วังคูณ

ฮูปแต้มผนังที่ วัดสระบัวแก้ว

 

วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคูณ ลักษณะเด่นของวัดแห่งนี้คงจะเป็นภาพจิตรกรรมและประติมากรรม ตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่โบสถ์ ประดับด้วยประติมากรรมสิงห์หมอบทั้งซ้ายและขวา ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองมีรูปปั้นคนนั่งเหยียดเท้ารูปปั้นทั้งสองล้วนเป็นฝีมือของหลวงพ่อผุย พระอุปัชฌาย์ วัดสระบัวแก้ว ส่วนผนังของโบสถ์แห่งนี้ก่ออิฐถือปูน




     บริเวณภายในและภายนอกผนังทั้งสี่ด้านจะปรากฏจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน ชาดก สวรรค์ นรก หรือนิทานพื้นบ้านเป็นต้น มีการแบ่งองค์ประกอบของภาพออกเป็นตอนๆ

     โดยช่างแต้ม จะใช้เส้นแถบหรือสินเทาเป็นตัวแบ่งเรื่อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฮูปแต้มอีสานมักไม่ปรากฏว่ามีสินเทา สินเทานี้มีรูปร่างเหมือนสายฟ้าแลบ สามารถเห็นได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยกรุงศรีอยุธยา และต้นกรุงรัตนโกสินทร์

     สิ่งที่สะดุดตาและเกิดความประทับใจเป็นพิเศษสำหรับฮูปแต้มวัดสระบัวแก้ว ก็คือช่างแต้มดูออกจะมีอิสระเสรี สามารถที่จะแสดงฝีมือของตนได้อย่างเต็มที่ต่อการเขียนภาพต้นไม้ ใบไม้ และภาพสัตว์นานาชนิด

    ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายกับงานจิตรกรรมตะวันตก ในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์สังเกตได้จากฝีแปรงการแตะแต้ม ส่วนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง คราม ดินแดง เขียว ฟ้า ดำ





 

 ประวัติบ้านวังคูณ

     บ้านวังคูณ เป็นชุมชนอายุมากกว่าร้อยปีประชากรเป็นชาวไทย-ลาวสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกอพยพมาจากอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอวาปีประทุม จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มที่สองมาจากบ้านนาโพธิ์ บ้านหนองว้า บ้านหนองจุก อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์




  

  ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 200 ครัวเรือน ประชากร ประมาณ1,100 คนและบ้านวังคูณเป็นบ้านกศน.5 ดาวซึ่งได้จัดกิจกรรมบ้านหวาง ปลูกผักในกระถางที่ทำจากยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้วนำมาตัดตกแต่งเป็นกระถางใช้ ปลูกผักตามริมถนนเพื่อรถรายจ่ายในการซื้อผักในการประกอบอาหารของแต่ล่ะวัน ในครัวเรือนและยังเป็นการพัฒนาภูมิทัศน์ของถนนในหมู่บ้านให้มีความสวยงามได้




     การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข2 (มิตรภาพ) มุ่งสู่อำเภอพล ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 207 ไปยัง อ.หนองสองห้อง ประมาณ 17 กิโลเมตร (ระหว่างกม.ที่ 27-28) ก็จะถึงบ้านวังคูณ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดสระบัวแก้ว

     ข้อมูลเพิ่มเติม ททท.สำนักงานขอนแก่น      ข้อมูลภาพ ศูนย์ กศน.หนองสองห้อง

 

ชมจิตรกรรมฝาผนังวัดสระบัวแก้ว 

 

 

 

 

วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่หมู่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ห่างจากตัวอำเภอพล 17 กิโลเมตร (ห่างจากขอนแก่น 88 กิโลเมตร) การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2 เมื่อถึงอำเภอพลแล้วแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 207 อีก 17 กิโลเมตร เจอบ้านวังคูณแล้วเลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะพบวัด ด้านข้างจะมีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของชุมชนแถวนี้มาตั้งแต่อดีต

 

 

       "สิม" เป็นชื่อเรียกอุโบสถของชาวอีสาน ของวัดสระบัวแก้ว มีขนาด 10x18 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทางเข้ามีรูปปั้นกิเลนและรูปคนนั่งอยู่สองข้างบันได
       เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่ารูปปั้นคนและกิเลนเคยถูกมือดี (ทำไมไม่ใช้ว่ามือไม่ดีหว่า???) ขโมยตัดไปแล้วครั้งหนึ่ง

