ชีวิตของคนก็เป็นเช่นนี้ การรอคือความหวัง มีความหวังทำให้การดำรงชีวิตอยู่มีคุณค่า
หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 18
โสภณ เปียสนิท
........................................
“หลังจังกึมจากไป ทั้งหัวหอม ทั้งใบหอมในแปลงผักต่างพากันสั่นไหวตามสายลมที่พัดมา ตนเองก็ถูกทอดทิ้งมิต่างจากหัวหอมใบหอมเหล่านี้ แต่ด้วยยังหวังว่าอาจได้เห็นจังกึมอีก จึงไม่อาจจากไปได้” (แดจังกึม/หน้า139ล่ม3)

 

                “ความรักทำให้คนตาบอด” คำคมนี้เป็นจริงเสมอ สำหรับปุถุชน มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป จองโฮแม้เห็นจังกึมจากไป ยังมีความหวังว่าเธออาจกลับมาจึงเฝ้ารอ ชีวิตของคนก็เป็นเช่นนี้ การรอคือความหวัง มีความหวังทำให้การดำรงชีวิตอยู่มีคุณค่า
มนุษย์นั้นสูดดื่มพลังฟ้าผ่านจมูกรับพลังดินผ่านอาหารเข้าทางปาก รับเข้ามาเปลี่ยนเพื่อก่อกำเนิดพลังชีวิต จิตใจนั้นเป็นธาตุหยาง(แดจังกึม/หน้า142ล่ม3)

 

                การดำรงชีวิตของคนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยรับธาตุดินน้ำลมไฟจากธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของตน แล้วถ่ายเทธาตุเหล่านั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติ จิตใจของคนกลั่นธาตุเหล่านั้นให้ดีขึ้น หรือด้อยคุณภาพลง ถ้าคิด พูด ทำในทางดี ช่วยกลั่นธาตุให้ดีขึ้น โลกก็ร่มเย็นมีสุขขึ้น ถ้าคิดพูดทำในทางไม่ดี กลั่นธาตุธรรมให้หยาบขึ้น โลกก็ร้อนมีทุกข์โทษภัยพิบัติต่างๆมากขึ้น
“ได้ยินท่านแพทย์บอกว่า ยานั้นอยู่ที่หัวใจ หัวใจของผู้เทียบยา หัวใจของผู้ต้มยา และหัวใจของผู้ทานยา หากตัวใจของคนทั้งสามมิได้หลอมหลอมรวมกัน ต่อให้เป็น โอสถสวรรค์ก็ไม่มีประโยชน์ ...” (แดจังกึม/หน้า152ล่ม3)

 

                เนื้อความนี้ให้ความสำคัญจิตใจมาก เปรียบได้กับหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ว่า “ทุกอย่างนั้นมีใจนำหน้า ใจประเสริฐที่สุด สำเร็จด้วยใจ...” การรักษาใจให้ดี มีส่วนช่วยทั้งตนเองและผู้อื่น หน้าที่ของคนที่เกิดมาในโลกนี้คือ การรักษาใจของตน แล้วคุณผู้อ่านรักษาใจของท่านอย่างไร
“จงลบความอาฆาตแค้นที่กำลังรบกวนจิตใจของเจ้าอยู่” (แดจังกึม/หน้า159ล่ม3)

 

                “หลักธรรมมีอยู่ว่า “ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข” ฆ่าความโกรธไม่ได้ใจก็เป็นทุกข์ การรักษาใจของเรา คือการไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น หรือถ้าเผลอโกรธแล้วก็รีบฆ่าเสีย ละเสียไม่ให้อยู่ในใจ อย่าสนับสนุน ส่งเสริมเติมต่อให้ไฟความโกรธเผารนจิตใจ ไม่อย่างนั้นถือว่า ท่านไม่รักษาจิตของตัวเอง ฝึกตัวเองให้โกรธมากเข้า ๆ ที่สุดก็กลายเป็นคน “เสียจริต” เท่านั้นเอง
“แต่หากเจาใช้ความโกรธเกลียดขึ้นนำหน้า มิต้องเอ่ยถึงจับคนเหล่านั้นมีแต่เจ้าต่างหากที่ถูกจับไปก่อน” (แดจังกึม/หน้า159ล่ม3)

