ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่แล้ว เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าคือหลักธรรมในส่วนของโลกียะหรือสังขตธรรมที่สามารถกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ปรากฏการณ์ตามเหตุปัจจัย ( สเหตุธรรม ) มีข้อความสนับสนุนคำกล่าวนี้อยู่ในคำบอกเล่าของพระอัสสชิที่เดินบิณฑบาตรในเช้าวันหนึ่งแล้วมีหนุ่มน้อยนามอุปติสสะแวบเห็น
แล้วสนใจในกริยาท่าทางอันสง่างามของพระคุณเจ้าแล้วตามไปจนถึงที่ท่านกำหนดวางบาตลงเพื่อปูที่นั่งฉันภัตตาหาร...เมื่ออุปติสสะ ( กาลต่อมาคือ พระสารีบุตร )เห็นว่าพระคุณเจ้าว่างแล้วจึงเข้าไปสนทนาธรรมแล้วได้รับคำตอบอย่างนี้ว่า...
เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโน.
( พระไตรปิฎกเล่ม 4 ข้อ 68 )
สื่อถึงสรรพสิ่งอันใดมีเหตุเป็นแดนเกิดขึ้นมา พระพุทธเจ้าทรงแสดงสาเหตุที่เป็นมานั้นและความดับสูญไปของสรรพสิ่งเหล่านั้น ซึ่งพระพุทธองค์มีปกติทรงกล่าวอย่างนี้อยู่เสมอ...
แง่คิดในประเด็นนี้คือว่า...คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต้องเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ หรือการที่สรรพสิ่งทั้งหลายต่างอิงอาศัยอยู่กันเชื่อมโยงกันตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่สรรพสิ่งเหล่านั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีอยู่เองเพียงสิ่งเดียว...
นั้นคือสิ่งทั้งหลายที่เกิดมีปรากฏการณ์ขึ้นมาอย่างกลางวันกลางคืน ฝนตกฟ้าร้อง พายุไต้ฝุ่นเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากการอิงอาศัยกันตามเหตุตามปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาเองเป็นเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเป็นอิสระเลย
เมื่อหันมามองวิถีชีวิตของคนเราแล้ว การเกิดปรากฎการณ์ทางจิตอย่างความทุกข์ใจนี้ละคือกระบวนการแห่งเหตุและปัจจัยต่าง ๆ หรือความทุกข์เป็นสิ่งมีอยู่ดำรงอยู่เพราะการอิงอาศัยไปตามเหตุปัจจัยมาบีบคั้นอัดอั้นตันใจอึดอัดและมันต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ๆ วนเวียนกรรมอยู่อย่างนี้ไม่อาจคงรูปอยู่อย่างเดิมได้ตลอดกาล
นั้นคือปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่าความทุกข์เท่านั้นแลที่เป็นได้ทั้งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ในฝ่ายของโลกียะธรรมนั้นแล...
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาพระพุทธเจ้าจึงตรัสย้ำถึงสังขารธรรมโดยฟันธงลงไปว่าเกี่ยวกับความทุกข์ถึง 3 คราว่า...
เมื่อเห็นสังขารทั้งปวงเป็นอนิจจังก็จะหน่ายในทุกข์
เมื่อเห็นสังขารทั้งปวงเป็นทุกขังก็จะหน่ายในทุกข์
เมื่อเห็นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาก็จะหน่ายในทุกข์.
( พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 30 )
เราสามารกมองอย่างนี้ได้ว่า
...คนเราหน่ายในทุกข์คือเบื่อหน่ายในสังขารสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้คือเป็นอนิจจัง
...คนเราหน่ายในทุกข์คือเบื่อหน่ายในสังขารสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ คือเป็นทุกขัง
...คนเราหน่ายในทุกข์คือเบื่อหน่ายในสังขารธรรมสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ คือเป็นอนัตตา...นั้นแล.
เป็นหลักธรรมที่ดีจังครับ
แต่เหมือนว่ายังลางเลือนห่างไกลเหลือเกิน
ทำอย่างไรดีครับ
สวัสดีครับอาจารย์อุทัย
สวัสดีครับ คุณโสภณ เปียสนิท
อิ อิ อิ...ผู้คนเราส่วนมากยังติดอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงนะครับ...เส้นทางจึงดูยังไกลห่าง...อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณพีธากร พิพัฒวรางกุล
ไปประเทศไหนมาละนี่...
อย่าลืมเล่าลงในบล็อกในสิ่งที่พบเจอมานะครับผม...อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ติดตามอ่านอยู่นะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ คุณณัฐรดา
ว่าง ๆ เลยลงบันทึกเรื่องเล่าใกล้ตัวทางพุทะนะครับผม...อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