 

 

จิตรกรรมที่ปรากฎอยู่บนฝนังทั้งสองด้านจะมีหลากหลาย เช่นเรื่องสินไชย (สังข์สินชัย) พระราม พระลักษณ์ และราพนาสูร (ฮาบมะนาสวน), พระมาลัยโปรดนรก และสังคีบ กับควายทรพี เรื่องเหล่านี้คงมาจากการเทศน์หรือเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะ ที่ผู้วาดภาพได้ยินมาแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ

บางภาพก็เป็นภาพรุ่นใหม่เช่นแถวกองทหารที่มีอาวุธอันทันสมัย (ในสมัยนั้น, พ.ศ. 2475)

 

 

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดตามากก็คือตัวอักษรพื้นเมืองอีสานเป็นรูปแบบคล้าย ๆ กับภาษาทางล้านนา แต่มีสระและตัวอักษรบางตัวไม่เหมือนกัน อย่างในรูปนี้อ่านได้อย่างง่าย ๆ เลยคือ พรยายมมะลาช เป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับนรกที่กล่าวถึงคนที่กระทำบาปอะไรต้องได้รับโทษนั้นด้วย

 

วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง สิมสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2474 สมัยรัชการ7 โดยพระครูวิบูลย์พัฒนยุกต์ (หลวงพ่อผุย) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้นำแบบวัดบ้านยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เป็นแบบในการก่อสร้าง ช่างแต้มคือ นายกิ นายทองมา นายน้อยบ้านโศกธาตุ และนายพรหมา จาก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ร่วมเขียนด้วย

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ นายกร ทัพพะรังสี ธนาคารเอเชียฯ บริษัทมลิฟ้าฯ หน่วยราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชน ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์       สิมหลังนี้จนแล้วเสร็จและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ เสด็จประกอบพิธียกยอดผาสาท(ปราสาท) สิน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2544

จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ ภาพจิตรกรรมและประติมากรรม ตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่โบสถ์ ที่เป็นสิงห์หมอบทั้งซ้ายและขวา ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองมีรูปปั้นคนนั่งเหยียดเท้า รูปปั้นทั้งสองล้วนเป็นฝีมือของหลวงพ่อผุย พระอุปัชฌาย์ วัดสระบัวแก้ว ส่วนผนังของโบสถ์แห่งนี้ก่ออิฐถือปูน บริเวณภายในและภายนอกผนังทั้งสี่ด้าน จะปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน ชาดก สวรรค์ นรก หรือนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น

มีการแบ่งองค์ประกอบของภาพออกเป็นตอน ๆ โดยช่างแต้ม จะใช้เส้นแถบหรือสินเทาเป็นตัวแบ่งเรื่อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฮูปแต้มอีสานมักไม่ปรากฏว่ามีสินเทา สินเทานี้มีรูปร่างเหมือนสายฟ้าแลบ สามารถเห็นได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยกรุงศรีอยุธยา และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่สะดุดตา และเกิดความประทับใจเป็นพิเศษสำหรับฮูปแต้ม วัดสระบัวแก้ว คือช่างแต้มดูออกจะมีอิสระเสรี สามารถที่จะแสดงฝีมือของตนได้อย่างเต็มที่ต่อการเขียนภาพต้นไม้ ใบไม้ และภาพสัตว์นานาชนิด ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายกับงานจิตรกรรมตะวันตก ในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์สังเกตได้จากฝีแปรงการแตะแต้ม ส่วนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง คราม ดินแดง เขียว ฟ้า ดำ

การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) มุ่งสู่อำเภอพล ระยะทางประมาณ ๗๕ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๐๗ ไปยังอำเภอหนองสองห้อง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร (ระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๗-๒๘) ก็จะถึงบ้านวังคูณ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร


 
 

ภาพนี้เป็นลวดลายประกอบบนเสาของผนังเป็นการเติมช่องว่างและใช้แบ่งเฟรมของรูปภาพเป็นลวดลายคล้าย ๆ กับลายไทยทั่ว ๆ ไป ดูแล้วสวยงามดีครับ

ภาพและคำอธิบายทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจและพยายามอ่านจากข้อความที่เป็นภาษาไทยกลางและอีสานบางส่วนที่พอจะอ่านได้ อาจจะถูกบ้างผิดบ้างต้องขออภัยจริง ๆ เพราะกำลังอยู่ในช่วงค้นหาข้อมูลอยู่ และถ้าหากท่านใดที่มีความรู้ทางด้านศิลปอีสานก็เพิ่มเติมด้วยนะครับ

