ขณะที่ผมเตรียมสอนนักศึกษา ป.บัณฑิต ผมพบเนื้อหาสุขภาพที่นำมาฝากผู้สนใจ คลิกอ่านเพิ่มเติมที่ www.getselfhelp.co.uk/chronicfp.htm

ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดและเหนื่อยล้า?

คำตอบคือ เรามีวงจรอุบาทว์ (vicious cycle) ของการเกิดความเจ็บปวด เมื่อระดับความรู้สึกที่ทนต่อความเจ็บปวดของร่างกายนั้นต่ำลง แล้วเพิ่มความเจ็บปวดมากขึ้นเมื่อเราไม่รู้ว่าจะจัดการความเจ็บปวดนั้นได้อย่างไร เมื่อทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตไปด้วยความเจ็บปวดก็ซึมเศร้าจนเกิดความเหนื่อยล้าทางความคิด ตามมาด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าทางร่างกาย

ผลลัพธ์คือ เราไม่อยากทำอะไรให้เกิดกิจกรรมที่มีเป้าหมาย มีคุณค่า มีความหมาย และมีความสุขต่อตนเอง จนเกิดสภาวะ "การขาดกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Deprivation) จากต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าเรื้อรัง อาจเกิดจากโรคและปัจจัยทางชีวการแพทย์บวกกับพฤติกรรมการกระทำของเราในสิ่งแวดล้อมตามปัจจัยทางจิตใจและสังคม (จิตสังคม) ทำให้ยากที่จะเกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (จิตความรู้สึกจากระบบประสาททั้งห้า - หู ตา จมูก ลิ้น กายสัมผัส และใจ (ฐานสมมติที่ลิ้นปี่) จิตอารมณ์หรือฐานใจ เจตจำนงค์ อุปนิสัย การกระทำอย่างตั้งใจ สมาธิและสติปัญญาแห่งการกระทำ และความคิดของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง)"   

หนทางจัดการความรู้สึกเจ็บปวดและเหนื่อยล้า ต้องจัดการไปพร้อมๆ กันตามทักษะความสามารถในการจัดการตนเองและบริบทหรือสถานการณ์ชีวิตของเรา

ตัวอย่าง เช่น

  • ทบทวนความสามารถของเราในการทำกิจกรรมใหม่ๆ ท้าทาย ไม่ซ้ำซากจำเจ แล้วให้รางวัลชีวิตแก่ตนเองบ้าง
  • ออกกำลังกายและจิตด้วยความสุข ความสนุกสนาน และความสำเร็จ
  • ฝึกแก้ไขปัญหาด้วยทางเลือกหลายทางด้วยตนเอง
  • ฝึกตั้งเป้าหมายการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในทุกๆวัน
  • คิดนอกกรอบจากคนอื่นๆ ให้ท้าทาย ไม่สับสน และเกิดความสนใจจริง
  • จัดตารางชีวิตที่สมดุลของการทำงาน การใช้เวลาว่าง การพักผ่อน การนอนหลับ และการดูแลตนเอง
  • พักอยู่เงียบกับตนเองบ้างในแต่ละวัน เพื่อพิจารณาความคิดดีและการพัฒนาตนเอง
  • ฝึกฝนใจของตนเองให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนบ้าง
  • บันทึกความคิดที่ช่วยตั้งเป้าหมายของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต พร้อมกับสร้างความมุ่งมั่นให้ตนเองกระทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตนั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่คาดหวังสูง ไม่คิดมุ่งความสมบูรณ์แบบมากเกินพอดี แต่สร้างจิตสำนึกแห่งการเรียนรู้ที่พร้อมจะเปิดใจรับความคิดดีๆ จากผู้อื่นและนำมาพัฒนารูปแบบของการกระทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตนั้นให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
  • ฝึกกิจกรรมที่เสริมสุขภาวะทางจิตสังคม เช่น การใช้จิตตระหนักรู้ถึงจังหวะของการหายใจจนเกิดสมาธิ มิใช่มุ่งมั่นฝึกสมาธิ การฝึกสติให้รู้จักผ่อนคลาย การทำสมาธิเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างใคร่ครวญเพื่อคิดดังๆ ให้เกิดประโยชน์ร่วมกับผู้อื่น ไม่เก็บระงับความคิดอยู่ในตนเองมากเกินพอดี ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดดีๆ แบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแปลความหมายให้เข้าใจตรงกับผู้อื่น
  • ฝึกคิดและสื่อสารเชิงบวกกับตนเองทุกๆวัน พร้อมยืนยันความคิดบวกนั้นเพื่อทำวันนี้และวันพรุ่งนี้ให้เกิดความสุข
  • ฝึกจินตนาการและสร้างสรรค์โดยลดเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ลงบ้าง มีการใช้เวลาว่างเล่นดนตรี ทำงานศิลปะ ทำงานหัตถกรรม ทำงานสร้างสรรค์ เล่นกีฬา เกมส์ นันทนาการ ด้วยการรับรู้ความหมายและความสุขจากการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการใช้เวลานั้นอย่างแท้จริง
  • ฝึกแสวงหาความรู้ใหม่ๆ จากการฟัง พูด อ่าน เขียน และการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ
  • ฝึกนอนหลับนิ่งลึกโดยไม่มีความคิดวิตกกังวลในแต่ละคืน
  • รู้จิตรู้ใจผ่านอารมณ์ของเราในสถานการณ์และบุคคลที่มีจริตที่หลากหลาย
  • ฝึกเป็นอาสาสมัครทางสังคมที่ดีงาม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยความเสียสละและจิตเป็นกุศล