แผนชุมชน แผนแก้ปัญหาชุมชนที่แท้จริง
เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชน (2)
ศุภัชณัฏฐ์ หลักเมือง
ผู้อำนวยการสถานศึกษา (เชี่ยวชาญ)
กศน.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
*******************
ยุทธศาสตร์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชน
การเรียนรู้แผนชุมชน
เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนในชุมชนได้มีความรู้
เกิดแนวคิด
และเกิดความภาคภูมิใจกับกิจกรรมที่ได้ร่วมกันคิด
ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์
และร่วมตรวจสอบประเมินผล ตามกระบวนการจัดทำแผนชุมชนนั้น
มียุทธศาสตร์ในการดำเนินการ
1.
การเตรียมความเข้าใจต่อเป้าหมาย ของกระบวนการจัดทำแผนชุมชน
เป้าหมายในที่นี้ คือ
การทำให้ข้อมูลที่เก็บจากชุมชนมีความหมายถึงการจะทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนาการได้เรียนรู้ร่วมกัน
ระหว่างรัฐ และชุมชน ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน
เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทาง
ของการพัฒนาที่เริ่มจากฐานรากอย่างแท้จริง ข้อมูลจริง
และกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงด้วย
วิธีการเตรียมความพร้อม
จะต้องใช้การประชุมสมาชิกทุกครัวเรือนในหมู่บ้านโดยมีผู้อำนวยความสะดวก
หรือผู้จัดการเวที ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานราชการ
องค์กรเอกชน ร่วมกับแกนนำในหมู่บ้าน
การจัดการประชุมไม่ใช่จัดประชุมให้ชาวบ้านมารับฟังข้อมูลแล้วก็แยกย้ายกันไปเท่านั้น
แต่ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ
และเต็มที่
และมีส่วนร่วมในการที่จะตัดสินใจในฐานะสมาชิกของชุมชน
ในการจัดทำแผนชุมชน
เพื่อการพัฒนาชุมชนและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน
2. การเตรียมความพร้อมด้านการจัดการ
หรือเรียกว่า การเตรียมความสามารถในการจัดการ
ซึ่งในการจัดการระดับชุมชน
จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ
ดังนี้
2.1
มีแกนนำชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะในแต่ละชุมชน/หมู่บ้าน
จะมีความแตกต่างกัน
การมีแกนนำที่อาจจะเป็นคณะกรรมการชุมชน/หมู่บ้านที่มีอยู่แล้ว
หรือรวมตัวกันขึ้นมาใหม่ที่ดี
จะช่วยสร้างศรัทธาและการร่วมแรงร่วมใจกันภายในชุมชน
สามารถจัดการและ แก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันได้ ตลอดจน
เป็นฐานในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ของชุมชนได้ในอนาคต
2.2
มีการรวมกลุ่มต่าง
ๆ ที่อยู่ภายในชุมชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเภทใด
ซึ่งจะสามารถทำให้เรามองเห็นศักยภาพของกลุ่มต่าง ๆ
ที่เคยบริหารจัดการกลุ่มของตนเองมาแล้ว เช่น
กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มแปรรูปผลผลิต กลุ่มฌาปนกิจศพ
และกลุ่มสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ เป็นต้น
2.3
มีการกำหนดอนาคตของตนเองว่า สมควรจะมีทิศทางไปทางไหน
ชุมชนมีจุดเด่นหรือเป็นอยู่อย่างไร ซึ่งหากชุมชนยังไม่รู้
ก็อาจเริ่มต้นจากการวิเคราะห์โอกาสกับอุปสรรคจากภายนอกชุมชน
และ หาจุดแข็ง จุดอ่อน ของชุมชนก่อน
แล้วค่อยกำหนดอนาคตของชุมชน
3. การปรับแนวคิด
และกลไกของราชการให้เอื้อต่อชุมชน
กลไกราชการจะต้องขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางต่อการพัฒนาชุมชน
คือ วิธีคิด กฎหมาย
และกลไกให้เปลี่ยนจากการควบคุมมาเป็นการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ชุมชนการดำเนินการกิจกรรมใด
ๆ ในชุมชนไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะองค์กรแบบทางการ
หรือองค์กรท้องถิ่นเท่านั้น
เพราะในความเป็นจริงชุมชนมีแกนนำกลุ่มต่าง ๆ อยู่มากมาย
ตัวอย่าง ของการปรับแนวคิด
และกลไกของราชการให้เอื้อต่อชุมชน
เช่น การจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมทางสังคม
และกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่องค์กรทางการ เช่น
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ กลุ่มนวดสมุนไพร
และอีกหลายกลุ่ม
ที่กลุ่มเหล่านี้ได้มีความสำเร็จด้านการบริหารจัดการ
และประสบการณ์มาในระดับหนึ่งแล้ว
ก็ถูกทางราชการมองว่าเป็นองค์กรเถื่อน อีกกรณีหนึ่ง
เรื่องการแปรรูปอาหารโดยองค์กรชุมชน
ถูกมองว่าไม่ได้มาตรฐาน อ.ย. ไม่รับรอง
ซึ่งทางราชการอาจต้องปรับเงื่อนไขลงมาสู่ระดับที่เป็นไปได้
และชุมชนสามารถดำเนินการได้ เช่น อาจต้องมี อ.ย.
ชุมชน (อ.ย.ช.) เป็นมาตรฐานตามภูมิปัญญาชาวบ้าน
ในระดับที่ปลอดภัยต่อการใช้ และบริโภคได้ เป็นต้น
ที่สำคัญที่สุด คือ วิธีคิด และกลไกราชการ
ต้องมีบทบาทเป็น ผู้อำนวยความสะดวก
ผู้ให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุน
แทนการสั่งการให้ชุมชนทำกิจกรรมต่าง ๆ
ตามที่ราชการต้องการให้เป็น ตลอดจน
ต้องให้ชุมชนได้มีอิสระในการคิด มีส่วนร่วม
ตั้งแต่ต้น
และการตัดสินใจทุกกิจกรรมในฐานะสมาชิกของชุมชน
เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชน
เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชน
โดยปกติจะใช้กิจกรรมกลุ่มเป็นการระดมความคิด
และมักใช้เทคนิคสำคัญ คือ การจัดเวทีชาวบ้าน
กล่าวคือ
ตามปกติวิถีชีวิตของคนในชุมชนจะมีการรวมกลุ่มพูดคุยกัน
หรือการรวมกลุ่มกัน เพื่อจัดทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว
เช่น การทำงานอาชีพที่เหมือนกัน
การจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ การประชุมเพื่อปรึกษาหารือ
การแจ้งข้อมูลข่าวสารทางราชการและข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ
ของผู้นำชุมชนอยู่แล้ว
เวทีชาวบ้านจึงเป็นการเสริมประเด็นการพูดคุยให้มีความชัดเจน
ลึกซึ้งมากกว่าการประชุม หรือการพูดคุยโดยปกติทั่วไป
ไม่จำเป็นที่ ครู / วิทยากร
ต้องระดมคนมารวมกันเพื่อพูดคุยกันในแต่ละครั้ง
แต่พยายามใช้โอกาสที่ประชาชนรวมตัวกัน
อยู่แล้วเป็นหลัก เช่น
วันประชุมหมู่บ้านที่ผู้ใหญ่บ้านจะแจ้งข้อมูลข่าวสารทางราชการแก่ชาวบ้าน
การประชุมจัดงานวัด และการประชุมสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น
ซึ่งการจัดเวทีชาวบ้าน
มีวัตถุประสงค์ และขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม
ดังนี้
ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม
ขั้นตอนที่
1 ขั้นการเตรียมการ ครู /
วิทยากร เตรียมประเด็นการจัดเวทีให้ชัดเจน รวมถึง
การตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลจากชาวบ้านให้ได้มากที่สุด
บางครั้งที่มีการจัดเวทีการพูดคุยซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่าง
ๆ ครู / วิทยากร
ต้องเชิญผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย นอกจากนั้น
ในการทำประเด็นที่นำมาพูดคุยกับชาวบ้าน ครู /
วิทยากร จำเป็นต้องพูดคุยกับ ผู้ช่วยสนทนาบางคน
โดยเฉพาะผู้นำกลุ่มก่อน ทั้งในหัวข้อเรื่อง
วัตถุประสงค์ของการพูดคุย
เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน
และอาจจะเป็นผู้ทำการสนทนาด้วยก็ได้
ขั้นตอนที่ 2 ขั้นการจัดเวทีชาวบ้าน
ในแต่ละครั้งควรมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งละ 10
คนขึ้นไป โดยมีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้สนใจ
หรือเกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ โดย ครู /
วิทยากร อาจจะเป็นผู้นำการเสวนา
หรือผู้นำกลุ่มเป็นผู้ดำเนินการก็ได้
ผู้นำการเสวนาต้องบอกวัตถุประสงค์ของการพูดคุยให้ผู้ร่วมเสวนารู้ก่อน
และเริ่มป้อนประเด็นการพูดคุยที่เตรียมไว้
และโยนประเด็นให้ผู้เกี่ยวข้อง
ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ครู /
วิทยากร ต้องบันทึกข้อสรุป
จากการจัดเวทีของแต่ละครั้งไว้
การจัดเวทีชาวบ้านแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง
เพราะจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้า
หรือหากระหว่างการทำเวทีชาวบ้านเกิดความขัดแย้ง
ผู้ดำเนินการควรหาวิธี