 

 

 

พบทับหลังอายุนับพันปี สลักพระอินทร์ทรงช้าง

 Share

   

ฮูปแต้มผนังที่ วัดสระบัวแก้ว

 

วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคูณ ลักษณะเด่นของวัดแห่งนี้คงจะเป็นภาพจิตรกรรมและประติมากรรม ตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่โบสถ์ ประดับด้วยประติมากรรมสิงห์หมอบทั้งซ้ายและขวา ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองมีรูปปั้นคนนั่งเหยียดเท้ารูปปั้นทั้งสองล้วนเป็นฝีมือของหลวงพ่อผุย พระอุปัชฌาย์ วัดสระบัวแก้ว ส่วนผนังของโบสถ์แห่งนี้ก่ออิฐถือปูน




     บริเวณภายในและภายนอกผนังทั้งสี่ด้านจะปรากฏจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน ชาดก สวรรค์ นรก หรือนิทานพื้นบ้านเป็นต้น มีการแบ่งองค์ประกอบของภาพออกเป็นตอนๆ

     โดยช่างแต้ม จะใช้เส้นแถบหรือสินเทาเป็นตัวแบ่งเรื่อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฮูปแต้มอีสานมักไม่ปรากฏว่ามีสินเทา สินเทานี้มีรูปร่างเหมือนสายฟ้าแลบ สามารถเห็นได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยกรุงศรีอยุธยา และต้นกรุงรัตนโกสินทร์

     สิ่งที่สะดุดตาและเกิดความประทับใจเป็นพิเศษสำหรับฮูปแต้มวัดสระบัวแก้ว ก็คือช่างแต้มดูออกจะมีอิสระเสรี สามารถที่จะแสดงฝีมือของตนได้อย่างเต็มที่ต่อการเขียนภาพต้นไม้ ใบไม้ และภาพสัตว์นานาชนิด

    ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายกับงานจิตรกรรมตะวันตก ในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์สังเกตได้จากฝีแปรงการแตะแต้ม ส่วนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง คราม ดินแดง เขียว ฟ้า ดำ





 

 ประวัติบ้านวังคูณ

     บ้านวังคูณ เป็นชุมชนอายุมากกว่าร้อยปีประชากรเป็นชาวไทย-ลาวสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกอพยพมาจากอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอวาปีประทุม จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มที่สองมาจากบ้านนาโพธิ์ บ้านหนองว้า บ้านหนองจุก อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์




  

  ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 200 ครัวเรือน ประชากร ประมาณ1,100 คนและบ้านวังคูณเป็นบ้านกศน.5 ดาวซึ่งได้จัดกิจกรรมบ้านหวาง ปลูกผักในกระถางที่ทำจากยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้วนำมาตัดตกแต่งเป็นกระถางใช้ ปลูกผักตามริมถนนเพื่อรถรายจ่ายในการซื้อผักในการประกอบอาหารของแต่ล่ะวัน ในครัวเรือนและยังเป็นการพัฒนาภูมิทัศน์ของถนนในหมู่บ้านให้มีความสวยงามได้




     การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข2 (มิตรภาพ) มุ่งสู่อำเภอพล ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 207 ไปยัง อ.หนองสองห้อง ประมาณ 17 กิโลเมตร (ระหว่างกม.ที่ 27-28) ก็จะถึงบ้านวังคูณ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดสระบัวแก้ว

     ข้อมูลเพิ่มเติม ททท.สำนักงานขอนแก่น      ข้อมูลภาพ ศูนย์ กศน.หนองสองห้อง

 

ชมจิตรกรรมฝาผนังวัดสระบัวแก้ว 

 

 

 

 

วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่หมู่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ห่างจากตัวอำเภอพล 17 กิโลเมตร (ห่างจากขอนแก่น 88 กิโลเมตร) การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2 เมื่อถึงอำเภอพลแล้วแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 207 อีก 17 กิโลเมตร เจอบ้านวังคูณแล้วเลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะพบวัด ด้านข้างจะมีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของชุมชนแถวนี้มาตั้งแต่อดีต

 

 

