสิงห์หมอบทั้งซ้ายและขวา
ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองมีรูปปั้นคนนั่งเหยียดเท้า
รูปปั้นทั้งสองล้วนเป็นฝีมือของหลวงพ่อผุย พระอุปัชฌาย์ วัดสระบัวแก้ว
ส่วนผนังของโบสถ์แห่งนี้ก่ออิฐถือปูน
บริเวณภายในและภายนอกผนังทั้งสี่ด้าน จะปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง
เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน ชาดก สวรรค์ นรก
หรือนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น
มีการแบ่งองค์ประกอบของภาพออกเป็นตอน ๆ โดยช่างแต้ม
จะใช้เส้นแถบหรือสินเทาเป็นตัวแบ่งเรื่อง
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฮูปแต้มอีสานมักไม่ปรากฏว่ามีสินเทา
สินเทานี้มีรูปร่างเหมือนสายฟ้าแลบ
สามารถเห็นได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยกรุงศรีอยุธยา
และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่สะดุดตา
และเกิดความประทับใจเป็นพิเศษสำหรับฮูปแต้ม วัดสระบัวแก้ว
คือช่างแต้มดูออกจะมีอิสระเสรี
สามารถที่จะแสดงฝีมือของตนได้อย่างเต็มที่ต่อการเขียนภาพต้นไม้ ใบไม้
และภาพสัตว์นานาชนิด ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายกับงานจิตรกรรมตะวันตก
ในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์สังเกตได้จากฝีแปรงการแตะแต้ม
ส่วนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง คราม ดินแดง เขียว ฟ้า ดำ
การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) มุ่งสู่อำเภอพล
ระยะทางประมาณ ๗๕ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๐๗
ไปยังอำเภอหนองสองห้อง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร (ระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๗-๒๘)
ก็จะถึงบ้านวังคูณ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร
ภาพนี้เป็นลวดลายประกอบบนเสาของผนังเป็นการเติมช่องว่างและใช้แบ่งเฟรมของรูปภาพเป็นลวดลายคล้าย
ๆ กับลายไทยทั่ว ๆ ไป ดูแล้วสวยงามดีครับ
ภาพและคำอธิบายทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจและพยายามอ่านจากข้อความที่เป็นภาษาไทยกลางและอีสานบางส่วนที่พอจะอ่านได้
อาจจะถูกบ้างผิดบ้างต้องขออภัยจริง ๆ
เพราะกำลังอยู่ในช่วงค้นหาข้อมูลอยู่
และถ้าหากท่านใดที่มีความรู้ทางด้านศิลปอีสานก็เพิ่มเติมด้วยนะครับ
พบทับหลังอายุนับพันปี สลักพระอินทร์ทรงช้าง
พบทับหลังอายุนับพันปี สลักพระอินทร์ทรงช้าง
(ไทยรัฐ)
พบทับหลังอายุนับพันปี ที่ปราสาทบ้านเมย จ.ขอนแก่น
และยังพบรอยเท้าสิงห์คู่ 3 ข้าง พบยอดปราสาท ที่มีความสูงประมาณ 1 ม.
เป็นศิลปะแบบบันทายสรี ในพุทธศตวรรษที่ 16
วันนี้ (12
ก.พ.) ผู้สื่อข่าวได้รับทราบข่าวว่า
นักโบราณคดีที่ทำการบูรณะปราสาทบ้านเมย หรือกู่บ้านเมย
อยู่ในพื้นที่บ้านเมย หมู่ 8 ต.หนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
แล้วพบทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงเดินทางไปพิสูจน์
โดยบริเวณปราสาท ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ ติดกับลำห้วยวังม่วง
ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ผู้สื่อข่าวพบนักเรียน ชาวบ้าน
เดินทางไปชมทับหลังอย่างไม่ขาดสาย นายไชยวัฒน์ วราเอกศิริ อายุ 34 ปี
หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1
และเป็นนักโบราณคดีของ หจก.ปุราณรักษ์ เปิดเผยว่า
ตนและพนักงานของห้างฯ
ได้นำเครื่องมือเดินทางมาที่กู่บ้ายเมยและว่าจ้างให้ชาวบ้านทำการขุดรอบบริเวณฐานของปราสาท
ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งห้างฯ จะสิ้นสุดการจ้างงานวันที่
24 เม.ย.นี้ สำหรับเนื้อที่ของฐานปราสาทนั้น มีความกว้าง 9 เมตร ยาว
22 เมตร มีฐานเป็นหินศิลาแลง และตั้งแต่ลงมือขุดลอกดิน
พบว่าฐานของปราสาท ถึงแม้จะเสื่อมโทรม แต่ก้อนหิน
ซึ่งเป็นฐานของปราสาทนั้นยังสมบูรณ์ดี
นายไชยวัฒน์