ที่เป็นทางออกในความคิดที่ขัดแย้งกันนั้นด้วยการให้เหตุผล
หรือสร้างบรรยากาศให้คลี่คลายลงก่อนจบการสนทนา
ซึ่งในแต่ละเรื่องที่จัดอาจทำเวทีชาวบ้านได้มากกว่า 1
ครั้งก็ได้
ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์ปัญหา
และการกำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา
เมื่อประเด็นชัดเจนแล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไร
และมีทางเลือกกี่ทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหา
ผู้ดำเนินการต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมเสวนาแสดงความคิดเห็นในการวิเคราะห์ข้อดี
ข้อเสียแก่ทางเลือก ก่อนการตัดสินใจ
โดยเฉพาะการเลือกทางเลือกความเป็นไปได้ที่ชุมชนสามารถจัดการได้เองหรืออาจใช้หลาย
ๆ ทางเลือกประกอบกันก็ได้
ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการวางแผนการแก้ไขปัญหา
โดยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นต้องมีการปฏิบัติต่อเนื่องจากข้อสรุปจากการจัดเวทีชาวบ้าน
ที่มีการได้ตัดสินเลือกทางเลือกต่าง ๆ
แล้วและนำทางเลือกนั้นมากำหนดแผนการทำงาน
และการมอบหมายงานให้สมาชิกลงมือปฏิบัติจริง
หากเป็นไปได้อาจจะมีการกำหนด วิธีการ
ระยะเวลาของการติดตาม
และรายงานความก้าวหน้าของการทำงานด้วย สำหรับ ครู /
วิทยากร
ก็สามารถนำข้อสรุปจากเวทีชาวบ้านนำมาจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง
ๆ ของชุมชนได้
สำหรับ เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชน
อาจต้องใช้รูปแบบของการจัดเวทีที่ต้องใช้กระบวนการเรียนรู้แบบการมีส่วนร่วม
กระบวนการกลุ่ม
อาจต้องใช้การจัดเวทีชาวบ้านและการสัมภาษณ์รายครัวเรือนเสริม
เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
และความไม่เป็นทางการ มากนัก
สำหรับการค้นหาข้อมูลที่ต้องใช้ความไว้วางใจ เช่น
ข้อมูลเรื่องรายได้ ข้อมูลเรื่องรายจ่าย
และข้อมูลเรื่องหนี้สิน เป็นต้น
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชน
เป็นกิจกรรมที่การสร้างความรู้จากประสบการณ์เดิม
ของสมาชิกชุมชนที่เข้ากระบวนการกลุ่ม
โดยใช้กระบวนการกลุ่ม (Group process)
มากกกว่าการถ่ายทอดความรู้โดยการบรรยาย
ซึ่งกระบวนการกลุ่มนี้ เรียกว่า “
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ” โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
นอกจากนั้น ในขณะจัดกระบวนการกลุ่มสมาชิกในกลุ่ม
ในชุมชนก็จะได้เรียนรู้ถึงการทำงานเป็นทีม บทบาทของผู้นำ
และผู้ตาม การเป็นสมาชิกที่ดี
การทำงานโดยมีเป้าหมาย การควบคุมตนเอง
และการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แผนชุมชนในที่นี้
ได้สรุปตามกระบวนการเรียนรู้แผนชุมชน
ของสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม (Social Investment
Fund : SIF)
และกระบวนการเรียนรู้แผนชุมชนบ้านหนองกลางดง หมู่ที่
7 ตำบลศิลาลอย กิ่งอำเภอสามร้อยยอด
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จากประสบการณ์จริงที่ผู้เขียนได้ลงพื้นที่ร่วมปฏิบัติงานกับชาวบ้าน
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 – 2546 ในฐานะคณะกรรมการระดับภาค
ของสำนักงานกองทุนเพื่อสังคมภาคตะวันตก และระหว่างปี พ.ศ. 2547
เป็นต้นมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะของผู้ประสานงานประชารัฐจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วิทยากรกระบวนการระดับจังหวัด และผู้บริหารสถานศึกษา