       "สิม" เป็นชื่อเรียกอุโบสถของชาวอีสาน ของวัดสระบัวแก้ว มีขนาด 10x18 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทางเข้ามีรูปปั้นกิเลนและรูปคนนั่งอยู่สองข้างบันได
       เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่ารูปปั้นคนและกิเลนเคยถูกมือดี (ทำไมไม่ใช้ว่ามือไม่ดีหว่า???) ขโมยตัดไปแล้วครั้งหนึ่ง

 

 

จิตรกรรมที่ปรากฎอยู่บนฝนังทั้งสองด้านจะมีหลากหลาย เช่นเรื่องสินไชย (สังข์สินชัย) พระราม พระลักษณ์ และราพนาสูร (ฮาบมะนาสวน), พระมาลัยโปรดนรก และสังคีบ กับควายทรพี เรื่องเหล่านี้คงมาจากการเทศน์หรือเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะ ที่ผู้วาดภาพได้ยินมาแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ

บางภาพก็เป็นภาพรุ่นใหม่เช่นแถวกองทหารที่มีอาวุธอันทันสมัย (ในสมัยนั้น, พ.ศ. 2475)

 

 

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดตามากก็คือตัวอักษรพื้นเมืองอีสานเป็นรูปแบบคล้าย ๆ กับภาษาทางล้านนา แต่มีสระและตัวอักษรบางตัวไม่เหมือนกัน อย่างในรูปนี้อ่านได้อย่างง่าย ๆ เลยคือ พรยายมมะลาช เป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับนรกที่กล่าวถึงคนที่กระทำบาปอะไรต้องได้รับโทษนั้นด้วย

 

วัดสระบัวแก้ว ตั้งอยู่ที่บ้านวังคูณ ต.หนองเม็ก อ.หนองสองห้อง สิมสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2474 สมัยรัชการ7 โดยพระครูวิบูลย์พัฒนยุกต์ (หลวงพ่อผุย) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้นำแบบวัดบ้านยาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เป็นแบบในการก่อสร้าง ช่างแต้มคือ นายกิ นายทองมา นายน้อยบ้านโศกธาตุ และนายพรหมา จาก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ร่วมเขียนด้วย

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ นายกร ทัพพะรังสี ธนาคารเอเชียฯ บริษัทมลิฟ้าฯ หน่วยราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชน ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์       สิมหลังนี้จนแล้วเสร็จและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ เสด็จประกอบพิธียกยอดผาสาท(ปราสาท) สิน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2544

จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ ภาพจิตรกรรมและประติมากรรม ตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่โบสถ์ ที่เป็นสิงห์หมอบทั้งซ้ายและขวา ด้านหน้าสิงห์ทั้งสองมีรูปปั้นคนนั่งเหยียดเท้า รูปปั้นทั้งสองล้วนเป็นฝีมือของหลวงพ่อผุย พระอุปัชฌาย์ วัดสระบัวแก้ว ส่วนผนังของโบสถ์แห่งนี้ก่ออิฐถือปูน บริเวณภายในและภายนอกผนังทั้งสี่ด้าน จะปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คน ชาดก สวรรค์ นรก หรือนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น

มีการแบ่งองค์ประกอบของภาพออกเป็นตอน ๆ โดยช่างแต้ม จะใช้เส้นแถบหรือสินเทาเป็นตัวแบ่งเรื่อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฮูปแต้มอีสานมักไม่ปรากฏว่ามีสินเทา สินเทานี้มีรูปร่างเหมือนสายฟ้าแลบ สามารถเห็นได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยกรุงศรีอยุธยา และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่สะดุดตา และเกิดความประทับใจเป็นพิเศษสำหรับฮูปแต้ม วัดสระบัวแก้ว คือช่างแต้มดูออกจะมีอิสระเสรี สามารถที่จะแสดงฝีมือของตนได้อย่างเต็มที่ต่อการเขียนภาพต้นไม้ ใบไม้ และภาพสัตว์นานาชนิด ซึ่งลักษณะนี้จะคล้ายกับงานจิตรกรรมตะวันตก ในสมัยอิมเพรสชั่นนิสม์สังเกตได้จากฝีแปรงการแตะแต้ม ส่วนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง คราม ดินแดง เขียว ฟ้า ดำ

การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) มุ่งสู่อำเภอพล ระยะทางประมาณ ๗๕ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๐๗ ไปยังอำเภอหนองสองห้อง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร (ระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๗-๒๘) ก็จะถึงบ้านวังคูณ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร


 
 