 

                จิตใจที่หมกมุ่นอยู่กับความโกรธแค้น คือสาเหตุแห่งการทำสิ่งผิดได้มากมาย จังกึมค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งนี้จากประสบการณ์และคนรอบตัวที่เป็นคนดี ทำให้ขัดเกลาตนเองสงบระงับได้ในระดับหนึ่ง ทำให้คุณภาพของจิตดี มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้การศึกษาของจังกึมก้าวหน้าไปในทางที่ถูกต้อง
“การเกลียดผู้ที่ควรโกรธเกลียดนั้นเป็นวิถีปุถุชน แต่หากต้องการเป็นสุดยอดแพทย์หญิง จำต้องผ่านด่านนี้ให้ได้ถูกต้อง ครานี้จงเปลี่ยนเป็นเซียนเทพ” (แดจังกึม/หน้า159ล่ม3)

 

                ข้อความนี้ สอนผู้อ่านให้รู้จักลดละความโกรธ ตามแนวทางของจังกึม บุคคลที่พัฒนาตัวเองจากชนชั้นไพร่ก้าวสู่บุคคลชั้นขุนนางสูงสุดแห่งวังหลวงได้ เกิดเป็นคนหนึ่งชาติ ได้ศึกษาทางวิชาการได้สูงสุด ศึกษาทางธรรมคือ เรื่องราวของการกล่อมเกลาจิตใจของตน ให้ลดละเลิก “โลภ โกรธ หลง” ให้บรรเทาเบาบางลงทีละน้อยระหว่างการก้าวเดินของชีวิต ถือว่า ชีวิตของจังกึม เป็นแบบอย่างให้เราทุกคนได้ใคร่ครวญ
“หากมนุษย์ยึดติดกับอารมณ์เกินไป ย่อมส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อชะตาและสุขภาพของตน หากสะสมแค้นเคืองและโกรธเกลียดไว้มาก จะเริ่มจากตับเสื่อม จึงเริ่มไปยังม้ามและกระเพาะ เนื่องเพราะโอจังยุกบู (อวัยวะสำคัญในร่างกาย) ล้วนมีชีวิตของตนเอง” (แดจังกึม/หน้า159ล่ม3)

 

                คำนี้น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ยึดถืออารมณ์ใดชะตาชีวิตย่อมเป็นไปตามอารมณ์นั้น ถืออารมณ์โกรธไว้ การพบปะผู้คนย่อมเสียไป จิตใจเสื่อมถอย ร่างกายทรุดโทรม นอนไม่หลับ ขาดการผักผ่อน แม้ยามหลับก็ไม่เป็นสุข โรคร้ายรุมล้อม ภูมิคุ้มกัน (immune system) บกพร่อง เปรียบง่าย ๆ เหมือนกับจุดไฟเผาตนเองตลอดเวลา แน่นอนว่า ต้องทำให้ชะตาของตนเปลี่ยนแปลงแน่นอน
“การส่งเสริมความดีกผู้อื่น ย่อมเท่ากับสร้างเสริมความดีให้แก่ตน” (แดจังกึม/หน้า159ล่ม3)

 

                คำจริงเป็นสิ่งมีค่า แม้ว่าทำได้ยาก การส่งเสริมความดีผู้อื่นเป็นเรื่องของคนดี คนดีทำความดีได้ง่าย คนดีทำความชั่วได้ยาก คนไม่ดีทำความไม่ดีได้ง่าย คนไม่ดีทำความดีได้ยาก วิธีการเป็นคนดีไม่ยาก พยายามส่งเสริมสนับสนุนความดีของผู้ที่ทำความดีไว้เสมอ บ่อยเข้า นานเข้า จะเกิดความเคยชิน และทำความดีได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
“การส่งเสริมความดีแก่ผู้อื่นแม้เป็นเรื่องยาก แต่ยิ่งส่งเสริมแก่ผู้ที่ควรโกรธเกลียดนั้น มิใช่ยากลำบากหรอกหรือ?” (แดจังกึม/หน้า180)