เล่าต่อว่า เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ชาวบ้านกำลังขุดดิน
ที่บริเวณบันไดทางขึ้นปราสาท ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท
พบแผ่นหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 88 ซม.ยาว 1.71 เมตร หนา 26
ซม. จึงใช้รถยกแผ่นดังกล่าวขึ้นจากพื้นดิน
เมื่อพลิกดูปรากฏว่าเป็นทับหลัง ซึ่งมีรูปสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
มีความสมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังพบรอยเท้าสิงห์คู่
จำนวน 3 ข้าง พบยอดปราสาท ที่มีความสูงประมาณ 1 เมตรสมบูรณ์มาก
และพบเสากรอบประตู จำนวน 2 ท่อน
ซึ่งมีรอยจารึกภาษาขอมอยู่บนกรอบประตูด้วย
จึงได้รายงานให้สำนักศิลปากรที่ 9 ขอนแก่นทราบ
สำหรับทับหลังสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณที่ขุดพบนั้น
หัวหน้าโครงการอนรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่
1 กล่าวว่า หากดูจากลวดลาย
น่าจะเป็นศิลปะแบบบันทายสรี อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่
16 มีอายุประมาณ
1,000 ปี
แสดงให้เห็นถึงในอดีตบ้านเมืองที่อยู่บริเวณนี้เคยนับถือศาสนาพราหมณ์
และจากการสำรวจภาพรวมของตัวปราสาทพบว่า มีการสร้างปราสาทอิฐ 3 หลัง
ตรงกลางจะเป็นปราสาทหลังใหญ่มียอดสูง สร้างขึ้นบนฐานศิลาแลง ขนาด 9 x
22 เมตร มีทางเข้าปราสาทเพียงทางเดียว คือทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท
มีสิงค์คู่ 2 ตัวเฝ้าอยู่บริเวณทางขึ้น
ส่วนทับหลังน่าจะอยู่เหนือประตูทางเข้าประสาท
หรือช่องประตูทางเข้าปราสาทหลังกลาง
นายไชยวัฒน์
กล่าวต่อว่า จากการสำรวจบริเวณตรงกลางของตัวปราสาท
เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่พบสิ่งของหรือโบราณวัตถุ
เนื่องจากมีคนเข้าไปลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุไปขาย
ส่วนบริเวณที่พบทับหลัง และยอดปราสาท เท้าสิงห์ รวมทั้งกรอบประตูนั้น
เป็นจุดที่มิจฉาชีพคาดไม่ถึง
เพราะอยู่ที่บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นตัวปราสาท
อยู่ลึกจากจากผิวดินเพียง 60 ซม.เท่านั้น
ถือเป็นความโชคดีของประชาชนในยุคปัจจุบัน
ที่ได้พบและชมทับหลังดังกล่าวนี้
ด้านนายบุญเต็ม คำเปล่ง อายุ 64
ปี กำนันตำบลหนองสองห้อง กล่าวว่า
คนในพื้นที่เมื่อเติบโตมาก็จะพบปราสาทดังกล่าวแล้ว
ซึ่งคนพื้นบ้านพากันเรียกว่ากู่ หรือกู่บ้านเมย
และชาวบ้านจะยึดถือเอากู่เป็นที่เคารพสักการบูชา และในเดือน 6
ของทุกปี ก็จะมาร่วมกันทำบุญในบริเวณปราสาทดังกล่าว
เพื่อให้อยู่ดีมีสุข
ที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าจะมีวัตถุโบราณอันลำค่าฝังอยู่ใต้ดิน
แต่เมื่อพบแล้วต่างก็พากันดีใจ และถือเป็นสิริมงคล
หากการบูรณะเสร็จสิ้นสมบูรณ์
ก็จะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางอารยธรรมโบราณ
และสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
|
สาระสำคัญ |
|
|
ฐานอาคารศิลาแลงรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผ้ายาวตามแนวทิศเหนือ - ใต้ ที่ด้านหน้าอาคารมีการนำชิ้นส่วน กรอบประตูมีจารึกมาปักไว้ เป็นจารึกอัการขอมโบราณภาษาเขมร ระบุมหาศักราช 975 ตรงกับ พ.ศ.1596 สันนิษฐานว่า เป็นศาสนาในวัฒนธรรมเขมร |
|
วันนี้ (12 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวได้รับทราบข่าวว่า นักโบราณคดีที่ทำการบูรณะปราสาทบ้านเมย หรือกู่บ้านเมย อยู่ในพื้นที่บ้านเมย หมู่ 8ต.หนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น แล้วพบทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงเดินทางไปพิสูจน์
โดยบริเวณปราสาท ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ ติดกับลำห้วยวังม่วง ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ผู้สื่อข่าวพบนักเรียน ชาวบ้าน เดินทางไปชมทับหลังอย่างไม่ขาดสาย นายไชยวัฒน์ วราเอกศิริ อายุ 34 ปี หัวหน้าโครงการอนรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1 และเป็นนักโบราณคดีของ หจก.ปุราณรักษ์ เปิดเผยว่า ตนและพนักงานของห้างฯได้นำเครื่องมือเดินทางมาที่กู่บ้ายเมยและว่าจ้างให้ ชาวบ้านทำการขุดรอบบริเวณฐานของปราสาท ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งห้างฯจะสิ้นสุดการจ้างงานวันที่ 24เม.ย.นี้ สำหรับเนื้อที่ของฐานปราสาทนั้น มีความกว้าง 9 เมตร ยาว 22 เมตร มีฐานเป็นหินศิลาแลง และตั้งแต่ลงมือขุดลอกดิน พบว่าฐานของปราสาท ถึงแม้จะเสื่อมโทรม แต่ก้อนหิน ซึ่งเป็นฐานของปราสาทนั้นยังสมบูรณ์ดี
นายไชยวัฒน์ เล่าต่อว่า เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ชาวบ้านกำลังขุดดิน ที่บริเวณบันไดทางขึ้นปราสาท ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท พบแผ่นหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 88ซม.ยาว 1.71 เมตร หนา 26 ซม. จึงใช้รถยกแผ่นดังกล่าวขึ้นจากพื้นดิน เมื่อพลิกดูปรากฏว่าเป็นทับหลัง ซึ่งมีรูปสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ มีความสมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซ็น นอกจากนี้ ยังพบรอยเท้าสิงห์คู่ จำนวน 3 ข้าง พบยอดปราสาท ที่มีความสูงประมาณ 1 เมตรสมบูรณ์มาก และพบเสากรอบประตู จำนวน 2 ท่อน ซึ่งมีรอยจารึกภาษาขอมอยู่บนกรอบประตูด้วย จึงได้รายงานให้สำนักศิลปากรที่ 9ขอนแก่นทราบ.
สำหรับทับหลังสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณที่ขุดพบนั้น หัวหน้าโครงการอนรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1 กล่าวว่า หากดูจากลวดลาย น่าจะเป็นศิลปะแบบบันทายสรี อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16มีอายุประมาณ 1,000 ปี แสดงให้เห็นถึงในอดีตบ้านเมืองที่อยู่บริเวณนี้เคยนับถือศาสนาพราหมณ์ และจากการสำรวจภาพรวมของตัวปราสาทพบว่า มีการสร้างปราสาทอิฐ 3 หลัง ตรงกลางจะเป็นปราสาทหลังใหญ่มียอดสูง สร้างขึ้นบนฐานศิลาแลง ขนาด 9 x 22 เมตร มีทางเข้าปราสาทเพียงทางเดียว คือทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท มีสิงค์คู่2 ตัวเฝ้าอยู่บริเวณทางขึ้น ส่วนทับหลังน่าจะอยู่เหนือประตูทางเข้าประสาท หรือช่องประตูทางเข้าปราสาทหลังกลาง
นายไชยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการสำรวจบริเวณตรงกลางของตัวปราสาท เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่พบสิ่งของหรือโบราณวัตถุ เนื่องจากมีคนเข้าไปลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุไปขาย ส่วนบริเวณที่พบทับหลัง และยอดปราสาท เท้าสิงห์ รวมทั้งกรอบประตูนั้น เป็นจุดที่มิจฉาชีพคาดไม่ถึง เพราะอยู่ที่บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นตัวปราสาท อยู่ลึกจากจากผิวดินเพียง 60 ซม.เท่านั้น ถือเป็นความโชคดีของประชาชนในยุคปัจจุบัน ที่ได้พบและชมทับหลังดังกล่าวนี้
ด้านนายบุญเต็ม คำเปล่ง อายุ 64 ปี กำนันตำบลหนองสองห้อง กล่าวว่า คนในพื้นที่เมื่อเติบโตมาก็จะพบปราสาทดังกล่าวแล้ว ซึ่งคนพื้นบ้านพากันเรียกว่ากู่ หรือกู่บ้านเมย และชาวบ้านจะยึดถือเอากู่เป็นที่เคารพสักการบูชา และในเดือน 6 ของทุกปี ก็จะมาร่วมกันทำบุญในบริเวณปราสาทดังกล่าว เพื่อให้อยู่ดีมีสุข ที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าจะมีวัตถุโบราณอันลำค่าฝังอยู่ใต้ดิน แต่เมื่อพบแล้วต่างก็พากันดีใจ และถือเป็นสิริมงคล หากการบูรณะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็จะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางอารยธรรมโบราณ และสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาต่อไป
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง(ฮูปแต้ม) / จังหวัดขอนแก่น
|
|||||||||||||||||||
สวัสดีครับ
เรื่องราวท้องถิ่นที่น่ารู้ บอกเล่าความงดงามในวัฒนธรรมของชาวอีสาน
ที่เสื่อมใสศรัทธาในพระศาสนา ทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา
ขอบคุณมากครับ