ภาพนี้เป็นลวดลายประกอบบนเสาของผนังเป็นการเติมช่องว่างและใช้แบ่งเฟรมของรูปภาพเป็นลวดลายคล้าย ๆ กับลายไทยทั่ว ๆ ไป ดูแล้วสวยงามดีครับ

ภาพและคำอธิบายทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจและพยายามอ่านจากข้อความที่เป็นภาษาไทยกลางและอีสานบางส่วนที่พอจะอ่านได้ อาจจะถูกบ้างผิดบ้างต้องขออภัยจริง ๆ เพราะกำลังอยู่ในช่วงค้นหาข้อมูลอยู่ และถ้าหากท่านใดที่มีความรู้ทางด้านศิลปอีสานก็เพิ่มเติมด้วยนะครับ

 

 

 

พบทับหลังอายุนับพันปี สลักพระอินทร์ทรงช้าง

 Share

   


พบทับหลังอายุนับพันปี สลักพระอินทร์ทรงช้าง (ไทยรัฐ)

          พบทับหลังอายุนับพันปี ที่ปราสาทบ้านเมย จ.ขอนแก่น และยังพบรอยเท้าสิงห์คู่ 3 ข้าง พบยอดปราสาท ที่มีความสูงประมาณ 1 ม. เป็นศิลปะแบบบันทายสรี ในพุทธศตวรรษที่ 16

          วันนี้ (12 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวได้รับทราบข่าวว่า นักโบราณคดีที่ทำการบูรณะปราสาทบ้านเมย หรือกู่บ้านเมย อยู่ในพื้นที่บ้านเมย หมู่ 8 ต.หนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น แล้วพบทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงเดินทางไปพิสูจน์

          โดยบริเวณปราสาท ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ ติดกับลำห้วยวังม่วง ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ผู้สื่อข่าวพบนักเรียน ชาวบ้าน เดินทางไปชมทับหลังอย่างไม่ขาดสาย นายไชยวัฒน์ วราเอกศิริ อายุ 34 ปี หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1 และเป็นนักโบราณคดีของ หจก.ปุราณรักษ์ เปิดเผยว่า ตนและพนักงานของห้างฯ ได้นำเครื่องมือเดินทางมาที่กู่บ้ายเมยและว่าจ้างให้ชาวบ้านทำการขุดรอบบริเวณฐานของปราสาท ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งห้างฯ จะสิ้นสุดการจ้างงานวันที่ 24 เม.ย.นี้ สำหรับเนื้อที่ของฐานปราสาทนั้น มีความกว้าง 9 เมตร ยาว 22 เมตร มีฐานเป็นหินศิลาแลง และตั้งแต่ลงมือขุดลอกดิน พบว่าฐานของปราสาท ถึงแม้จะเสื่อมโทรม แต่ก้อนหิน ซึ่งเป็นฐานของปราสาทนั้นยังสมบูรณ์ดี

          นายไชยวัฒน์ เล่าต่อว่า เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ชาวบ้านกำลังขุดดิน ที่บริเวณบันไดทางขึ้นปราสาท ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท พบแผ่นหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 88 ซม.ยาว 1.71 เมตร หนา 26 ซม. จึงใช้รถยกแผ่นดังกล่าวขึ้นจากพื้นดิน เมื่อพลิกดูปรากฏว่าเป็นทับหลัง ซึ่งมีรูปสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ มีความสมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังพบรอยเท้าสิงห์คู่ จำนวน 3 ข้าง พบยอดปราสาท ที่มีความสูงประมาณ 1 เมตรสมบูรณ์มาก และพบเสากรอบประตู จำนวน 2 ท่อน ซึ่งมีรอยจารึกภาษาขอมอยู่บนกรอบประตูด้วย จึงได้รายงานให้สำนักศิลปากรที่ 9 ขอนแก่นทราบ

          สำหรับทับหลังสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณที่ขุดพบนั้น หัวหน้าโครงการอนรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1 กล่าวว่า หากดูจากลวดลาย น่าจะเป็นศิลปะแบบบันทายสรี อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 มีอายุประมาณ 1,000 ปี แสดงให้เห็นถึงในอดีตบ้านเมืองที่อยู่บริเวณนี้เคยนับถือศาสนาพราหมณ์ และจากการสำรวจภาพรวมของตัวปราสาทพบว่า มีการสร้างปราสาทอิฐ 3 หลัง ตรงกลางจะเป็นปราสาทหลังใหญ่มียอดสูง สร้างขึ้นบนฐานศิลาแลง ขนาด 9 x 22 เมตร มีทางเข้าปราสาทเพียงทางเดียว คือทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท มีสิงค์คู่ 2 ตัวเฝ้าอยู่บริเวณทางขึ้น ส่วนทับหลังน่าจะอยู่เหนือประตูทางเข้าประสาท หรือช่องประตูทางเข้าปราสาทหลังกลาง

          นายไชยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการสำรวจบริเวณตรงกลางของตัวปราสาท เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่พบสิ่งของหรือโบราณวัตถุ เนื่องจากมีคนเข้าไปลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุไปขาย ส่วนบริเวณที่พบทับหลัง และยอดปราสาท เท้าสิงห์ รวมทั้งกรอบประตูนั้น เป็นจุดที่มิจฉาชีพคาดไม่ถึง เพราะอยู่ที่บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นตัวปราสาท อยู่ลึกจากจากผิวดินเพียง 60 ซม.เท่านั้น ถือเป็นความโชคดีของประชาชนในยุคปัจจุบัน ที่ได้พบและชมทับหลังดังกล่าวนี้

          ด้านนายบุญเต็ม คำเปล่ง อายุ 64 ปี กำนันตำบลหนองสองห้อง กล่าวว่า คนในพื้นที่เมื่อเติบโตมาก็จะพบปราสาทดังกล่าวแล้ว ซึ่งคนพื้นบ้านพากันเรียกว่ากู่ หรือกู่บ้านเมย และชาวบ้านจะยึดถือเอากู่เป็นที่เคารพสักการบูชา และในเดือน 6 ของทุกปี ก็จะมาร่วมกันทำบุญในบริเวณปราสาทดังกล่าว เพื่อให้อยู่ดีมีสุข ที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าจะมีวัตถุโบราณอันลำค่าฝังอยู่ใต้ดิน แต่เมื่อพบแล้วต่างก็พากันดีใจ และถือเป็นสิริมงคล หากการบูรณะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็จะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางอารยธรรมโบราณ และสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาต่อไป



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

 

 

 

 

สาระสำคัญ

     ฐานอาคารศิลาแลงรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผ้ายาวตามแนวทิศเหนือ - ใต้ ที่ด้านหน้าอาคารมีการนำชิ้นส่วน กรอบประตูมีจารึกมาปักไว้ เป็นจารึกอัการขอมโบราณภาษาเขมร ระบุมหาศักราช 975 ตรงกับ พ.ศ.1596 สันนิษฐานว่า เป็นศาสนาในวัฒนธรรมเขมร

 

 

 

   

วันนี้ (12 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวได้รับทราบข่าวว่า นักโบราณคดีที่ทำการบูรณะปราสาทบ้านเมย หรือกู่บ้านเมย อยู่ในพื้นที่บ้านเมย หมู่ 8ต.หนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง .ขอนแก่น แล้วพบทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงเดินทางไปพิสูจน์

  โดยบริเวณปราสาท ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ ติดกับลำห้วยวังม่วง ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ผู้สื่อข่าวพบนักเรียน ชาวบ้าน เดินทางไปชมทับหลังอย่างไม่ขาดสาย นายไชยวัฒน์ วราเอกศิริ อายุ 34 ปี หัวหน้าโครงการอนรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1 และเป็นนักโบราณคดีของ หจก.ปุราณรักษ์ เปิดเผยว่า ตนและพนักงานของห้างฯได้นำเครื่องมือเดินทางมาที่กู่บ้ายเมยและว่าจ้างให้ ชาวบ้านทำการขุดรอบบริเวณฐานของปราสาท ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งห้างฯจะสิ้นสุดการจ้างงานวันที่ 24เม.ย.นี้ สำหรับเนื้อที่ของฐานปราสาทนั้น มีความกว้าง 9 เมตร ยาว 22 เมตร มีฐานเป็นหินศิลาแลง และตั้งแต่ลงมือขุดลอกดิน พบว่าฐานของปราสาท ถึงแม้จะเสื่อมโทรม แต่ก้อนหิน ซึ่งเป็นฐานของปราสาทนั้นยังสมบูรณ์ดี

  

นายไชยวัฒน์ เล่าต่อว่า เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ชาวบ้านกำลังขุดดิน ที่บริเวณบันไดทางขึ้นปราสาท ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท พบแผ่นหินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 88ซม.ยาว 1.71 เมตร หนา 26 ซม. จึงใช้รถยกแผ่นดังกล่าวขึ้นจากพื้นดิน เมื่อพลิกดูปรากฏว่าเป็นทับหลัง ซึ่งมีรูปสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ มีความสมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซ็น นอกจากนี้ ยังพบรอยเท้าสิงห์คู่ จำนวน 3 ข้าง พบยอดปราสาท ที่มีความสูงประมาณ 1 เมตรสมบูรณ์มาก และพบเสากรอบประตู จำนวน 2 ท่อน ซึ่งมีรอยจารึกภาษาขอมอยู่บนกรอบประตูด้วย จึงได้รายงานให้สำนักศิลปากรที่ 9ขอนแก่นทราบ.