 

                การส่งเสริมความดีเป็นเรื่องยากแล้ว คนที่เราโกรธไปทำความดี เรายิ่งสิ่งเสริมความดีของเขาได้ยากขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่เรื่องยากมักเป็นสิ่งที่มีค่า คนเราจึงควรเร่งรัดพัฒนาตน ทำในสิ่งที่ยากให้ได้ เพื่อว่าจะได้ทำตนให้สมกับที่เกิดเป็นมนุษย์ กับเขาชาติหนึ่ง
“เพียงมองปราดเดียวจังกึมทราบทันทีว่าต้องเป็นอัจฉริยะเป็นผู้ที่โดดเด่นกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอน” (แดจังกึม/หน้า182)

 

                จีนมีหลักแห่งการดูโหงวเฮ้ง ดูใบหน้าของคนว่าเป็นคนที่ควรแก่หน้าที่การงานอย่างใด ใครซื่อสัตย์ ใครเป็นคนโกง มีคำคมอยู่ว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ ดวงตาเป็นเช่นไร ดวงใจเป็นเช่นนั้น” เป็นเพราะหลักการนี้ที่จังกึมมอง “อึนบี” เพื่อนหญิงร่วมรุ่นศึกษาแพทย์มาด้วยกัน เมื่อสามารถมองคนได้ทะลุถึงแก่นใจว่าเป็นคนอย่างไร ทำให้เราวางตัวเองได้ถูกต้อง
“นับแต่ฤดูที่รวงข้าวเริ่มออกดอกผล จนเปลี่ยนเป็นยามใกล้สุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว จังกึมได้แต่ซุกร่างในกองตำรา ไม่เพียงตำรา ไม่เพียงจองโฮ ครานี้ใช้ชีวิตจนลืมกระทั่งตัวตนไปแล้ว” (แดจังกึม/หน้า183)

 

                อีกครั้งที่นิยายเรื่องนี้เน้นถึงคุณธรรมหลัก คือความเพียร และความรักในความรู้ ให้ผู้อ่านได้จดจำ มีไหมที่นักศึกษาคนใด นักการศึกษาคนใด ตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะอุตสาหะถึงเพียงนี้ คำว่า “ซุกร่างในกองตำรา” คำนี้ช่างน่ารักน่าหลงใหล น่าเอาเป็นแบบอย่างนัก
“การได้รักผู้คน การได้รับกำลังใจจากความรักที่มอบให้วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านเลยไป ราวเมฆหมอกล่องลอยในฝันชั่วข้ามคืน” (แดจังกึม/หน้า184)

 

                แม้จะรักหลงใหลในความรู้เพียงใด แต่ความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ทำให้จังกึมยังคงครุ่นคิดถึงความรัก คนรักเหมือนผู้อื่น ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างผู้ประสบความสำเร็จ และผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ข้อแตกต่างคือ ผู้ประสบความสำเร็จ มักตัดความรู้สึกเหล่านั้นได้ทันท่วงที มิใช่หลงใหลได้ปลื้มจนเสียงานหลัก
“ฤดูหนาวก็ผ่านไป พื้นดินปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเวลานั้นเริ่มถูกแสงแดดอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงทั่ว” (แดจังกึม/หน้า184)

 

                ถ้อยคำเรียบง่ายที่เห็นนี้ สร้างภาพในจินตนาการได้อย่างชัดเจน แม้ในจิตของผู้ที่ไม่เคยเห็นหิมะ แต่อ่านข้อความแล้วสามารถสัมผัสได้ในความรู้สึก นึกถึงคำกวีของนักเขียนร่วมสมัยชื่อดังท่านหนึ่ง (ขออัยจำชื่อไม่ได้) เขียนไว้ว่า "หิมะขาวราวคลีสำลีคลุม" ไพเราะนัก