  

สำหรับทับหลังสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณที่ขุดพบนั้น  หัวหน้าโครงการอนรักษ์และพัฒนากู่บ้านเมย ระยะที่ 1 กล่าวว่า หากดูจากลวดลาย น่าจะเป็นศิลปะแบบบันทายสรี อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16มีอายุประมาณ 1,000 ปี แสดงให้เห็นถึงในอดีตบ้านเมืองที่อยู่บริเวณนี้เคยนับถือศาสนาพราหมณ์ และจากการสำรวจภาพรวมของตัวปราสาทพบว่า มีการสร้างปราสาทอิฐ 3 หลัง ตรงกลางจะเป็นปราสาทหลังใหญ่มียอดสูง สร้างขึ้นบนฐานศิลาแลง ขนาด 9 x 22 เมตร มีทางเข้าปราสาทเพียงทางเดียว คือทางด้านทิศเหนือของตัวปราสาท มีสิงค์คู่2 ตัวเฝ้าอยู่บริเวณทางขึ้น ส่วนทับหลังน่าจะอยู่เหนือประตูทางเข้าประสาท หรือช่องประตูทางเข้าปราสาทหลังกลาง

  

นายไชยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการสำรวจบริเวณตรงกลางของตัวปราสาท เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่พบสิ่งของหรือโบราณวัตถุ เนื่องจากมีคนเข้าไปลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุไปขาย ส่วนบริเวณที่พบทับหลัง และยอดปราสาท เท้าสิงห์ รวมทั้งกรอบประตูนั้น เป็นจุดที่มิจฉาชีพคาดไม่ถึง เพราะอยู่ที่บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นตัวปราสาท อยู่ลึกจากจากผิวดินเพียง 60 ซม.เท่านั้น ถือเป็นความโชคดีของประชาชนในยุคปัจจุบัน ที่ได้พบและชมทับหลังดังกล่าวนี้

 

ด้านนายบุญเต็ม คำเปล่ง อายุ 64 ปี กำนันตำบลหนองสองห้อง กล่าวว่า คนในพื้นที่เมื่อเติบโตมาก็จะพบปราสาทดังกล่าวแล้ว ซึ่งคนพื้นบ้านพากันเรียกว่ากู่ หรือกู่บ้านเมย และชาวบ้านจะยึดถือเอากู่เป็นที่เคารพสักการบูชา และในเดือน 6 ของทุกปี ก็จะมาร่วมกันทำบุญในบริเวณปราสาทดังกล่าว เพื่อให้อยู่ดีมีสุข ที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าจะมีวัตถุโบราณอันลำค่าฝังอยู่ใต้ดิน แต่เมื่อพบแล้วต่างก็พากันดีใจ และถือเป็นสิริมงคล หากการบูรณะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็จะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางอารยธรรมโบราณ และสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาต่อไป

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง(ฮูปแต้ม) / จังหวัดขอนแก่น 

 

 

 

 

 

ฮูปแต้มเรื่องสินไซ (สังข์ศิลป์ไชย) วัดสนวนวารีพัฒนาราม

 

๑.ภาพจิตรกรรมฝาผนัง สิมวัดสนวนวารพัฒนาราม ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
เขียนฮูปแต้มทั้งผนังด้านนอกและผนังด้านใน เขียนคำบรร ยายเนื้อเรื่องด้วยอักษรไทยภาษาอีสาน และอักษรธรรมอีสาน โดยผนังด้านนอกเขียนเต็ม พื้นที่ ส่วนผนังด้านในเขียนภาพเฉพาะผนังช่วงบนแบ่งภาพเป็น ๒ แถวด้วยกัน ใช้สีฝุ่น วรรณะเย็น สีที่ใช้ได้แก่ สีคราม สีเขียว สีเหลือง สีดำ สีน้ำตาล สีครามใช้เขียนต้นไม้ สถาปัตยกรรม ใบไม้ และก้านดอกไม้ ( ลวดลายเสาติดผนังด้านนอก ) ภาพบุคคล เขียนสีผิวขาว ส่วนใหญ่เขียนหันหน้าด้านข้าง และตัดเส้นรอบรูปด้วยสี ดำเครื่องแต่งกายใช้สีคราม สีเหลือง และสีเขียว การแต่งกายของตัวพระ ตัวนาง กษัตริย์ที่ สำคัญใช้สีเหลืองแทนสีทอง บุคคลชั้นสูงเขียนผิวสีขาว ภาพต้นไม้ ใบไม้ ใช้สีครามและสีเขียว ใช้พู่กันเขียนเป็นใบ ๆ ภาพพื้นดินโขดหินใช้ วิธีเขียนลากเส้นเป็นแนว โขดหินเขียนด้วยสีครามและสีดำ การเขียนภาพสัตว์เขียนเฉพาะ ด้านข้าง การแบ่งกลุ่มภาพใช้ลวดลายเส้นลวด แบ่งภาพออกเป็นช่วงบน ช่วงล่าง และแบ่ง ภาพออกเป็นตอน ๆ เนื้อเรื่องฮูปแต้ม
ผนังด้านใน - ประกอบด้วยเรื่อง เวสสันดรชาดก ภาพสินไซ ภาพราหูอมจันทร์ พญานาค ครุฑ สิงห์
ผนังด้านนอก - เขียนเรื่องสินไซ และนรกภูมิ
๒.ภาพจิตรกรรมฝาผนังสิมมัชฌิมวิทยาราม(วัดบ้านลาน) ต.บ้านลาน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
ฮูปแต้มเขียนเฉพาะผนังด้านนอก โดยใช้สีฝุ่นวรรณะเย็นได้แก่ สีเขียวและสีครามใช้เขียนภาพสถาปัตยกรรม พื้นดิน พื้นน้ำ และต้นไม้ สีเหลือใช้เขียนภาพเครื่องแต่งกาย สีดำใช้เขียนภาพโขดหิน เนื้อเรื่องที่แต้มเป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก เพียงเรื่องเดียว โดยลำดับภาพจากทิศตะวันออกหรือด้านหน้า เวียนไปทางทิศเหนือ ทิศตะวันดกและทิศใต้ ตามลำดับ โดยเริ่มจากกัณฑ์ทศพรไปจนถึงกัณฑ์นครกัณฑ์ ภาพแต่ละตอนมีอักษรไทยและไทยน้อยเขียนบรรยายภาพประกอบ
นอกจากเรื่องพระเวสสันดรแล้ว ที่เสาประดับผนังทุกด้านก็เขียนลวดลายเครือเถาเลือกใช้สีเหลือง สีคราม สีเขียวตกแต่งอย่างสวยงาม

 

 

 

 

ฮูปแต้ม พุทธประวัติ สิมวัดสระบัวแก้ว

ฮูปแต้มเรื่องพระลัก พระลาม สิมวัดสระบัวแก้ว

ฮูปแต้มเรื่องพระเวสสันดรชาดก สิมวัดไชยศรี

๓.ภาพจิตรกรรมฝาผนัง สิมวัดสระบัวแก้ว บ้านหนองเม็ก ต.วังคูณ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
ฮูปแต้มเขียนทั้งผนังด้านนอกและผนังด้านใน ช่างแต้ม คือ จารย์จึ จารย์ทองมา จารย์น้อย บ้านโกธาตุ และจารย์พรหมา จากอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ใช้สีฝุ่นวรรณะเย็น เน้นที่สีครามสีเขียว สีเหลืองอมน้ำตาล สีน้ำตาลแดง และสีดำ ผนังด้านในเขียนเรื่องพุทธประวัติ สินไซ ผนังด้านนอกเขียนเรื่องพระลักพระลาม ( รามเกียรติ์ ) การลำดับภาพผนังด้านใน เริ่มจากผนังด้านหน้าเวียนไปทางผนังด้านซ้าย ส่วนฮูปแต้มผนังด้านนอกลำดับภาพเริ่มจากผนังด้านข้างองค์พระประธานเวียนมาทางผนังด้านหน้าไปจบที่ผนังด้านหลังองค์พระประธาน การเขียนภาพเขียนเต็มผนัง มักเป็นภาพบุคคลหันหน้าด้านข้างมากกว่า